โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

เสียงสะท้อนอปท. ปัดฝุ่น‘ผู้ว่าฯ ซีอีโอ’

MATICHON ONLINE

อัพเดต 17 ก.ย 2566 เวลา 01.28 น. • เผยแพร่ 17 ก.ย 2566 เวลา 01.30 น.

เสียงสะท้อนอปท. ปัดฝุ่น‘ผู้ว่าฯ ซีอีโอ’

หมายเหตุความเห็นผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ต่อคำแถลงนโยบายของรัฐบาลเศรษฐา 1 ระบุถึง ผู้ว่าฯซีอีโอ (CEO) เพื่อสร้างประสิทธิภาพในการบริหารงานแต่ละจังหวัดและ อปท. ตอบสนองความต้องการของประชาชนที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ โดยเปรียบเทียบกับสมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร เริ่มใช้ครั้งแรกในปี 2544

พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ
นายกเทศมนตรีนครยะลา

ผมมองว่าวันนี้นโยบายของรัฐบาลพยายามที่จะก๊อบปี้บางส่วนสมัยทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ที่เคยทำไว้ โดยเฉพาะแนวนโยบาย ผู้ว่าฯ CEO ทำหน้าที่เสมือนเป็นผู้จัดการในจังหวัดนั้นแบบเบ็ดเสร็จ แต่บริบทปัจจุบันนี้แตกต่างกันมากไม่เหมือนช่วงปี 2544-49 ที่นายกฯทักษิณนำมาใช้ ในโลกวันนั้น ยังไม่มีโซเชียลของสังคม เพราะคิดแต่ว่าสิ่งที่เคยเป็นนโยบายในอดีตจะนำมาใช้อีกในปัจจุบันแล้วจะประสบความสำเร็จ คิดว่าเป็นการมองมุมเดียว

สิ่งที่เกิดขึ้นปัจจุบัน โลกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ความต้องการของประชาชนก็มีความหลากหลายมากขึ้น ข้อมูลข่าวสารมากมายหลั่งไหลออกมา เป็นส่วนหนึ่งของประชาชนที่ได้รับรู้ ประชาชนมีการศึกษาที่ดีขึ้น ความต้องการก็มากขึ้นสถาพของสังคมในวันนั้นมองเพียงชีวิตที่ต้องการปัจจัย 4 แต่ปัจจุบันมีทั้งการอยู่ดีกินดี เรื่องของสุขภาวะทั้งกายและจิตใจที่สูงขึ้น

สิ่งที่เราจะตอบการเปลี่ยนแปลงที่มากขึ้นและหลากหลายขึ้นในปัจจุบันคือ การกระจายอำนาจ ที่จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้น ตอบสนองความต้องการของประชาชน

เราต้องยอมรับว่า ขนาดอำเภอและตำบลยังมีความเชื่อและทัศนคติที่แตกต่างกัน การที่จะให้คนคนหนึ่งมาบริหารเพียงคนเดียวแบบเบ็ดเสร็จ ผมคิดว่าไม่เหมือนสมัยก่อน ย้อนไปเมื่อสิบปีก่อน ในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา มีความเป็นรัฐราชการที่สูงขึ้น เกิดความเหินห่างกับประชาชนมากขึ้น

แตกต่างกับรัฐบาลในปี 2540 ช่วงนั้นจัดว่ามีรัฐธรรมนูญใช้ปกครองประเทศที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด ในยุคนั้นเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตย แต่วันนี้เปลี่ยนผ่านมาเป็นประชาธิปไตยน้อยลงที่กำลังถูกสร้างขึ้นมา ผมคิดต่างกันไปหมด ทั้งความนิยม ไม่มีอะไรที่การันตี

นายกฯเศรษฐา ทวีสิน หากจะมี ผู้ว่าฯ CEO ทำงานให้ ก็ควรมีตัวชี้วัดประสิทธิภาพการทำงานของผู้ว่าฯแต่ละจังหวัดด้วย เหมือนสมัยของนายกฯทักษิณ ที่ทำและทำได้ดี คือ การสร้างตัวชี้วัดและจ้างบริษัทเอกชนมาเป็นตัวประเมินการทำงานของผู้ว่าราชการจังหวัด

ที่สำคัญ สมัยนั้นยังใช้กลไกของท้องถิ่นเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งหมด มีนโยบายอันหนึ่ง ที่เวลานั้นอาจารย์พันศักดิ์ วิญญรัตน์ ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านนโยบายเศรษฐกิจในรัฐบาลทักษิณ ได้เสนอนโยบาย Dual Economy คือ การใช้ Global Economy หรือเศรษฐกิจระดับโลก กับ Local Economy หรือเศรษฐกิจฐานราก ที่นำมาใช้ในการตั้งกองทุนหมู่บ้าน การพักชำระหนี้เกษตรกร โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือโอท็อป เป็นต้น ล้วนใช้กลไกท้องถิ่นจัดการทั้งหมด

สำหรับวันนี้รัฐบาลนำเรื่อง ผู้ว่าฯ CEO มาใช้ แต่ไม่ได้คิดในเรื่องการกระจายอำนาจอันเป็นหัวใจหลักของท้องถิ่นเข้ามาร่วมจัดการ ผมมองภาพใหญ่ว่า บริบทการใช้ของอดีตกับปัจจุบัน แตกต่างกัน การประสบความสำเร็จในอดีตไม่ได้การันตีเลยว่าเอามาใช้ต่อในวันนี้จะประสบความสำเร็จตาม

ผมเข้าใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นวันนี้ คำตอบสุดท้ายถามว่าผู้ว่าราชการจังหวัดยึดโยงกับใคร ยึดกับผู้มีอำนาจชั้นบน ขณะที่ผู้ว่าฯท้องถิ่นยึดโยงกับเสียงของประชาชนที่เลือกเข้ามา ที่มาของสองฝ่ายเป็นการกระจายอำนาจ ผู้ว่าฯ CEO คือการกระจายอำนาจจากผู้มีอำนาจใหญ่กว่ากระจายลงมาให้ผู้ว่าฯ ทั้งที่เราต่างต้องการให้มีการกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่นมากกว่า เข้าใจไหม ไม่ยอมกระจายอำนาจให้กับประชาชน

ตอนพรรคการเมืองหนึ่งหาเสียงเคยกล่าวถึงการเสนอให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ปัจจุบันผิดเพี้ยนไปหมดแล้ว มันกลายเป็นคนละอย่าง ผมมองว่าวันนี้การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นจัดการตัวเองและยังกระจายอำนาจให้กับชุมชนตัวเองต่อ นี่คือฐานรากของประชาธิปไตยในระยะยาว

ย้ำว่า ผู้ว่าฯ CEO ได้รับการมอบอำนาจจากผู้มีอำนาจส่วนกลางลงมาในระดับจังหวัด มันไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนในพื้นที่แม้แต่น้อย ต้องเข้าใจว่า การยึดโยงกับความรับผิดต่างกัน ในเมื่อท้องถิ่นยึดโยงกับประชาชน ส่วนผู้ว่าฯ CEO ถูกคำสั่งแต่งตั้งจากส่วนกลางลงมา ความรับผิดทางการเมืองจึงไม่มีเลย ก็เพราะไม่ใช่มาจากการเลือกตั้ง

นอกจากนั้น ในสมัย ผู้ว่าฯ CEO ของรัฐบาลทักษิณ จะมีภาคท้องถิ่นร่วมลงนามการปฏิบัติการกับผู้ว่าฯ CEO ว่าจะต้องทำได้แบบนั้นแบบนี้ แต่แท้จริง สิ่งที่ใหญ่กว่าการลงนามดังกล่าว คือ สัญญาประชาคมกับประชาชนนั้นเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก ใหญ่มากกว่าการลงนามปฏิบัติการของผู้ว่าฯ CEO

สำหรับพรรคการเมืองก่อนจะมาเป็นรัฐบาลนั้น ประชาชนเคยตัดสินใจเลือกคุณ เพราะตอนหาเสียง ประชาชนมองว่าได้รับฟังนโยบาย
ที่ดีในการจะสร้างคุณภาพชีวิตให้ประชาชน ผมคิดว่าเป็นความปรารถนาของทุกฝ่ายอยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องลงนามการรับปฏิบัติการ
กับผู้ว่าฯเลย

สิ่งที่นำเสนอในช่วงหาเสียงเลือกตั้งแต่ละพรรคนั้น นั่นคือนโยบายหลักของแต่ละพรรค เป็นการจูงใจให้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง พรรคต่างต้องโชว์จุดเด็ด เสนอจะเพิ่มการกระจายอำนาจ ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจให้ประชาชนในท้องถิ่น แต่พอมาวันนี้ จากนโยบายที่ใช้หาเสียงจะถูกนำมาเป็นนโยบายหลัก แต่สุดท้ายเป็นเพียงนโยบายย่อย

ต้องให้ประชาชนไปคิดต่อว่า การหาเสียงที่เกิดขึ้นมาแล้ว เป็นเรื่องใหญ่มีความสำคัญ หรือถูกใช้เป็นเพียงแค่เทคนิคการหาเสียงเท่านั้น ผมขอภาวนาในฐานะที่เป็นผู้บริหารท้องถิ่น เมื่อกระแสโลกเปลี่ยนไปแล้ว และการกระจายอำนาจคือคำตอบที่จะทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด

บุญโสต สมมนุษย์
นายกเทศมนตรีตำบลไชยสถาน อ.สารภี จ.เชียงใหม่
ในฐานะประธานสันนิบาต จ.เชียงใหม่

รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเรื่องกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น การแถลงนโยบายดังกล่าว มองว่าไม่ตรงปก หรือไม่เป็นไปตามนโยบายที่หาเสียงกับประชาชนไว้ เป็นเพียงการแถลงนโยบายแบบกว้างๆ ที่ไม่มีผลผูกมัดกับท้องถิ่นอย่างใด ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือรัฐบาลได้ ดังนั้นรัฐบาลควรมีรายละเอียดประกอบว่ามีแนวทางปฏิบัติเรื่องดังกล่าวอย่างไร เริ่มเมื่อไหร่มีขั้นตอนอย่างไร ภายใน 4 ปี จะทำอะไรบ้าง ที่สำคัญประชาชนได้รับประโยชน์การกระจายอำนาจอย่างไร เพื่อสร้างความมั่นใจและเชื่อมั่นรัฐบาลในสายตาประชาชนด้วย

ส่วนนโยบายผู้ว่าฯ CEO เพื่อขยายฐานจากส่วนกลาง ไปยังส่วนภูมิภาคนั้น มองว่าเป็นเรื่องดี ที่ให้อำนาจผู้ว่าฯบริหารจัดการจังหวัดตนเอง เหมือนเลือกตั้งผู้ว่าฯแบบกลายๆ แต่ต้องดูว่านโยบายดังกล่าวจะเหมือนนโยบายผู้ว่าฯ CEO ในยุคแรกเมื่อปี 2544 หรือไม่ เนื่องจากเป็นรัฐบาลผสม ไม่ใช่รัฐบาลเพียงพรรคเดียวที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ และเป้าหมายรัฐบาลเปลี่ยนไป ดังนั้น จึงไม่มีข้อเสนอเรียกร้องอะไรเพราะต้องให้โอกาสรัฐบาลทำงาน และพิสูจน์ผลงานก่อน

อย่างไรก็ตาม 3 สมาคมองค์กรปกครองท้องถิ่น ประกอบด้วย สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย มีแผนเข้าพบและหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อถกปัญหาการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นในช่วงปลายกันยายน หรือต้นตุลาคมนี้

เพื่อให้รัฐบาลผลักดัน ขับเคลื่อนการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง พร้อมเสนอให้แก้ปัญหาพื้นที่องค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) ทับซ้อนเขตป่าไม้ และอุทยานแห่งชาติ ไม่สามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนได้ทำให้ประชาชนเสียโอกาส เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจมากขึ้นด้วย

กรณี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เดินทางมาตรวจราชการที่เชียงใหม่ วันที่ 16-17 กันยายนนี้ ไม่ได้รับการประสานจากจังหวัด และไม่ทราบกำหนดการดังกล่าว จึงไม่ได้เตรียมข้อเสนอและข้อเรียกร้องของ
ท้องถิ่นต่อนายเศรษฐาและคณะรัฐมนตรีที่ติดตามอย่างใด

สุพจน์ งามสง่า
นายก อบต.โคกขี้หนอน อ.พานทอง จ.ชลบุรี

หากกล่าวถึงผู้ว่าฯ CEO ต้องย้อนไปมองสมัยรัฐบาลทักษิณ อำนาจเบ็ดเสร็จจะรวมอยู่ที่ส่วนภูมิภาค ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจสูงสุด การปัดฝุ่น ผู้ว่าฯ CEO บรรจุในนโยบายรัฐบาล พ.ศ.นี้ ผมไม่เห็นด้วย การบริหารราชการแผ่นดินได้แบ่งแยกอำนาจชัดเจนแล้วคือ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น การนำเอาข้าราชการส่วนภูมิภาคมาดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท. จากประสบการณ์ที่บริหาร อบต.
ตั้งแต่สมัยนายกฯทักษิณ นโยบายนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2544 สมัยนั้นการกระจายงบประมาณไม่เป็นธรรม ไม่ทั่วถึง ประเทศไทยเกิดระบบอุปถัมภ์ค้ำชูซึ่งเกิดได้ทุกพื้นที่

อบต.โคกขี้หนอนที่ผมบริหารงานมานานกว่า 25 ปี ก็ไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ได้งบประมาณผู้ว่าฯ CEO แม้แต่บาทเดียว การจะกลับมาดันนโยบายผู้ว่าฯ CEO ไม่เห็นด้วยจริงๆ งบประมาณควรจะนำมาสู่ท้องถิ่นโดยตรง หากนำเอา ผู้ว่าฯ CEO มาใช้ งบประมาณจะส่งให้ผู้ว่าฯ CEO แล้วค่อยกระจายให้ท้องถิ่น

อยากถามว่า ผู้ว่าฯ CEO เข้าใจบริบทของ อปท.แค่ไหน หากใครรู้จักผู้ว่าฯ มีความสนิทสนม โอกาสที่ท้องถิ่นนั้นจะได้รับงบประมาณก็จะมีมาก อย่าง อบต.โคกขี้หนอน เป็นท้องถิ่นเล็กๆ ไม่สามารถดึงงบประมาณเข้ามาได้ เสนอโครงการเข้าไปก็ตกหมด

การที่รัฐบาลจะนำผู้ว่าฯ CEO มาใช้นั้น อาจจะคิดว่ามีประโยชน์ แต่ผมคิดว่าท้องถิ่นไม่ได้อะไรเลย นอกจากได้ชื่อว่าชลบุรีมีผู้ว่าฯ CEO บริบทนี้ ควรจะมีการกระจายอำนาจลักษณะจากผู้ว่าฯ CEO มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนจะดีกว่า ประเทศไทยน่าจะเดินมาถึงจุดเลือกตั้งผู้ว่าฯโดยตรงได้แล้ว สังคมเปลี่ยนไปเยอะ โลกก็เปลี่ยนไป

มาวันนี้ การจะพัฒนาควรมาจากประชาชน ควรให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯเพื่อมาพัฒนาท้องถิ่นของตัวเอง คิดว่าจะพัฒนาตรงเป้าได้มากกว่า ยอมรับว่าคนคิดอยู่ข้างบน คนปฏิบัติอยู่ด้านล่าง ไม่เคยถามคนด้านล่างว่านโยบายที่ทำไปนั้นดีหรือไม่ดี

ที่ผ่านมาการกระจายอำนาจนั้นไม่จริง เป็นเพียงลายลักษณ์อักษร มีการเขียนไว้ อปท.จะได้รับงบประมาณร้อยละ 35 แต่ที่ผ่านมานั้นทำไม่ได้ นอกจากนี้ ท้องถิ่นที่ไม่มีเงิน รัฐบาลก็ไม่เคยดูแลสนับสนุน อปท.บางแห่งจัดเก็บรายได้กว่า 100 ล้านบาท รัฐบาลกลับสนับสนุนงบประมาณมาให้อีก เท่านั้นยังไม่พอ มีการเพิ่มเงินเดือนนายก อปท.ให้อีกด้วย ในความเป็นจริงควรจะให้เงินท้องถิ่นที่ยากจนให้มาก เพื่อพัฒนาตำบลนั้นให้มีความเจริญทัดเทียม

ทุกวันนี้จะเสนอโครงการต่างๆ จะต้องผ่านอำเภอ จังหวัด ท้องถิ่นถูกเปรียบเสมือนเป็ดง่อย จะทำอะไรก็แล้วแต่ เงินไม่ได้เข้ามาท้องถิ่นโดยตรง ต้องผ่านจังหวัด อำเภอ มีกฎระเบียบครอบไว้มากมาย การใช้จ่ายเงินจะต้องอยู่ในขอบอำนาจหน้าที่

หากรัฐบาลกลางจ่ายเงินให้กับท้องถิ่นโดยตรง ถือว่าดีเพราะตอบโจทย์ ไม่ต้องตั้งผู้ว่าฯ CEO แต่ควรตั้งนายก อบต. CEO นายกเทศมนตรี CEO หรือนายก อบจ. CEO เอาเงินมาให้โดยตรง ไม่ต้องผ่านขั้นตอนของบประมาณจากจังหวัด ท้องถิ่นใดจะไปเอางบประมาณ อ้างว่าไม่มีเงินทอน เงินเปอร์เซ็นต์ ไปพูดที่ไหนใครจะเชื่อ การที่ผมไม่สนใจเงินงบประมาณ เพราะไม่อยากไปเสียค่าคอร์รัปชั่น ประเทศไทยก็เป็นอย่างนี้ หากไม่ใช่คนโปรดของ
ผู้ว่าฯ CEO ถ้าต้องการงบประมาณก็รอไปชาติหน้าเถอะ

ผมเป็นนายก อบต.โคกขี้หนอน มา 25 ปี ผ่านผู้ว่าฯ นายอำเภอไม่รู้กี่คน ย่อมรู้เรื่องตื้นลึกหนาบาง มีประสบการณ์ในการจัดสรรงบประมาณ และรู้ว่ามีการจัดสรรงบประมาณอย่างไม่เป็นธรรม

หากให้เลือกระหว่างผู้ว่าฯ CEO กับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ คิดว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯโดยตรงจะดีที่สุด รับรู้ปัญหา รวมทั้งการจัดสรรงบประมาณลงพื้นที่ดีกว่า ผู้ว่าฯที่รัฐบาลกลางส่งมาให้

อยากฝากถึงรัฐบาลเศรษฐา ควรดูแลท้องถิ่นด้วยการจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นธรรม อย่าทำแบบผีพุ่งใต้ ท้องถิ่นยากจนควรให้งบประมาณมากหน่อย เพื่อจะได้พัฒนาให้ใกล้เคียงกับท้องถิ่นอื่นๆ ที่มีความเจริญ การให้งบประมาณเหมาะสมจะเป็นการตอบโจทย์ท้องถิ่นได้ดีที่สุด ในฐานะที่นายกฯมีแนวความคิดและวิชั่นที่ดี หากแก้ไขระเบียบข้อกฎหมายในการพัฒนาท้องถิ่น โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณโดยตรงสู่ท้องถิ่นประมาณ 35-40 เปอร์เซ็นต์ ท้องถิ่นก็จะมีความเจริญแล้ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...