โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ธุรกิจค้าปลีก 3.7 ล้านล้าน โตต่อ หวังนักท่องเที่ยวจีนเพิ่ม ดันยอดครึ่งปีหลัง

The Bangkok Insight

อัพเดต 07 ส.ค. 2566 เวลา 16.44 น. • เผยแพร่ 08 ส.ค. 2566 เวลา 01.30 น. • The Bangkok Insight

SCB EIC ประเมินธุรกิจค้าปลีก 2566 มูลค่า 3.7 ล้านล้านบาท โตต่อเนื่อง จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการฟื้นตัวของการบริโภค หวังนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยเพิ่ม ช่วยกระตุ้นยอดขาย

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) คาดการณ์ธุรกิจค้าปลีกปี 2566 มีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดว่ามูลค่าตลาดจะเติบโตราว 10% จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น และการฟื้นตัวของการบริโภค โดยคาดว่าจะมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 3.7 ล้านล้านบาท

ธุรกิจค้าปลีก

ทั้งนี้ กลุ่ม Store-base retailing จะกลับมามีมูลค่าเท่าก่อนช่วงโรคระบาดในปี 2024 ส่วน Non-store retailing ยังคงเติบโตต่อเนื่อง

สำหรับในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 ธุรกิจค้าปลีกสามารถเพิ่มยอดขายจากนโนบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และคาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวจีนจะเข้ามาในประเทศมากขึ้นในครึ่งหลัง

อย่างไรก็ดี มีปัจจัยที่ยังต้องระวัง เช่น ราคาสินค้าและหนี้ภาคครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคยังมีความเปราะบาง อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนด้านการเงินเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีระดับการกู้ยืมสูง การอ่อนค่าของเงินบาทที่กระทบกลุ่มสินค้านำเข้า

นอกจากนี้ การเติบโตของ E-commerce ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และยังมีแนวโน้มแข่งขันรุนแรง แม้จะมีการชะลอตัวลงหลังจากผู้บริโภคกลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงกับก่อนช่วงโรคระบาด

อย่างไรก็ดี พฤติกรรมของผู้บริโภค มีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นการซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น เนื่องจากมีความสะดวกสบาย โดยเฉพาะกลุ่ม Marketplace retailers ที่มีสินค้าที่หลากหลายจากผู้ขายหลายราย ทำให้ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบราคาและบริการของแต่ละร้านค้า

ขณะที่กลยุทธ์ Buy Now. Pay Later (BNPL) ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง เข้ามามีบทบาทสำคัญในตลาดค้าปลีก โดยเฉพาะในกลุ่มการซื้อขายสินค้าออนไลน์ ผู้ประกอบการจะต้องปรับตัว อาจนำ BNPL มาเป็นอีกหนึ่งช่องทางการชำระเงินเพื่อซื้อสินค้า เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น แต่ยังต้องมีความระมัดระวังเรื่องหนี้ภาคครัวเรือน

กลุ่มตลาดค้าปลีกที่ฟื้นตัวได้ดีต่อเนื่อง

กลุ่มค้าปลีกที่ฟื้นตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง ยังคงเป็นหมวดร้านค้าสินค้าจำเป็น เช่น คอนวีเนียนสโตร์ หรือ CVS และซูเปอร์มาร์เก็ต โดยมูลค่าตลาดฟื้นกลับมาในระดับก่อนโควิด แล้วในปี 2566 รวมถึงมีการขยายสาขาเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น

กลุ่มธุรกิจสุขภาพและความงาม (Health & Beauty) ได้รับอานิสงส์จากกระแสรักษาสุขภาพเชิงป้องกัน และกลุ่มบ้านและสวน (Home & Garden) ที่เติบโต โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการรีโนเวท ที่อยู่อาศัย/ร้านค้า/ร้านอาหาร

ดีพาร์ทเมนต์สโตร์ ที่มีปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของตลาดนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่ม ASEAN และนักท่องเที่ยวจีน และการกลับมาทำกิจกรรมนอกบ้านของผู้บริโภคมากขึ้น อย่างไรก็ดี ราคาสินค้าที่สูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายในสินค้าไม่จำเป็นมากขึ้น

สำหรับกลุ่มที่ฟื้นตัวแต่ยังมีข้อจำกัด เช่น ไฮเปอร์มาร์เก็ต (Hypermarket) เนื่องจากเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง รวมถึงลูกค้าหลักเป็นที่เป็นกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางลงมาซึ่งมีข้อจำกัดด้านกำลังซื้อที่อาจฟื้นตัวได้ช้า

กลุ่มที่ฟื้นตัวช้า ได้แก่ สินค้าแฟชั่นที่ฟื้นตัวอย่างช้า ๆ เนื่องจากเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย อีกทั้ง ในสถานการณ์ที่ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น ผู้บริโภคจึงชะลอการใช้จ่ายในสินค้าฟุ่มเฟือยรวมทั้งเผชิญปัญหาด้านความยั่งยืน

ประเด็นด้าน ESG กับธุรกิจค้าปลีก

ผู้ประกอบการค้าปลีกไทยตั้งเป้าหมายการดำเนินการด้าน ESG โดยเฉพาะในเรื่องของ Environment และการลดการปล่อย GHG ในด้านสังคม ผู้ประกอบการมุ่งเน้นการสร้างอาชีพ และให้ความสำคัญกับความโปร่งใส อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคยังเผชิญกับปัจจัยที่เป็นอุปสรรคในการซื้อสินค้าที่ยั่งยืน (Sustainable products) เช่น

ปัจจัยด้านราคา: ผู้บริโภคมองว่าการซื้อสินค้าอย่างยั่งยืนนั้น มีราคาที่สูงเกินไป ทำให้ไม่สามารถที่จะสนับสนุนความยั่งยืนในการค้าปลีกได้

ปัจจัยด้านทางเลือก: ผู้บริโภคมองว่าสินค้าที่มีความยั่งยืนนั้นมีให้เลือกน้อย อีกทั้ง สินค้าบางชนิดที่ผู้บริโภคต้องการซื้อก็ไม่ได้มีสินค้าที่ Sustainable เป็นอีกตัวเลือก

ปัจจัยด้านข้อมูลและความน่าเชื่อถือ: ผู้บริโภคอาจรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับ Sustainability น้อยเกินไป รวมไปถึงไม่มีความเชื่อมั่นในสิ่งที่ผู้ค้าปลีกให้ข้อมูล

ปัจจัยด้านความสะดวก: การหาซื้อสินค้าที่ยั่งยืน บางครั้งไม่ได้มีวางจำหน่ายทั่วไป ทำให้ต้องเสียเวลาในการหาซื้อ

คุณลักษณะของผลิตภัณฑ์: ผู้บริโภคมองว่าสินค้าที่วางขายอาจมีบางขั้นตอนที่ไม่ได้ผลิตหรือจำหน่ายอย่างยั่งยืนทำให้ชะลอการซื้อสินค้าดังกล่าว

วิเคราะห์โดย:ชญานิศ สมสุข นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...