โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โครงการโทรเลขระหว่างประเทศ สมัยรัชกาลที่ 5 ทำไมล่าช้า

MATICHON ONLINE

อัพเดต 21 ส.ค. 2566 เวลา 05.34 น. • เผยแพร่ 21 ส.ค. 2566 เวลา 06.05 น.
บ้านพระปรีชากลการที่ยึดมาเป็นที่ทำการกรมไปรษณีย์และโทรเลขที่ปากคลองโอ่งอ่าง

คนไทยรู้จัก “โทรเลข” ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ผ่านหนังสือพิมพ์บางกอกรีคอร์เดอร์ใน พ.ศ.2388 ที่รายงานข่าวความสำเร็จการทดลองส่งข้อความด้วยโทรเลขระบบแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา

แต่กว่าจะมีโทรเลขใช้จริง ก็ล่วงเลยเวลาจนถึงรัชกาลที่ 5 และเป็นไปอย่างล่าช้ายิ่ง

สาเหตุแห่งความล่าช้า และเบื้องหลังกำเนิดกิจการโทรเลขไทย วิภัส เลิศรัตนรังษี อธิบายไว้ในบทความชื่อ “ปักเสาพาดสาย : การเมืองเบื้องหลังโครงการโทรเลขระหว่างประเทศในสมัยรัชกาลที่ 5” ที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนสิงหาคม 2566

หลังเกิดกบฏซีปอยที่อินเดีย (พ.ศ.2400) รัฐบาลลอนดอนประกาศจะวางสายโทรเลขจากลอนดอน มาถึงอินเดียและจีน หลายประเทศในเส้นทางดังกล่าว สำหรับประเทศไทย รัชกาลที่ 4 ทรงขอให้กงสุลอังกฤษประจำกรุงเทพฯ เชิญบริษัทโทรเลขเข้ามาเจรจา แต่บริษัทโทรเลขที่รับผิดชอบโครงการนี้ก็มีปัญหาภายในทำให้การดำเนินการ “สะดุด” เป็นระยะๆ นายวิลเลียม เฮนรี รีด เป็นตัวแทนบริษัทเข้ามาประสานงานในไทยหลายครั้ง

พ.ศ.2411 นายรีดเดินทางมาอีกครั้งพร้อมกับหนังสือสัญญา เวลานั้นรัชกาลที่ 5 เพิ่งเสด็จขึ้นครองราชย์ มีเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินที่มีอำนาจตัดสินใจเวลานั้น จากนั้นก็เดินทางไปสำรวจเส้นทางและเจรจากับประเทศอื่นๆ ซึ่งตามกำหนด การวางสายโทรเลขจะแล้วเสร็จภายในระหว่าง พ.ศ.2413-2416 แต่กลับไม่สามารถปักเสาโทรเลขได้แม้แต่ต้นเดียว

กระทรวงการต่างประเทศอังกฤษช่วยเจรจาขอให้ต่อสัญญากับนายรีดอีกครั้ง หากเวลา 6 ปีที่ผ่านไป ราชสำนักสยามก็เปลี่ยนไปจากเดิม เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ที่นายรีดเคยเจรจาด้วย เลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็น สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ และพ้นจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินไปเป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ขณะที่รัชกาลที่ 5 และพันธมิตรทางการเมืองของพระองค์จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจในโทรเลขแทน

หากความต้องการจะเข้ามาบริหารโครงการโทรเลขเองของราชสำนักสยาม ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการเลือกเส้นทางของที่ประชุมเสนาบดี (ธันวาคม พ.ศ.2417) เส้นทางแรกที่จะวางสายโทรเลขไปหาอังกฤษคือโทรเลขสายปีนัง (กรุงเทพฯ-ปีนัง) ด้วยปีนังคือชุมสายโทรเลขสำคัญของอังกฤษที่อยู่ใกล้กับสยามมากที่สุด เคยสำรวจเส้นทางแล้ว จึงไม่ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด

หากจะมีปัญหาในเชิงเทคนิคก็คือระยะทางที่ค่อนข้างไกล แต่ถ้ามองให้เป็นปัญหาทางการเมือง ตลอดเส้นทางโทรเลขสายปีนังจะผ่านหัวเมืองขึ้นของกรมพระกลาโหมซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของสมเด็จเจ้าพระยาฯ ทั้งหมด

เมื่อรัชกาลที่ 5 ทอดพระเนตรข้อเสนอจากที่ประชุมเสนาบดีแล้วจึงมีรับสั่งว่า หากมีโทรเลขสายปีนังเส้นทางเดียวจะไม่สามารถจูงใจผู้ใช้บริการได้ ควรจะวางสายโทรเลขจากกรุงเทพฯ ไปหาอังกฤษทางทวายเพิ่มอีกเส้นทางหนึ่ง

หากเปรียบเทียบทั้ง 2 เส้นทางนี้พบว่า โทรเลขสายปีนังคือเรื่องระยะทางที่ค่อนข้างไกล แต่มีข้อดีตรงที่การก่อสร้างทั้งหมดอยู่ภายในพระราชอาณาเขต ราชสำนักไปเจรจากับอังกฤษเรื่องต่อสายโทรเลขเท่านั้น โทรเลขสายทวายมีเส้นทางที่สั้นกว่ามาก แต่การก่อสร้างจะเริ่มต้นไม่ได้จนกว่าอังกฤษจะตอบตกลงที่จะวางสายโทรเลขจากย่างกุ้งลงมายังทวาย

รัชกาลที่ 5 จึงมีรับสั่งให้ สมุหพระกลาโหม (วร บุนนาค) เป็นตัวแทนสยามไปเจรจากับบริติชราช เนื่องจากกรมพระกลาโหมปกครองหัวเมืองฝั่งตะวันตกและใต้ ในเมื่อโครงการโทรเลขสายทวายพาดผ่านหัวเมืองขึ้นกรมพระกลาโหม จึงเป็นหน้าที่ของสมุหพระกลาโหมในการไปเจรจากับบริติชราช

โดยมั่นพระราชหฤทัยมากว่าอังกฤษจะตอบตกลง เพราะมีรับสั่งให้ทดลองวางสายโทรเลขในพระบรมมหาราชวัง และส่งข้าหลวงโทรเลขออกไปสำรวจเส้นทางที่จะก่อสร้างคือโทรเลขสายกรุงเทพฯ-ปากน้ำ, สายกรุงเทพฯ-ทวาย (กาญจนบุรี) และสายกรุงเทพฯ-ปีนัง ในทันที

ซึ่งทั้ง 3 โครงการนี้อยู่ในเขตปกครองของเสนาบดีตระกูลบุนนาคทั้งหมด โดยโทรเลขสายปากน้ำอยู่ในเขตปกครองของเสนาบดีกรมท่า (เจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี-ท้วม บุนนาค) ส่วนโทรเลขสายทวายและปีนังอยู่ในเขตปกครองของสมุหพระกลาโหม (เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์-วร บุนนาค)

ปลายเดือนธันวาคม พ.ศ.2417 หลังการหารือกันเรื่องเส้นทางโทรเลข เกิดวิกฤตการณ์วังหน้าขึ้นในพระนคร กินเวลาร่วม 2 เดือน ท้ายที่สุดชัยชนะเป็นของฝ่ายวังหลวง แต่ส่งผลกระทบให้รัชกาลที่ 5 ทรงชะลอการปฏิรูปที่เพิ่งเริ่ม สภาที่ปรึกษาราชการส่วนพระองค์ก็ต้องหยุดประชุมไประยะหนึ่ง หากไม่มีผลกระทบต่ออำนาจและอิทธิพลของสมเด็จเจ้าพระยาฯ ที่มีเสียงเล่าลือกันว่าคือผู้อยู่เบื้องหลังวิกฤตครั้งนี้

ต้นปี พ.ศ.2418 บริติชราชปฏิเสธมาอย่างอ้อมๆ เรื่องเส้นทางทวาย ด้วยการเสนอ 3 เส้นทางที่เหมาะสมกว่าคือ 1.เส้นทางมะละแหม่ง-ตาก-กรุงเทพฯ 2.เส้นทางกรุงเทพฯ-ไซ่ง่อน 3.เส้นทางกรุงเทพฯ-ปีนัง แต่เนื่องจากรัชกาลที่ 5 ทรงรับปากกับอังกฤษว่าจะวางสายโทรเลขไปเชื่อมต่อด้วย จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะผลักดันโครงการโทรเลขสายปีนังต่อไป และไม่ทรงละความพยายามที่จะโน้มน้าวอังกฤษ

ขณะที่เส้นทางโทรเลขสายทวายยังเป็นปัญหา ระหว่าง พ.ศ.2417-2420 เส้นทางโทรเลขสายปีนังของสมเด็จเจ้าพระยาฯ มีความคืบหน้ามากที่สุด รัชกาลที่ 5 จึงต้องทรงดึง นายโทมัส น็อกซ์ กงสุลอังกฤษประจำประเทศไทย เข้ามาคุมเชิงสมเด็จเจ้าพระยาฯ แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ เพราะสมเด็จเจ้าพระยาฯ แก้ปัญหาด้วยการไปเจรจากับบริติชราชโดยตรง

ระหว่างที่ยังตกลงกันเรื่องเส้นทางโทรเลขระหว่างประเทศไม่ได้นั้น ใน พ.ศ.2420 กรมโทรเลขได้เริ่มวางสายโทรเลขภายในประเทศไปแล้ว 2 เส้นทาง คือ โทรเลขสายปากน้ำ (กรุงเทพฯ-ปากน้ำ) และโทรเลขสายกรุงเก่า (กรุงเทพฯ-พระราชวังบางปะอิน)

แต่ก็มีความยุ่งยากเกิดขึ้นเพราะ “โทรเลขสายปากน้ำ” สร้างขึ้นในเขตปกครองของกรมท่า “โทรเลขสายกรุงเก่า” สร้างขึ้นในเขตปกครองของกรมมหาดไทย ส่วนกรมโทรเลขที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบการก่อสร้างโทรเลขทั่วพระราชอาณาจักร สมุหพระกลาโหมในฐานะผู้บัญชาการกรมโทรเลขหากไม่มีอำนาจสั่งการเข้าไปยังพื้นที่การก่อสร้างโดยตรง สมเด็จเจ้าพระยาฯจึงพยายามอย่างมากที่จะให้สมุหพระกลาโหมได้เข้าไปมีส่วนในการก่อสร้างโทรเลขสายปากน้ำ ดังที่มีรับสั่งกับเสนาบดีกรมท่าว่า

“แต่ดูกิริยาท่าน [สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์] อยากจะให้ลูกท่าน [สมุหพระกลาโหม] มีแชในการทำนี้ด้วย ด้วยท่านเหนว่าจะเปนชื่อเปนเสียงอยู่…แต่การนี้ฉันวางใจกับเธอ [เสนาบดีกรมท่า] คนเดียว ขอให้คิดการให้ตลอดจนได้ ถ้าการสิ่งไรควรจะแบ่งให้ลูกท่านบ้างก็แบ่งไป นอกนั้นขอให้เธอช่วยเปนธุระทั้งสิ้นให้ตลอดไป”

จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นว่ากิจการโทรเลขไทยดำเนินไปบนความขัดกันระหว่าง “อำนาจตามพื้นที่” กับ “อำนาจตามหน้าที่” ของสมุหพระกลาโหมในฐานะผู้บัญชาการกรมโทรเลข แต่ไม่ใช่ต้นสังกัดของขุนนางหัวเมืองตลอดแนวสายโทรเลขดังกล่าว จึงไม่มีอำนาจสั่งการ

ขณะที่รัชกาลที่ 5 ก็ทรงดึงอำนาจกรมโทรเลขจากสมุหกลาโหมอย่างประนีประนอมที่สุด จึงทรงแต่งตั้งสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงภาณุพันธุวงศ์วรเดช เป็น อธิบดีกรมไปรษณีย์และโทรเลข ไม่ใช่เพราะเพียงว่าเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอร่วมพระราชมารดาเดียวกับพระองค์เท่านั้น แต่ยังเป็นลูกเขยของสมุหพระกลาโหมอีกด้วย

ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ก็แค่เหตุการณ์บางส่วนที่ทำให้กิจการโทรเลขระหว่างประเทศของไทยดำเนินการล่าช้า ส่วนเหตุการณ์และปัจจัยเกี่ยวข้องอื่นๆ ที่ วิภัส เลิศรัตนรังษี ค้นคว้าและเรียบเรียง ขอได้โปรดอ่านเพิ่มจาก “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนสิงหาคมนี้

วิภา จิรภาไพศาล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...