โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ข้านี่แหละ ผิงหยางจวิ้นจู(มี E-Book)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 24 ส.ค. 2566 เวลา 05.44 น. • เผยแพร่ 24 ส.ค. 2566 เวลา 05.44 น. • เสี่ยวเย่ผิง
เมิ่งอวี่หลาน หญิงสาวผู้ที่ยอมตายเพราะความรัก นางฆ่าตัวตายอย่างเจ็บปวด แต่กลับพบว่าตนไม่ตาย ชาตินี้นางแค่อยากใช้ชีวิตเหมือนหมูโง่ตัวหนึ่ง แต่เหมือนจะมีคนคอยหาเรื่องให้นางไม่อาจใช้ชีวิตสงบสุขได้อีก

ข้อมูลเบื้องต้น

ข้านี่แหละ ผิงหยางจวิ้นจู

นามปากกา:เสี่ยวเย่ผิง

นิยายจีนโบราณ แฟนตาซี เทพเซียน

เรื่องราวการใช้ชีวิตของหญิงสาวนางหนึ่งที่ดูเหมือนจะธรรมดา แต่นางกลับไม่ธรรมดา

คำโปรย

นางเป็นใครกันแน่!

เมิ่งอวี่หลานผิงหยางจวิ้นจูผู้สูงส่ง ถูกทิ้งให้นอนเฝ้าเรือนหอคนเดียวนับปี หญิงสาวผู้มีจิตใจบอบบางย่อมมิอาจทนได้ นางกรีดข้อมือฆ่าตัวตายเพื่อหวังหลีกหนีจากความเจ็บปวด แต่กลับไม่ตาย! นางฟื้นขึ้นมาทุกอย่างกลับเปลี่ยนไป จากที่เคยอ่อนแอก็เข้มแข็งขึ้นมา นางหวังอยากมีชีวิตที่สงบสุข แต่งงานกับสามีที่หล่อเหล่า มีลูกๆที่น่ารัก แต่สวรรค์กลับเล่นตลก สามีของนางเป็นคนพิการ ลูกที่คลอดออกมาก็เป็นเพียงไข่หนึ่งใบ

(เปิดให้อ่านฟรีจนจบ หลังจากที่อัพนิยายจบ ไรต์จะทำการรีไรท์คำผิด และจะเริ่มติดเหรียญนะคะ เนื่องจากไรต์ไม่ได้จ้างนักพิสูนจ์อักษร จึงมีคำผิดอยู่บ้าง ต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่งหากทำให้รู้สึก ติดขัด ไรต์จะพยายามแก้ไขให้ดีที่สุดค่ะ)

ความอดทนหมดลงแล้ว

อารัมภบท

“ฤดูหนาวมาเยือน คนรักจากลา” ริมฝีปากสีสดราวกับสีของผลอิงเถา เอ่ยท่องกลอนอย่างโศกเศร้า ใบหน้าเรียวเล็กจมูกเชิดขึ้นนิดหน่อย นัยตาหงส์ได้รูป จัดว่าเป็นสาวงามนางหนึ่ง เพียงแต่หญิงสาวตรงหน้าไร้ซึ่งสีสัน นางสวมเพียงชุดสีขาวเรียบง่าย ผมสีดำเงางามก็จัดแต่งทรงอย่างเรียบง่าย

นางค่อยๆ ยืนขึ้นจากนั้นเดินตรงไปยัง เรือนเสาเหย้า ที่ตั้งอยู่กลางจวน ทุกอย่างก้าวต่างเต็มไปด้วยความหนักแน่นครั้งนี้ นางจะไม่ยอมอีกแล้ว

ตลอดเวลาสองปีที่ผ่านมา นางต้องเป็นฝ่ายทุกข์ทรมาน นางต้องนอนเฝ้าเรือนหอเพียงลำพังตั้งแต่คืนแรก ทุกคนในจวนต่างไม่เคยคิดว่านางเป็นฮูหยินด้วยซ้ำ นางเมิ่งอวี่หลานเป็นถึงท่านหญิงผิงหยางจวิ้นจูที่ถูกแต่งตั้งโดยฮ่องเต้ นางไม่สมควรต้องมาพบเจอความคับแค้นใจเช่นนี้ด้วยซ้ำ

ทุกอย่างล้วนเกิดจากความดื้อรั้นของนางที่อยากแต่งงานเขา หากนางสามารถล่วงรู้อนาคตได้ นางคงไม่ยอมแต่เข้าจวนอำมาตย์เช่นนี้หรอก

นางมองไปยังเรือนหลังใหญ่ที่งดงาม บริเวณเรือนล้อมไปด้วยสวนดอกไม้มีภูเขาจำลองสระบัว น้ำตก ดูงดงามจับใจเดิมทีเรือนนี้ควรเป็นของผู้เป็นภรรยาเอกของผู้สืบทอด แต่เขากลับพาหญิงชู้อย่าง หลิวซือ เข้ามากกอยู่ในเรือนนี้ ดี วันนี้นางจะจัดการคนชั่วทั้งคู่ให้ตายตกไปพร้อมกัน

นางเดินเข้าไปในเรือนโดยไม่รอให้สาวใช้รายงานบุคคลที่อยู่ในเรือนด้วยซ้ำ

“ฮูหยิน ท่านเข้าไม่ได้นะเจ้าคะ เรือนนี้คุณชายฟ่านเก็บไว้ให้คุณหนูหลิวของพวกเรา” สาวใช้ขั้นหนึ่งนางหนึ่งกล่าวขึ้นนางมิได้สวมเครื่องแบบสาวใช้ของจวนแต่นางสวมเครื่องแบบสาวใช้ของจวนราชครู นางเป็นหญิงรับใช้ของหลิวซือสินะ นางผลักหญิงรับใช้ออกไปจากนั้นเดินตรงไปยังห้องด้านใน

“อ่า ปิงอวี่ กลางวันเสกๆ ท่านทำเช่นนี้ได้อย่างไร” เสียงออดอ้อนกึ่งตำหนิหวานหยดของหญิงสาวดังขึ้น ชายหนุ่มด้านในกลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานจับใจ

“ซือเออร์ เจ้าจะเขินอายไปทำไม” เมิ่งอวี่หลานที่ยืนอยู่หน้าประตู นางเปิดประตูเข้าไปด้านในทันที พบชายหญิงคู่หนึ่งกำลังหยอกเย้ากันบนเตียงอย่างไม่อายฟ้าอายดิน ดี รักกันมากใช่ไหม นางจะส่งคนทั้งคู่ไปรักกันในนรกเอง

“รักกันมากใช่ไหม!”

“ว๊าย!/เจ้าเข้ามาได้อย่างไร” ทั้งสองต่างตกใจ รีบลนลานเก็บเสื้อผ้ามาใส่ในทันที นางเดินตรงไปยังหญิงสาวร่างบาง ที่ร่างกายนางแทบจะเปลือยเปล่า นางยื่นมือไปดึงผมของหญิงสาวนางนั้นในทันที

“หลิวซือ เจ้าอยากได้เขามากใช่ไหม ได้ข้าจะให้เจ้าได้สมหวัง” นางลากหญิงสาวนางนั้นออกจากห้องในทันที แต่ใช่ว่าจะทำได้ง่าย ฟ่านปิงอวี่ ผลักนางอย่างแรงพร้อมทั้งดึงหลิวซือเข้าไปโอบกอดอย่างรักใคร่

“อย่าให้มันมากไปนัก” เขาชี้หน้านางอย่างไม่เกรงใจ

“ฮ่าฮ่าฮ่า ปิงอวี่ เจ้ากล้าชี้หน้าข้าที่เป็นถึงจวิ้นจู เจ้าช่างกล้านัก เจ้าแต่งกับข้าเพราะต้องการอำนาจของตระกูลท่านพ่อข้า ไหนจะท่านลุงฮ่องเต้ที่คอยให้ท้ายอีก ที่ผ่านมาข้าอดทนมาตลอดวันนี้ หากพวกเจ้าไม่ได้ไปเฝ้ายมโลก อย่ามาเรียกข้าว่า ผิงหยางจวิ้นจู" นางจ้องมองคนทั้งคู่ด้วยสายตาที่โกธรแค้น

“องครักษ์ จับชายโฉดหญิงชั่ว คู่นี้ไปโบยคนละสองร้อยไม้” เมื่อสิ้นเสียงก็มีร่างขององครักษ์เงาปรากฏขึ้นจากอากาศพวกเขาทั้งสี่คนเดินตรงไปยังคนทั้งสอง จากนั้นลากออกไปยังลานบ้านในทันที

ย้อนกลับไปเมื่อ เดือนก่อน

นางลืมตาตื่นขึ้นมาดังเช่นทุกวัน นางแต่งงานมาสองปีสามีกลับไม่เคยเข้าหอกับนางสักครั้ง นางรู้ดีว่าเขาไม่เคยรักนางแต่นางกลับคิดง่ายไปนางคิดว่าอนาคตวันข้างหน้าเขาคงรักนางบ้างในสักวัน แต่นับวันทุกอย่างกลับยิ่งแย่ลง

นางมองข้อมือตนเองที่มีรอยเลือดแห้งกรังติดอยู่ ใช่ นางฆ่าตัวตาย นางไม่อาจทนรับความเจ็บปวดไหวจึงได้ตัดสินใจจบชีวิตตนเองลง เพียงแต่ไม่รู้ว่าสวรรค์เห็นใจหรือสงสารนางกลับไม่ตาย นางรู้สึกว่าตนฟื้นจากความตาย

ราวกับตอนนี้นางเป็นคนใหม่ นางเป็นคนใหม่ คนที่จะทวงทุกอย่างที่ควรเป็นของนางคืน รวมไปถึงของที่นางต้องการ นางต้องได้ นางใช้เวลาทบทวนความทรงจำทำความเข้าใจทุกอย่างจนชัดเจน นางจะไม่มีทางถอยหลังแน่นอน

ข่าวลือ แพร่กระจาย

ข่าวลือแพร่กระจาย

“เมิ่งอวี่หลาน เจ้าจะทำแบบนี้กับข้าไม่ได้ ข้าเป็นสามีของเจ้านะ” ฟ่านปิงอวี่ พูดด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม ดวงตาของเขาจ้องมองนางเขม็ง ราวกับเกลียดชังมานานนับสิบปี ราวกับเป็นคู่แค้น

“ทำไมข้าจะทำไม่ได้” เมิ่งอวี่หลานเงยหน้าขึ้นมอง ชายหญิงคู่นั้นที่ทำร้ายนาง ทำลายศักดิ์ศรี เหยียบย้ำความรู้สึกนางครั้งแล้วครั้งเล่า

“ข้าเป็นสามีของเจ้า มีอย่างที่ไหน ภรรยาให้คนโบยสามีตนเอง หากเรื่องนี้รู้ถึงหูชาวเมือง ชื่อเสียงของเจ้าป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดีแน่นอน” ฟ่านปิงอวี่ ยังคงข่มขู่นาง ราวกับนางเป็นหญิงโง่งมนางนั้นอยู่

“เจ้าจำได้ด้วยหรือว่าเจ้าเป็นสามีข้า เจ้ายังจำได้ด้วยหรือว่าภรรยาของเจ้าเป็นใคร ชื่อเสียงของข้า ป่นปี้ไม่มีชิ้นดีตั้งนานแล้ว เพราะพวกเจ้าสองคนนั้นแหละ” เมิ่งอวี่หลานตะคอกใส่หน้าเขาด้วยความไม่พอใจ เจ้าคนเฮงซวยนี่ กล้าดีอย่างไรมาว่านาง

“อย่าให้มันมากเกินไป ข้าก็อยากรู้เหมือนกัน ข้าที่เป็นถึงบุตรสาวราชครู ใครจะกล้าตีข้า” หลิวซือ เงยหน้าขึ้นด้วยความทะนงตน นางมักจะถูกผู้คนเอาใจ ไม่เคยมีใครกล้าขัดนาง เพราะเกรงกลัวอำนาจของราชครู มีเพียงคนเดียวที่กล้าแย่งของ ของนางก็คือเมิ่งอวี่หลาน หญิงแพศยาคนนั้น ถือดีที่ตนเป็นถึงจวิ้นจู จกฉวยคนรักของนางไป หากเทียบกันแล้ว นางย่อมเหนือกว่าเมิ่งอวี่หลานในทุกๆ ด้าน

“เจ้าคงลืมไปเสียแล้วว่าข้าเป็นใคร”

เมิ่งอวี่หลานแสยะยิ้มน้อยๆ พร้อมกับพยักหน้าให้องครักษ์ลงมือโบยได้

“หยุด! หยุด! เดี๋ยวนี้นะ” เสียงดังก้องมาก่อนที่จะถึงตัว เสียงนี้ไม่ใช่ใคร อำมาตย์ฟ่านสือ บิดาของฟ่านปิงอวี่นั้นเอง

“โบยเดี๋ยวนี้” เมิ่งอวี่หลานไม่สนใจเขา นางสั่งโบยทันที ด้านฮูหยินลั่วอิง นางเห็นเมิ่งอวี่หลานสั่งคนโบยบุตรชายสุดที่รัก มีหรือนางจะทนไหว นางตรงเข้าไปหาเมิ่งอวี่หลาน ตวัดฝ่ามือฟาดเข้าใบหน้าด้านซ้ายของนางอย่างแรง

เพี้ยะ ใบหน้าสายของเมิ่งอวี่หลาน ขึ้นรอยมือสีแดงทั้งห้านิ้วอย่างชัดเจน เนื่องจากแรงตบที่แรงมาก อีกทั้งร่างกายนี้อ่อนแอ จึงทำให้เมิ่งอวี่หลานล้มลงไปกับพื้น ทุกอย่างรอบๆ ราวกับหยุดเคลื่อนไหว เสียงที่เคยเอะอะ บัดนี้กลับเงียบสงบ เมิ่งอวี่หลานค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมามอง นางค่อยๆ พยุงตนเองยืนขึ้น ใบหน้าบึ้งตึงของลั่วฮูหยินที่โกธรจัด ร่างกายนางสั่นระริก

“เจ้า นางหญิงแพศยา ข้าจะให้ปิงอวี่หย่ากับเจ้า” ลั่วฮูหยินโกธรจัดจนไม่ได้สังเกตถึงความผิดปกติของเมิ่งอวี่หลาน นางไม่ได้รู้สึกเกรงกลัว หรือแม้แต่รู้สึกผิดสักนิด ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางตบตี ท่านหญิงคนนี้สักหน่อย

ในขณะที่ลั่วฮูหยินกำลังได้ใจ นางกลับรู้สึกเหมือนโลกหมุน ร่างกายซวนเซจนล้มพับลงไป ยังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยปากก็มีเท้าคู่หนึ่งเหยียบลงบนหน้านาง เมิ่งอวี่หลานนางตบหัวลั่วฮูหยินอย่างแรงจนลั่วฮูหยินล้มพับลงไป จากนั้นนางก็ยกเท้าขึ้นทั้งแตะทั้งกระทืบอย่างหนักหน่วง

ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ก็ล้วนตกใจไปชั่วขณะ เมื่อได้สติก็พากันตะลุมบอนแยกทั้งสองออกจากกัน ลั่วฮูหยินก็มีสภาพน่าเวทนาเป็นอย่างมาก ทรงผมที่ทำอย่างงดงามปราณีต บัดนี้ยุ่งเหยิงราวกับโดนไก่จิก ใบหน้าบวมราวกับหัวหมู

“เจ้า เจ้า กล้าทำร้ายท่านแม่ข้า” ฟ่านปิงอวี่ที่เห็นมารดาถูกหญิงแพศยานี้ทำร้ายก็โกธรจนแทบคลั่ง เข้าพุ่งตรงเข้าไปจะทำร้ายเมิ่งอวี่หลาน แต่กลับถูกองครักษ์เงาของนางสกัดขาล้มหน้าคว่ำในทันที อำมาตย์ฟ่านสือที่เงียบมานานก็เอ่ยปากขึ้นด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม

“ท่านหญิงเมิ่งอวี่หลาน ทำร้ายมารดาของสวามี อีกทั้งยังทำตัวน่ารังเกียจ ปิงอวี่ลูกเขียนหนังสือหย่าเถอะ”

เขามั่นใจว่าท่านหญิงโง่งมผู้นี้ต้องร้องไห้ฟูมฟายกอดขาขอร้องบุตรชายของเขาแน่ นางรักปิงอวี่จนโงหัวไม่ขึ้น นางจะต้องอ้อนวอนพวกเขา เมื่อถึงเวลานั้น นางจะต้องยอมทำทุกอย่างแน่นอน ก็ดีเข้าแผนเขาพอดี ฟ่านสือ หัวเราะอย่างชอบใจ เขาคิดไปถึงอนาคตที่กำลังจะรุ่งโรจน์ของตนก็พอใจเป็นอย่างมาก เขามีวันนี้ได้ก็เพราะอาศัยหญิงโง่นางนี้ บัดนี้อยากสลัดนางทิ้งก็ย่อมได้ เพียงแต่ต้องหาข้ออ้างดีๆ

“ไม่จำเป็น ข้าเตรียมมาแล้ว” เมิ่งอวี่หลานล้วงเอาม้วนกระดาษ แผ่นหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อ นางโยนไปที่ฟ่านปิงอวี่ จากนั้นก็สะบัดหน้าเดินออกไป ก่อนไปยังมิวาย หันมาจ้องมองพวกเขาด้วยสายตาอาฆาตแค้น

นางเดินออกมาจากที่แห่งนั้น มุ่งหน้าไปยังเรือนของตน เมื่อไปถึงก็ปรากฏว่าหญิงรับใช้ของนางได้เก็บของเสร็จเรียบร้อยแล้ว

“ท่านหญิง พวกเราเก็บของเสร็จแล้วเจ้าค่ะ” เมิ่งอวี่หลานมองสำรวจข้าวของของนาง จากนั้นจึงพยักหน้า เหล่าสาวใช้จึงพากันขนของออกจากจวนทันที

“ท่านหญิง ข้านำทางท่านออกไปขอรับ” นางพยักหน้ารับ จากนั้นก็เดินตาม จือจินออกไป

เมิ่งอวี่หลานเดินออกจากจวนอย่างสง่าผ่าเผย นางขึ้นเกี้ยวของตำหนักองค์หญิงจากนั้นก็เดินทางเข้าวังในทันที

“ท่านหญิง เอ่อ…” จือเหยียน เหมือนมีอะไรบางอย่างอยากพูดแต่นางก็ไม่พูด เมิ่งอวี่หลานเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าที่เหมือนกันราวกับแกะของจือจินและจือเหยียน ก็ยิ้มน้อยๆ นางนึกย้อนไปถึงอดีต

เมื่อสองปีก่อน เด็กสองคนนี้ และเฟยเหยียน รวมถึงแม่นมหลาน ทั้งสี่คนต่างไม่เห็นด้วยที่นางจะแต่งงานกับฟ่านปิงอวี่ คนเหล่านี้เป็นเพียงคนกลุ่มเดียวที่คัดค้านนาง ไม่รวมเสด็จลุงฮ่องเต้ และไทเฮา พวกเขาต่างรักและภักดีต่อนาง เป็นนางเอกที่รั้น นางยืนยันที่จะแต่งงานกับฟ่านปิงอวี่ อีกทั้งนางยังไม่อนุญาตให้คนเหล่านี้ออกจากจวนเด็ดขาดอีกด้วย สองปีผ่านไป นางได้เจอพวกเขาอีกครั้ง สายตาที่พวกเขามองนาง เต็มไปด้วยความคิดถึงคะนึงหา และเฝ้ารอ ต่อไปนี้ นางจะไม่ยอมให้ใครมาข่มเหงนางอีกแล้ว นางจะเอาคืนคนพวกนั้นให้สาสม ให้ตายเสียยังดีกว่ามีชีวิตอยู่

รถม้าเดินทางออกจากจวนอำมาตย์ก็เป็นที่จับตามากพอแล้ว เฟยเหยียนหญิงรับใช้คนสนิทของท่านหญิงเมิ่งอวี่หลาน ผิงหยางจวิ้นจู กลับบีบน้ำตาร้องไห้ อยู่กลางตลาด

“จวนอำมาตย์กดขี่ข่มเหงท่านหญิง จนนางตรอมใจเกือบตาย มิหนำซ้ำ ลั่วฮูหยินนายหญิงตระกูลฟ่าน นางกลับลงมือทำร้าย ทุบตีท่านหญิงอย่างรุนแรง พวกเขาบีบบังคับให้ท่านหญิงของข้า ฮึก” นางร้องไห้ฟูมฟายพร้อมทั้งเช็ดน้ำตาอย่างน่าสงสาร

“เกิดอะไรขึ้นกันแน่” เหล่าชาวบ้านต่างสนใจในข่าวลือ พวกเขารู้จักท่านหญิงคนนั้น รู้ว่านางเป็นที่รักของฮ่องเต้ และยังเป็นแก้วตาดวงใจของไทเฮาด้วย นึกไม่ถึง จวนอำมาตย์จะกล้าทำร้ายนางถึงเพียงนี้

“พวกเขา บีบบังคับ ท่านหญิงให้หย่ากับฟ่านปิงอวี่ ฮืออออ” เฟยเหยียนปิดหน้าร้องไห้จนไหล่เล็กสั่นไหว

“บะ ตระกูลฟ่าน จะทำเกิดไปแล้ว จะถึงอย่างไร ก็เป็นถึงท่านหญิง”

“ใช่ ข้าก็ว่าอย่างนั้น”

เหล่าชาวบ้านต่างก็ด่ากราด ตระกูลฟ่าน อย่างเสียๆ หายๆ หึ ท่านหญิงของข้าฉลาดจริงๆ

“ฮึก พวกคนคงไม่ทราบ คุณหนูหลิวซือ กับคุณชายฟ่าน พวกเขาลักลอบมีความสัมพันธ์กัน แต่งงานกับท่านหญิงมาสองปี เขาไม่เคยเข้าหอแม้แต่ครั้งเดียว คุณชายฟ่าน คลุกอยู่แต่กับคุณหนูหลิวซือ ท่านหญิงของข้า ตรอมใจจนร่างกายซูบผอม นางป่วยติดเตียงมานาน นางฟื้นตัวได้พวกเขาก็รังแกอีก โถ่ ท่านหญิงของข้า น่าสงสารยิ่งนัก”

เฟยเหยียนนางเป็นสาวน้อยหน้าตาน่ารัก ปีนี้เพิ่งจะสิบห้า ใบหน้าน่ารักของนางบัดนี้กลับน่าสงสารจับใจ ดวงตากลมโตทั้งสองข้างบวมเปล่ง เนื่องจากผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก ผู้คนที่พบเห็นล้วนเห็นอกเห็นใจนาง ตลาดเป็นแหล่งกระจายข่าวชั้นดี ไม่นานข่าวเรื่องนี้ก็แพร่ไปทั่วทั้งฉางอัน

ไม่นานข่าวก็แพร่ไปยังวังหลวง หัวหน้าขันทีเฒ่ารีบเดินเข้าไปรายงานฝ่าบาทด้วยความร้อนใจ พวกเขาต่างรู้ดีว่าฝ่าบาทรักและเอ็นดูท่านหญิงมากกว่าบุตรธิดาของตนด้วยซ้ำ เหตุที่ท่านหญิงผิงหยางได้รับความรักมากเช่นนี้ เป็นเพราะการจากไปขององค์หญิงเย่อี และท่านแม่ทัพหยวนจิ้งในสงครามกับโครยอเมื่อสิบปีก่อน

“ขันทีตง เจ้าวิ่งหน้าตั้งมา มีเรื่องสำคัญอะไร” ฮ่องเต้ถังอี้ ที่กำลังนั่งอ่านฎีกาอยู่ ทรงทอดพระเนตรมองไปยังขันทีตง ขันทีเฒ่าคู่พระทัย ที่ดูแลพระองค์มาตั้งแต่ยังเยาว์วัย

“มิได้ พ่ะย่ะค่ะ บ่าวเพียงแค่จะกราบทูลเรื่องของท่านหญิงผิงหยางพ่ะย่ะค่ะ" ชายวัยกลางคนที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ทรงกลม เขาสวมชุดมังกรสีเหลืองนั่งอยู่ก็ถึงกับขมวดคิ้ว

“เล่ามา” ฮ่องเต้ต้องการอยากทราบเรื่องของหลานรักที่ดื้อรั้นของพระองค์เป็นอย่างมาก พระองค์วางฎีกาที่อยู่ในมือลงทันที พร้อมทั้งจ้องมองไปยังขันทีเฒ่า

“มีคนส่งข่าวมา ท่านหญิงผิงหยาง ถูกจวนตระกูลฟ่านลบหลู่ พ่ะย่ะค่ะ

“เรื่องนี้เราพอรู้อยู่ หลานเออร์เป็นเด็กเอาแต่ใจ แต่นางกลับรักและปักใจให้ฟ่านปิงอวี่ ชายคนนั้นมีอะไรดี หน้าตาก็พบเจอได้ทั่วไป ความสามารถหรือก็ไม่มี ข้าแปลกใจเหลือเกินที่หลานเออร์ต้องตาเขา”

ฮ่องเต้ ยกมือขึ้นกุมขมับด้วยความหนักใจ เขาเคยคิดที่จะยื่นมือเข้าไปช่วย แต่กลับพบว่า หลานเออร์ยินยอมให้คนพวกนั้นปืนขึ้นหัวนาง เขาไม่อาจทำอะไรได้

“ฝ่าบาท ครั้งนี้พวกเขาบีบบังคับท่านหญิง อีกทั้งยังทำร้ายร่างกาย พวกเขา…” ขันทีเฒ่า เล่าเรื่องที่ได้ยินมาให้ฝ่าบาทฟังอย่างละเอียด ฮ่องเต้ถังอี้ถึงกับควันออกหู เขาโมโหถึงขั้นขว้างปาข้าวของ

“ส่งคนไปลากตัว ฟ่านสือ ฟ่านปิงอวี่ รวมไปถึง หลิวซือ มาพบข้าเดี๋ยวนี้”

สิ้นเสียงทรงอำนาจ ทหารองครักษ์ก็ไม่อาจชักช้า พวกเขาตรงไปยังจวนตระกูลฟ่านในทันที เป็นจังหวะเดียวกันกับ เมิ่งอวี่หลานที่เดินทางมาถึงหน้าประตูวังพอดี นางตั้งใจที่จะไปพักตำหนัก เย่อีของเสด็จแม่เพื่อทำจิตใจให้สงบ ผ่อนคลายอารมณ์

อย่าเพิ่งรีบตายนะ นี่แค่เริ่มต้น

อย่าเพิ่งรีบตายนะ นี่แค่เริ่มต้น

อำมาตย์ฟ่านสือ และบุตรชาย ฟ่านปิงอวี่ รวมถึงคุณหนูหลิวซือ ต่างก็ถูกเรียกตัวเข้าวังโดยเร่งด่วน พวกเขาต่างก็หวาดกลัว นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นก้มหน้านิ่งร่างกายสั่นเล็กน้อย ที่หนักสุดคงจะเป็นหลิวซือ นางไม่เคยเข้าเฝ้าฝ่าบาทต่อหน้าพระพักตร์ เลยสักครั้งเดียว ไม่ต่างจากฟ่านปิงอวี่เท่าไรนัก

ทั้งคู่ต่างไม่กล้าเงยหน้าขึ้นไปมอง ชายวัยกลางคนในชุดสีเหลืองทองลายมังกร สี่กรงเล็บ กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์อย่างน่าเกรงขาม

“พวกเจ้า รู้ความผิดหรือไม่” น้ำเสียงทรงพลังที่ดังขึ้น ยิ่งทำให้พวกเขาหวาดกลัว

อำมาตย์พ่ะย่ะค่ะที่พอจะคุ้นเคยกับฮ่องเต้อยู่บ้าง เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น พระพักตร์ที่เคยยิ้มแย้ม บัดนี้กลับบึ้งตึงจนไม่น่ามอง

“ฝ่าบาท เป็นความผิดของบุตรชาย กระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ” อำมาตย์ฟ่านสือพูดพร้อมทั้งก้มลงทำความเคารพด้วยความหวาดกลัว เขาประเมินท่านหญิงผิงหยางผิดไป

“ไหน เจ้าลองว่ามาสิ ว่าผิดอะไร” อำมาตย์ฟ่านสือยกชายแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดเหงื่อ ก่อนจะค่อยๆ หันไปมองบุตรชายของตน เขามองเลยไปยังหลิวซือที่ก้มหน้านิ่งอยู่ด้านข้าง

“ฝ่าบาท บุตรชายของกระหม่อม หลงผิดไป เขาถูกหญิงแพศยาคนนั้นล่อลวงพ่ะย่ะค่ะ” อำมาตย์ฟ่านสือชี้นิ้วไปทางหลิวซือ เพื่อต้องการโยนความผิด ครั้งนี้ฝ่าบาทเอาเรื่อง เขาต้องโยนความผิดไปที่นาง ใช่ถูกต้อง

“ท่านพ่อ! /ท่านลุง!” ฟ่านปิงอวี่และหลิวซือต่างก็ร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ

“ท่านพ่อ ท่าน…” ฟ่านปิงอวี่ที่กำลังจะแย้งบิดาที่กล่าวโทษหญิงสาวผู้เป็นที่รัก

“หุบปาก หลิวซือ หญิงแพศยา เจ้าก็รู้ว่าท่านหญิงผิงหยางและบุตรชายข้า แต่งงานกันแล้ว แต่เจ้าก็ยังมายั่วยวนเขา ทำให้ฟ่านปิงอวี่เสียคน”

อำมาตย์ฟ่านสือ ร่ายยาวทุกถ้อยคำที่เขากล่าวต่างโยนความผิดไปที่หลิวซือ เพียงผู้เดียว ฮ่องเต้ที่นั่งฟังอยู่ก็ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอพระทัย กำลังจะตวาดออกไป กลับมีชายแก่คนหนึ่ง วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ขันทีตงที่วิ่งตามอยู่ด้านหลัง หอบหายใจอย่างแรง จนไม่สามารถกล่าวรายงานได้

“ฝ่าบาท ได้โปรดให้ความเป็นธรรมกับกระหม่อมด้วย พ่ะย่ะค่ะ” ราชครูหลิว ที่ผมขาวโพลนไปทั่วทั้งศีรษะ กำลังก้มเอาหัวโขกกับพื้นอย่างน่าเวทนา

“ราชครูหลิว ท่านมีเรื่องอะไร ก็ค่อยพูดจากันเถอะ” ราชครูที่ได้ยินเสียงของฝ่าบาท ทรงกล่าวขึ้นก็พลอยเบาใจ เขาหันหน้าไปมองอำมาตย์ฟ่าน ด้วยความไม่พอใจ

“ฝ่าบาท ท่านอำมาตย์ กล่าวว่าบุตรสาวของกระหม่อมจนเสียหาย กระหม่อมเป็นพ่อ หัวอกคนเป็นพ่อย่อมเจ็บปวดจนมิอาจทนได้ ฝ่าบาทได้โปรดให้ความเป็นธรรมกับกระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้ถังอี้ มองไปยังขุนนางทั้งสองที่โต้เถียงกันไปมา ก็พลันปวดหัวขึ้นมา

“ฝ่าบาท ลูกสาวกระหม่อมอ่อนโยน นิสัยดีย่อมถูกฟ่านปิงอวี่หลอกเอาได้ง่ายๆ ได้โปรดลงโทษเขาให้สาสมก็พอพ่ะย่ะค่ะ”

“ฝ่าบาท ไม่ใช่นะพ่ะย่ะค่ะ” ขุนนางใหญ่ทั้งสองต่างโยนให้อีกคนเป็นฝ่ายผิด ฮ่องเต้ถังอี้ ที่ไม่อาจทนไหวอีก พระองค์ตบโต๊ะ เสียงดังลั่น

“พวกเจ้า! กล้าดีอย่างไรมาทะเลาะกันต่อหน้าข้า”

ทั่วทั้งตำหนักต่างเงียบสงบลงในทันที พระพักตร์ของฮ่องเต้ย่ำแย่ เดี๋ยวแดงเดี๋ยวม่วง บรรยากาศรอบๆ ก็หนาวยะเยือกขึ้นมา และในขณะนั้น ก็มีเสียงสวรรค์มาโปรดพวกเขา

“เหตุใด เสด็จลุงถึงดูเกรี้ยวกราดเช่นนี้เพคะ” ฮ่องเต้ถังอี้มองไปตามเสียงก็ปรากฏร่างกายหญิงสาวนางหนึ่งที่ดูบอบบางน่าทะนุถนอม หญิงสาวที่เขารักและเอ็นดูมากที่สุด

“หลานเออร์ เจ้ามาได้อย่างไร” ใบหน้าที่เคยย่ำแย่ บัดนี้กลับยิ้มแย้มราวกับคนละคน

“หม่อมฉันย่อมมาหาเสด็จลุงแน่นอนเพคะ หม่อมฉันมีเรื่องร้อนใจเพคะ” ดวงตาสีดอกท้อของนางคลอไปด้วยหยาดน้ำตา ทำเอาผู้พบเห็นรู้สึกใจสั่นไหว สงสารราวกับใจจะขาด

“เกิดอะไรขึ้น” ฮ่องเต้ถังอี้ ลุกขึ้นจากบัลลังก์เดินลงมาโอบกอดหลานสาวเอาไว้ด้วยความห่วงใย

“เสด็จลุง หลานเออร์ไม่ได้อยากทำให้พระองค์ต้องร้อนพระทัย เพียงแต่หลานมิอาจฟื้นทนต่อไปได้อีกแล้ว” น้ำตาหยดใสไหลรินอาบแก้ม หยดแล้วหยดเล่า จนเปียกชุ่มไปถึงหัวไหล่ของฮ่องเต้ถังอี้ เขาจับหลานสาวออกจากอ้อมกอด จ้องมองใบหน้านั้น ที่เหมือนกับเย่อี ราวกับแกะ พร้อมทั้งเช็ดน้ำตาให้เบาๆ

“หลานรักบอกมาเถอะ ลุงจะจัดการให้เจ้าทุกอย่าง”

“เสด็จลุง หลานเออร์อยากขอโทษเสด็จลุง ที่ดื้อรั้น ไม่ยอมเชื่อฟัง หลานมันโง่เขลา ตามืดบอด เห็นผิดเป็นถูก บัดนี้หลานมองออกแล้ว ตระกูลฟ่าน ฟ่านปิงอวี่ ไม่มีอะไรดีสักอย่าง พวกเขาทำร้ายร่างกาย ทุบตีหลาน มิหน้ำซ้ำคืนแต่งงาน ฟ่านปิงอวี่ เขา เขา ฮึก เขายังไปเข้าหอกับ หลิวซือ ฮืออ”

เมิ่งอวี่หลาน ร้องไห้น้ำตานองหน้า พร้อมทั้งกล่าวโทษตระกูลฟ่าน เล่าถึงความทุกข์ในคราเดียวกัน พระพักตร์ของฮ่องเต้ถังอี้ บัดนี้น่าหวาดกลัวยิ่งกว่าเมื่อครู่เสียอีก เขาเลี้ยงนางมาอย่างกับไข่ในหิน ทนุถนอมมากยิ่งกว่าบุตรในไส้ คนพวกนี้ถึงกับกล้าทุบตีนาง

“บังอาจ ทหาร จับคนพวกนี้ไปขังคุกบัดเดี๋ยวนี้”

“ฝ่าบาท ฝ่าบาท ทรงเมตตาด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

“ฝ่าบาท หม่อมฉันถูกใส่ร้ายเพคะ”

“ฝ่าบาท พระองค์ ทรงทำแบบนี้ไม่ได้นะ”

“ฝ่าบาท!”

“ฝ่าบาท! ฝ่าบาท!”

ทั้งสี่คนต่างดิ้นรนขัดขืนการจับกุมของทหารองครักษ์ ทหารเหล่านี้ล้วนถูกฝึกมาอย่างดี พวกเขาไม่ได้สนใจเสียงร้องเรียกด้วยซ้ำ หลิวซือ ที่เป็นหญิงสาวเพียงคนเดียวถูกลากถูไปกับพื้นออกไป สภาพนางดูน่าเวทนาเป็นอย่างมาก ไร้ซึ่งภาพลักษณ์ของหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งฉางอัน

เมิ่งอวี่หลานมองดูภาพตรงหน้าด้วยสายตาสะใจ

“อย่าเพิ่งรีบตายไปก่อนนะ นี้แค่เริ่มต้น”

เมิ่งอวี่หลานพูดโดยไร้เสียง หลิวซือและฟ่านปิงอวี่ ต่างมองมาที่นางพอดี พวกเขาเห็นชัดเจนถึงรูปปากของนาง ฟ่านปิงอวี่ รู้สึกเสียวสันหลังวูบอย่างไม่เคยเป็น เขารู้สึกว่านางแปลกไป ราวกับเป็นคนละคน

ทางด้านหลิวซือนางมองเห็นชัดเจนว่าเมิ่งอวี่หลานพูดอะไร นางอ้าปากกว้าง ต้องการตะโกนด่า แต่กลับถูกองครักษ์ปิดปากไว้ แล้วลากออกไปอย่างแรง

เมิ่งอวี่หลาน หันหน้ากลับไปหาฮ่องเต้ถังอี้ พร้อมกับใบหน้าที่เศร้าหมอง ราวกับคนเมื่อครู่ไม่ใช่นาง

“อย่าเศร้าไปเลย หลานเออร์ จะอย่างไรเจ้าก็เป็นถึงท่านหญิง ทั่วทั้งแคว้น ลุงสามารถหาคู่ครองที่ดี ให้เจ้าได้แน่นอน” ฮ่องเต้ถังอี้ ยื่นมือไปลูบหัวหลานสาวเบาๆ อย่างปลอบโยน เมิ่งอวี่หลานพยักหน้ารับพลางแสร้งทำจะเป็นลม ฮ่องเต้ถังอี้รับร่างของนางเอาไว้ได้ทันเวลาพอดี นางจึงไม่ล้มหัวฟาดพื้น

“ไปตามหมอหลวงมา” ฮ่องเต้ถังอี้ เดินจ้ำอ้าวไปยังตำหนักข้างเพื่อรอการมาถึงของหมอหลวง เขาค่อยๆ วางร่างนางลงกับเตียงอย่างแผ่วเบา ใบหน้าข้างซ้ายปรากฏรอยมือสีแดงชัดเจนทำเอาเขาต้องขมวดคิ้ว เมื่อครู่เขาไม่ได้สังเกตเห็นเลยแม้แต่น้อย อาจเป็นเพราะนางตั้งใจปกปิด

“ขันทีตง”

“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมอยู่นี่”

ฮ่องเต้ถังอี้ หันไปมองขันทีเฒ่าคนสนิทของตนเอง ที่ยืนรอรับคำสั่งด้านหลัง ก็รู้สึกหนักใจ

“ส่งคนไป ปิดล้อมจวนอำมาตย์ รวมถึงจวนราชครูด้วย เข้นถามมาให้ได้ ระหว่างสองปีมานี่ เกิดอะไรขึ้นกับหลานเออร์บ้าง”

ขันทีตง น้อมรับคำสั่งจากนั้นก็เดินออกจากตำหนักข้างไป เขาเดินออกมารอรับหมอหลวงที่วิ่งอย่างสุดแรงเพื่อมาดูอาการของท่านหญิงผิงหยาง ฝานเสียน หัวหน้าหมอหลวง ที่ถูกองครักษ์เชิญตัวมา เรียกได้ว่า จับเขาลากมาก็ว่าได้ ฝ่าบาทก็เหลือเกิน เขาแก่ปูนนี้แล้ว ยังใช้งานหนักอยู่อีก อยากปลดเกษียณกลับบ้านเกิดเหลือเกิน

หมอหลวงฝานเสียนเป็นชายชราผมขาว อายุมากแล้วแต่ยังแข็งแรงดี หมอหลวงท่านนี้เป็นพวกคลั่งยา สมุนไพรต่างๆ เขาชอบปรุงยาพิษ แล้วก็ทดลองยาเอง นั่นเป็นเหตุผลที่เขาแข็งแรง เพราะบนตัวเขามีพิษต่างๆ มากมาย

“ฝ่าบาท หมอหลวงฝานมาถึงแล้ว พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีตง รายงานตามหน้าที่ จากนั้นก็เดินไปหลบมุมด้านหนึ่ง

หมอหลวงฝานเสียนไม่รอช้า เขาหยิบผ้าขาวขึ้นมาวางบนข้อมือของเมิ่งอวี่หลาน จากนั้นจึงวางมือตนเองลงไป เพื่อตรวจชีพจร แม้จะเป็นถึงหัวหน้าหมอหลวง แต่การสัมผัสร่างกายของหญิงสูงศักดิ์ก็ยังถือว่ามิบังควร

ชายชรา จับชีพจรอยู่นานก็ถอนหายใจ พร้อมทั้งหยิบผ้าขาวออกจากข้อมือเรียวเล็กนั้น เขาสังเกตเห็นว่าบนข้อมือของท่านหญิง มีรอยแผลเป็นคลายถูกของมีคมบาดเป็นทางยาว ก็พอได้เรื่องราวได้คร่าวๆ รวมถึงพิษบนร่างของท่านหญิงด้วย

“เป็นอย่างไรบ้าง”

“ทูลฝ่าบาท ท่านหญิงร่างกายอ่อนแอ บอบบางมาตั้งแต่เยาว์วัย อีกทั้งช่วงหลายปีมานี้ ต้องได้รับความไม่เป็นทำ ทุกข์ใจอย่างหนัก…” ฮ่องเต้ถังอี้ จ้องมองหัวหน้าหมอหลวงราวกับจะกินเนื้อ

“ฝานเสียน ท่านช่วยพูดให้ข้าเข้าใจหน่อย” หมอหลวงฝานเสียนชะงักชั่วครู่ จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้น ยิ้มบางๆ แก้เขิน เขากระแอมเบาๆ จากนั้นจึงเริ่มเล่าอย่างละเอียด

“เท่าที่กระหม่อมตรวจ ร่างกายท่านหญิงอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก หลังจากแต่งงานก็ต้องทุกข์ใจ กระหม่อมเห็นบนข้อมือของท่านหญิง เหมือนจะเป็นรอยมีดบาด…”

ฮ่องเต้ถังอี้ พุ่งไปยังข้างเตียง จากนั้นจึงหยิบข้อมือของเมิ่งอวี่หลานขึ้นมาสังเกตอย่างละเอียด รอยมีดบาด ใครทำ เขาหันไปมองหมอหลวงฝานเสียน ก็เห็นหมอหลวงพยักหน้ารับ

“กระหม่อม คาดว่า ท่านหญิงตั้งใจจะปลิดชีพตน” สิ้นประโยคก็เกิดความเงียบขึ้นชั่วลมหายใจ อากาศเริ่มกดดันแรงขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนต่างลอบมองใบหน้าสีหน้าของฝ่าบาทว่าอยู่ในอารมณ์ไหน

“อีกทั้งพิษ ที่อยู่บนตัวของท่านหญิงกระหม่อมมิอาจรู้ได้เหมือนเช่นครั้งก่อน พ่ะย่ะค่ะ”

ท่านหญิงผู้นี้ช่างน่าสงสาร บิดามารดา เสียชีวิตตั้งแต่เด็กทิ้งนางไว้กับไทเฮาตั้งแต่เด็กอายุเพียงหกขวบเท่านั้น แต่เหมือนสวรรค์อยากกลั่นแกล้ง เมิ่งอวี่หลานในวัยหกขวบ

แอบกินขนมกุ้ยฮวา ที่ถูกเตรียมไว้ให้กับไทเฮาในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ เมื่อนางกินเข้าไป กลับกลายเป็นว่าขนมชิ้นนั้นมีพิษแปลกประหลาด

ที่แม้แต่หมอหลวงที่เก่งที่สุดอย่างฝานเสียน ยังมิอาจแยกแยะได้ว่ามันคืนพิษอะไร พิษที่ไร้สีไร้กลิ่น ชนิดนี้สร้างความเจ็บปวดให้กับเด็กสาวเป็นอย่างมาก ทุกวันพระจันทร์เต็มดวงเมิ่งอวี่หลานจะต้องได้รับการฝังเข็มตามจุดชีพจร

หลังจากนั้นต้องกินสมุนไพรที่มีฤทธิ์หยาง เพื่อข่มพลังหยินในตัวเอาไว้ เรื่องเหล่านี้ฝานเสียนศึกษาอยู่นานหลายปี อีกทั้งยังเป็นผู้ลองผิดลองถูกรักษาท่านหญิงมานานถึงสิบปี นับตั้งแต่ท่านหญิงแต่งงานเขาก็ไม่ได้รักษาอีกอย่างที่รู้กัน พลังหยินในร่างสตรี ถูกข่มได้ด้วยพลังหยางในร่างบุรุษ เมื่อท่านหญิงแต่งงาน พลังหยินหยางย่อมสมบูรณ์

แต่เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ท่านหญิงมิเคยร่วมหอกับสามีเลย หากเป็นเช่นนี้ ร่างกายอ่อนแอเพียงเท่านี้ก็ถือว่าดีมากแล้วจริงๆ หมอหลวงฝานเสียนคิดอะไรเรื่อยเปลือยโดยไม่ทันได้สังเกตความผิดปกติของฮ่องเต้ ฝานเสียนเขียนใบรายการสั่งยา ยื่นให้กับขันทีตง จากนั้นจึงเริ่มเก็บของ

“ฝานเสียน เราพอจะหาทางรักษานางให้หายขาดได้หรือไม่” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความทุกข์ใจ ทำเอาบรรดาผู้คนที่อยู่ในห้องรู้สึกสะท้านในอก

“ทูลฝ่าบาท ตอบตามตรงกระหม่อมไม่มีวิธี ที่ดีไปกว่านี้แล้วพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้ถังอี้ พยักหน้ารับ จากนั้นก็ไล่คนอื่นๆ ออกไป เขาจ้องมองใบหน้าของหลานสาว ที่เหมือนกับน้องสาวของตน ก็พลันขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมา ด้วยความคะนึงหา “เย่อี เจ้าจากพี่ไปเช่นนี้ ไม่คิดบ้างหรือว่าพี่จะเสียใจเพียงใด”

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...