โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นักการเมือง การโกหก และการยอมรับของประชาชน โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

MATICHON ONLINE

อัพเดต 29 ส.ค. 2566 เวลา 12.21 น. • เผยแพร่ 29 ส.ค. 2566 เวลา 07.01 น.

การโกหกเป็นเรื่องที่คนชอบคิดว่าเป็นเรื่องที่แย่ เลว ผิดศีลธรรม จริยธรรม
แต่ในอีกหลายมุมการโกหกอาจจะไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น
ว่ากันว่ามีการศึกษาว่าคนทั่วไปนั้นโกหกอย่างน้อยสองครั้งต่อวัน (อันนี้ฝรั่งนะครับ คนไทยเป็นคนดี น่าจะไม่เคยโกหก ฮา)
เรื่องที่เราอาจจะคาดไม่ถึงก็คือ การโกหกส่วนมากอาจไม่ใช่เรื่องร้ายแรง หรือไม่อันตรายอะไร เพราะการโกหกจำนวนมากมีขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่กระอักกระอ่วน การโกหกอาจจะมีขึ้นเพื่อสร้างความประทับใจ หรือทำให้คนอีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกดี
เช่น มีคนถามว่าชุดนี้เป็นอย่างไร เราอาจจะบอกเพื่อนเราว่าก็โอเค ทั้งที่เราอาจไม่ได้รู้สึกอะไร
หรือมีคนถามว่ากำลังคิดอะไรอยู่ เราอาจจะบอกว่าไม่ได้คิดอะไร
หรือถามว่า จำเขาได้ไหม แล้วเราก็เนียนๆ ไปว่าจำได้ (ทั้งที่จำไม่ได้)

แต่การโกหกที่ส่งผลที่ย่ำแย่ เสียหายก็มีอยู่มาก เช่น การโกหกที่ทำให้คนอีกฝ่ายหนึ่งทำตามที่เราต้องการ
เช่น บอกว่าช่วยทำอันนี้ให้หน่อยเพราะว่ายุ่งอยู่ (ทั้งที่อาจไม่ได้ยุ่ง)
ในแง่นี้การโกหกในชีวิตประจำวันอาจมีได้หลายรูปแบบ และอาจไม่ได้แย่เสมอไป
นี่ยังไม่ได้รวมประเภทที่อาจจะไม่ใช่การโกหกทั้งหมด แต่เป็นเรื่องของการพูดความจริงไม่หมด
อย่างไรก็ดี ในมิติทางการเมืองนั้น การโกหกมีนัยสำคัญกว่า แต่ผลการศึกษาเรื่องการเมือง นักการเมืองกับการโกหกอาจจะไม่ได้ส่งผลตามที่เราต้องการ
ผลการศึกษาที่น่าสนใจพบว่า ข้อมูลที่ผิดอาจมีอิทธิพลต่อความคิดของผู้คน แม้ว่าพวกเขาจะรู้ว่าข้อมูลนั้นผิด

ในกรณีของสหรัฐอเมริกาพบว่าอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ โกหกในแง่ของการให้ข้อมูลที่ผิด หรือกำกวมไม่น้อยกว่าสามหมื่นครั้ง ในช่วงสี่ปีของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งถ้ามาคำนวณค่าเฉลี่ยแล้วก็ตกประมาณวันละยี่สิบครั้ง
งานวิจัยชิ้นสำคัญของ Ecker และ Prike (We know politician lies-but do we care?. Theconversation.com) ชี้ว่า การพบว่ามีการโกหกขึ้นมีผลทำให้ประชาชนเชื่อถือในคนที่พูดน้อยลง
แต่อาจไม่ได้มีผลต่อการลดลงของการสนับสนุนนักการเมือง หรือพรรคการเมืองนั้น

ซึ่งก็เป็นไปในทำนองเดียวกับกรณีของสหรัฐอเมริกาในช่วงทรัมป์
สรุปง่ายๆ ว่า แม้จะรู้ว่านักการเมืองโกหก แต่อาจจะไม่มีผลทำให้ประชาชนไม่เลือกพวกเขาต่อ
หรือแม้ว่าเมื่อเกิดการโกหกมากจนกระทั่งปริมาณนั้นมากกว่าความจริง ไม่ว่าจะกรณีของทั้งทรัมป์และแซนเดอร์ คือทั้งสองพรรคใหญ่เลย ก็มีผลน้อยมากต่อประชาชนที่จะไม่สนับสนุนนักการเมืองเหล่านั้นในกรณีของสหรัฐอเมริกา
ซึ่งแตกต่างไปจากกรณีของออสเตรเลียกับอังกฤษ ที่เมื่อผู้เลือกตั้งรับทราบว่ามีการโกหกมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะมีผลต่อความรู้สึกและความตั้งใจที่จะไปเลือกนักการเมืองเหล่านั้น

ในงานวิจัยและความเห็นสาธารณะต่างๆ คำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับการโกหกมีความซับซ้อน
สายหนึ่งของนักวิชาการมองว่าการโกหกของนักการเมืองไม่ดีแน่นอน เพราะมันกระทบถึงหัวใจสำคัญของความสัมพันธ์ของระบอบประชาธิปไตย ก็คือเรื่องของความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างรัฐบาลกับสาธารณชน และการยอมรับในเรื่องของการยอมรับร่วมกันของทั้งสองฝ่ายในเรื่องของข้อมูลพื้นฐาน ก่อนที่จะถกเถียงกันได้
อย่างไรก็ตาม อีกสำนักคิดหนึ่งเชื่อว่า การโกหกถ้ามาจากนักการเมืองฝ่ายเดียวกับเรา เราก็มักจะยอมรับ เพราะเชื่อว่าเขามีเหตุผลบางอย่าง เช่น ทำเพื่อชาติบ้านเมือง หรือมองว่าเป็นพวกเดียวกัน ต้องเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่ง

การค้นพบที่อาจแตกต่างจากที่เราเชื่อก็คือ ผู้นำทางการเมืองจากประเทศประชาธิปไตยโกหกกับประชาชนมากกว่าที่เผด็จการโกหกกับประชาชนของเขา เช่น กรณีการเปรียบเทียบว่า ซัดดัม ฮุสเซน ไม่ได้โกหกกับประชาชนของเขา ว่าเขาไม่มีอาวุธทำลายล้าง แต่ประธานาธิบดีสหรัฐกลับโกหกกับประชาชน (J.J.Mearsheimer. 2013. Why Leader Lie: The Truth about Lying in International Politics. Oxford: Oxford University Press.) แต่เป็นเรื่องของการเมืองระหว่างประเทศเสียเป็นส่วนมาก

ในการศึกษาดังกล่าวยังพบว่าผู้นำทางการเมืองมักจะโกหกกับประชาชนของตัวเองมากกว่าโกหกต่ออีกประเทศหนึ่ง เพราะส่วนหนึ่งคนอีกประเทศหนึ่งอาจจะไม่เชื่อถือผู้นำของประเทศตรงข้ามอยู่ดี
ส่วนหนึ่งที่ผู้นำกล้าโกหกต่อประชาชนของตัวเองก็เพราะมันมีสายความสัมพันธ์แบบไว้เนื้อเชื่อใจกันอยู่
ทั้งนี้ มีการอธิบายว่าการโกหกในทางการเมืองมีอยู่ห้าประเภทใหญ่ๆ
หนึ่ง การโกหกระหว่างประเทศ
สอง การสร้างความหวาดกลัว
สาม การปกปิดเรื่องราวบางอย่างที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นการกระทำเชิงยุทธศาสตร์
สี่ การสร้างมายาคติที่วางอยู่บนลัทธิชาตินิยม
ห้า การโกหกไปเรื่อยๆ อย่างเสรี
และมากกว่านั้น การโกหกยังหมายถึงการพูดไม่หมด และการเน้นย้ำแต่ด้านที่ส่งผลบวกเท่านั้น (เพิ่งอ้าง)

ยังมีอีกความเห็นที่สำคัญ (L.Somin. 2016. Why politician lie. The Washington Post. 25/10/16) ก็คือ การพยายามอธิบายว่าการโกหกของนักการเมืองมีความซับซ้อน และอาจไม่ใช่เรื่องที่แย่ไปทั้งหมด
ประการแรก การโกหกอาจมีผลต่อช่วงเวลาของการเจรจาต่อรองเพื่อให้ผลประโยชน์มาอยู่ในฝั่งตัวเองสูงสุด หรือโกหกเพื่อชาติเพื่อไม่ให้เสียเปรียบในการเจรจา หรือกดดันกันระหว่างประเทศ
ประการที่สอง นักการเมืองจะไม่กล้าบอกจุดยืนของตัวเองต่อประชาชนเสมอไป เพราะจุดยืนของประชาชนอาจจะล้ำหน้าไปกว่าจุดยืนของนักการเมืองในหลายๆ เรื่อง
ในส่วนนี้ยังรวมถึงการที่ไม่ยอมบอกผลเสียของนโยบายของตนเองสักเท่าไหร่

เรื่องที่ควรพิจารณาจากข้อถกเถียงของต่างประเทศก็คือ ตกลงประชาชนนี่โง่เง่ามากถึงกับเชื่อคำหลอกลวงของนักการเมืองจริงๆ หรือเปล่า
ดังที่บอกไปแล้วว่าส่วนหนึ่งประชาชนอาจให้อภัย หรือไม่สนใจว่านักการเมืองฝ่ายตนโกหกไหม ตราบเท่าที่ยังมีจุดยืนและความไว้เนื้อเชื่อใจกัน
แต่อีกส่วนหนึ่งก็คือ ประชาชนไม่ได้โง่เง่า (stupid) แต่เขาอาจจะไม่รู้ทุกเรื่อง หรือไม่ได้ติดตามข่าว (ignorant) ในเชิงเปรียบเทียบ
หมายความว่า ประชาชนอาจจะไม่ได้ติดตามข่าวตลอดเวลา เช่น โอบามาเองก็อาจจะไม่ได้บอกทั้งหมดว่านโยบายประกันสุขภาพของเขาก็มีช่องโหว่ หรือทรัมป์เองตอนแรกคนก็เชื่อว่าจะแตกต่างจากพวกนักการเมืองที่โกหกและไม่ซื่อตรงต่อประชาชน

ซึ่งในแง่นี้การโกหกจะทำหน้าที่เป็นการเอาเปรียบจากความไม่รู้ (และความไว้เนื้อเชื่อใจ) ของประชาชน แต่ไม่ได้หมายความว่าคนเหล่านี้จะพังในการเมืองเสมอไป
แต่การเมืองนั้นอาจจะพังมากขึ้น เพราะเต็มไปด้วยการโกหก และตรรกะวิบัติ
ในอีกด้านหนึ่ง ในมุมของนักการเมืองอาจไม่ใช่แค่เพราะว่าประชาชนรับได้ถ้าจะมีการโกหก แต่ตัวนักการเมืองเองอาจจะรู้สึกว่า ถ้าเขาไม่โกหกบ้าง ขณะที่ทุกคนโกหกหมด เขาจะเสียเปรียบในสนามการเมืองที่มีการต่อสู้กันอย่างดุเดือด
เพราะบางครั้งประชาชนเองก็ยอมรับนักการเมืองที่โกหกได้ หากพูดจาถูกใจเขา หรือตรงกับความเชื่อเดิมที่เขามีอยู่ (อ้างแล้ว)
สำหรับบ้านเรานั้น ผมคิดว่าการโกหกของนักการเมืองบ้านเราก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจอยู่มิใช่น้อย แต่จะให้ฟันธงไปเลยว่าประชาชนรับได้กับการโกหกของนักการเมืองมากน้อยแค่ไหนก็คงจะต้องรอดูกันต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...