โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาพยนตร์

[สัมภาษณ์] เฟิร์ส-นักพากย์ตั่วเฮีย ถึงวันที่คนในยุคนี้ดูหนังและซีรีส์พากย์ไทยน้อยลง

BT Beartai

อัพเดต 07 ส.ค. 2566 เวลา 03.23 น. • เผยแพร่ 07 ส.ค. 2566 เวลา 03.23 น.
[สัมภาษณ์] เฟิร์ส-นักพากย์ตั่วเฮีย ถึงวันที่คนในยุคนี้ดูหนังและซีรีส์พากย์ไทยน้อยลง

นักพากย์ อาชีพที่ใช้ทักษะด้านการพูดและน้ำเสียงเพื่อถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก ไปสู่ผู้ชม ไม่ว่าจะเป็นการพากย์เสียงภาพยนตร์ ซีรีส์ การ์ตูน และผลงานอื่น ๆ ซึ่งในการถ่ายทอดเสียงของนักพากย์นั้นขึ้นอยู่กับบทบาทในแต่ละผลงานด้วย ถึงแม้ว่าจะเป็นนักพากย์คนเดียวกัน แต่ก็ไม่จำเป็นว่านักพากย์คนนั้นจะต้องพากย์เสียงได้เพียงโทนเสียงเดียว

หากย้อนกลับไปในสมัยก่อนการรับชมหนังและซีรีส์ด้วยเสียงพากย์ไทยนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมค่อนข้างมาก แม้ว่าในปัจจุบันหนังและซีรีส์หลาย ๆ เรื่องอาจจะไม่ได้มีพากย์ไทยให้เราได้ดูตลอด แต่อาชีพนี้ก็ยังคงเป็นหนึ่งในอาชีพที่สำคัญ เสียงพากย์นั้นนอกจากจะทำให้เราได้รับอรรถรสใหม่ ๆ ในการรับชม และยังถือเป็นการมอบความสะดวกสบายอีกรูปแบบหนึ่งสำหรับผู้ที่สนใจในการดูหนังภาษาไทยและไม่ชอบการอ่านซับไตเติ้ล โดยหลาย ๆ คนอาจไม่เคยทราบเบื้องลึกเบื้องหลังของ ‘นักพากย์’ มาก่อน ว่าพวกเขาทำงานกันอย่างไร และมีกระบวนการการทำงานอย่างไรบ้าง?

beartai BUZZ ได้ชวนนักพากย์ ‘เฟิร์ส (วิรุฬห์วิชญ์ ถิรสุวรรณ)’ หรือชื่อที่หลาย ๆ คนอาจคุ้นหูอย่าง ‘นักพากย์ตั่วเฮีย‘ ซึ่งเขาเคยมีผลงานด้านการพากย์เสียงมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การพากย์เสียงเป็น มาร์ก วาห์ลเบิร์ก (Mark Wahlberg) ในเรื่อง ‘Transformers’ ภาคที่ 4 และ 5 บท เคด เยเกอร์ หรือบท บัคกี บาร์นส์ หนังแฟรนไชส์ซูเปอร์ฮีโรของ Marvel และบทบาทอื่น ๆ มาให้สัมภาษณ์และพูดคุยถึงเบื้องหลังการทำงานด้านการพากย์เสียง และชวนคุยถึงการเสพสื่อของคนในยุคนี้ที่เปลี่ยนไป ในยุคที่ผู้คนอาจชอบการรับชมหนังและซีรีส์พากย์ไทยน้อยลง

เริ่มสนใจและชอบการพากย์เสียงตั้งแต่เมื่อไหร่?

เฟิร์ส: การพากย์หนัง เรามาชอบด้วยความบังเอิญ เพราะเมื่อก่อนมักจะมีคนเอ่ยชมเราอยู่บ่อยครั้งว่า “เสียงเพราะ” จังเลย ตอนที่เคยโดนชมช่วงแรก ๆ มันเกิดขึ้นสมัยตอนที่เราเรียนมหาวิทยาลัย แล้วเราเป็นเด็กกิจกรรม เล่นละครเวที ด้วยความที่เป็นละครเวทีมันก็จะต้องมีการใช้เสียง แล้วพอคนอื่น ๆ ได้ฟังเรา เขาก็ชมเราว่า “เรามีเสียงกังวานดี เนื้อเสียงกับแก้วเสียงก็ดี” เราเลยมีความมั่นใจในเสียงตัวเองมากขึ้น

แล้วเราก็เริ่มคิดกับตัวเองว่า “นี่เราเสียงเพราะเหรอ?” หลังจากนั้นเราก็เลยไปลองศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมด้านการพากย์เสียงกับการพากย์หนังดู ซึ่งตอนนั้นก็ตกใจเหมือนกันนะว่า “เอ้ย มันมีการพากย์หนัง แล้วก็มีการเรียนสายนี้ด้วยเหรอ?”

สมัยก่อนคนรอบตัวยังไม่เข้าใจเรื่อง ‘การพากย์เสียง’ และยังไม่สนับสนุนมากเท่าที่ควรใช่ไหม?

เฟิร์ส: ของเราคือคนรอบตัวไม่เข้าใจมาก ๆ เลย ไม่เข้าใจว่าจะไปเรียนเพื่ออะไร ค่าเรียนแต่ละคอร์สก็แพงมาก ๆ ในยุคนั้นเมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว ค่าเรียนคือราว ๆ 29,000-39,000 บาท ซึ่งในยุคนั้นคนรอบตัวเราก็คัดค้านว่าจะไปเรียนทำไมเสียดายตังค์ เรียนแล้วมันจะเป็นยังไง แล้วมันจะมันสร้างรายได้ให้เราได้จริง ๆ เหรอ ซึ่งเราก็กดดันตัวเองมาก ๆ แต่ก็คิดว่า “เอาวะ! ลองดู” แล้วเราก็ตัดสินใจทุบกระปุกเงินของเราเพื่อไปเรียนเองเลย

สถาบันที่มีสอนเรื่อง ‘การพากย์’ ในช่วงนั้นคือที่ไหน?

เฟิร์ส: เราเริ่มเรียนการพากย์เสียงช่วงที่ใกล้จะจบมหาวิทยาลัย ตอนนั้นน่าจะประมาณ ปี 3-4 นั่นแหละ ซึ่งเราก็เรียนการพากย์เสียงหลาย ๆ คอร์ส ทั้งของสถาบันเจ็นเอกซ์ (GenX Academy) และเรียนกับทีมพากย์อินทรี

ซึ่งสถาบันที่เปิดสอนตอนนั้นอย่างสถาบันเจ็นเอกซ์ (GenX Academy) จะอยู่ที่ RCA เป็นสถาบันที่ดีมาก ๆ แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว ซึ่งสถานที่นี้เป็นสถาบันที่รวบรวมวิชาชีพเกี่ยวกับด้านบันเทิง มีเขียนบท แต่งเพลง สอนการเป็นผู้ประกาศข่าว สอนการพากย์การ์ตูนและหนัง การร้องเพลง แต่งเพลง ซึ่งเราก็ไปเรียนเรื่องการพากย์หนัง แต่ก่อนหน้านี้เราก็เรียนทุกอย่างที่เกี่ยวกับเสียงเลย ไม่ว่าจะเป็น เรียนร้องเพลง เรียนดีเจ แต่ยังไม่ค่อยใช่ทางเรา เราก็เลยมาด้านการพากย์หนังแทน แล้วช่วงที่เราไปเรียนก็ได้เจอกับอาจารย์ที่เป็นนักพากย์อยู่ช่อง 3 อาจารย์เขาก็เลยดึงเราเข้าไปฝึกพากย์บ่อย ๆ ให้เรามีวิชามากยิ่งขึ้น

เริ่มทำงานพากย์เสียงแบบจริงจังตั้งแต่เมื่อไหร่?

เฟิร์ส: เรียนจบปึ๊บก็ไม่ใช่ว่าเราจะได้ทำงานด้านการพากย์เสียงเลยนะ ตอนนั้นเราใช้เวลา 4-5 ปีเลยแหละ กับการที่คลุกคลีอยู่ในวงการ ในการไปฝึกพากย์เสียงตามห้องพากย์ต่าง ๆ ใช้เวลาประมาณ 4-5 ปีเลยกว่าจะเริ่มมีคนรู้จัก กว่าจะเริ่มมีคนมาเรียกใช้เสียงพากย์ของเรา

จำได้ไหมว่าในช่วงนั้นพากย์เสียงอะไรเป็นอย่างแรก?

เฟิร์ส: จริง ๆ ก็จำไม่ค่อยได้ แต่ว่าตอนที่ไปฝึกพากย์เสียงกับทีมในตอนนั้น เขาจะมีหนังจริง ๆ ที่มันจะออนแอร์มาให้เราลงเสียงพากย์ ซึ่งเราก็เริ่มจากการเป็น ‘ตัวประกอบ’ เช่น ชาย 1, ชาย 2 ซึ่งเป็นบทที่มีคำสั้น ๆ เช่น ครับ สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับครับผม

คาแรกเตอร์ตัวละครหรือเสียงพากย์แนวไหนที่ได้พากย์เสียงบ่อยครั้ง?

เฟิร์ส: ถ้าเป็นสมัยก่อนช่วงแรก ๆ ที่พากย์ ก็จะพากย์เสียงเป็น ‘พระเอกเกาหลี’ เป็นสามีแห่งชาติของใครหลาย ๆ คน แต่สมัยนี้จะเน้นไปพากย์ตัวตลกที่บ้า ๆ บอ ๆ มากขึ้น เพราะปกติแล้วเราเป็นคนที่ชอบพากย์เสียงตัวละครที่บ้า ๆ บอ ๆ และชอบพากย์เสียงตัวละครที่มีอารมณ์แบบเกรี้ยวกราดหรือโรคจิตไปเลย

งานแรกที่พากย์เสียงแบบจริงจังชื่อเรื่องว่าอะไรพากย์เป็นตัวละครไหน?

เฟิร์ส: งานแรกจะเป็นการ์ตูนแอนิเมชัน เรื่อง ‘Dragons: Fire & Ice’ ซึ่งได้พากย์เป็น ’พระเอก’ ตอนนั้นก็รู้สึกภูมิใจมาก ๆ ซึ่งย้อนกลับไปในช่วงนั้น เหมือนในทีมตัวเราจะเป็นน้องใหม่แล้วก็เด็กสุดด้วย และพี่ ๆ ก็บอกว่าเสียงของเราน่าจะใช้ได้ ก็เลยทำให้เรามีโอกาสได้พากย์แอนิเมชันเรื่องนี้และผลงานอื่น ๆ

กระบวนการด้านการทำงานพากย์เสียงมีขั้นตอนอะไรบ้าง?

เฟิร์ส: จริง ๆ มันไม่ได้มีขั้นตอนตายตัวแบบนี้ทุกงานนะ แต่ถ้าให้เรียงเป็นลำดับก็จะได้ประมาณนี้

– เริ่มแรกจะเริ่มจากการที่ห้องพากย์นั้นได้รับงานมา และมีความต้องการจะหานักพากย์
– ห้องพากย์จะมอบหมายให้ผู้กำกับการพากย์ประสานงานและติดต่อไปยังนักพากย์ที่เหมาะสมกับบทนั้น ๆ
– เช็กตารางงานของนักพากย์และหาช่วงที่ว่างตรงกัน ถ้าสะดวกและว่างตรงกันก็นัดคิวหรือคอนเฟิร์มวัน (โดยในช่วงที่ติดต่อมาทีแรก นักพากย์มักจะยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องพากย์เสียงจากเรื่องอะไรหรือพากย์เสียงแนวไหน)
– ในวันพากย์เสียง พอมาถึงสตูดิโอ เขาก็จะให้เราเข้าห้องพากย์ ให้ iPad เรา ซึ่งในนั้นจะมีบทอยู่ และห้ามแทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ห้ามถ่ายบท ห้ามถ่ายห้องพากย์ และภาพอื่น ๆ ที่ติดสตูดิโอ รวมไปถึงห้ามเปิดเผยสิ่งต่าง ๆ
– หลังจากนั้นจะเป็นการฟังบรีฟจากผู้กำกับการพากย์ว่าเราได้รับบทเป็นตัวละครไหน ลักษณะนิสัยเป็นยังไง และความรู้สึกในฉากนั้น ๆ เป็นอย่างไรบ้าง แล้วก็เริ่มพากย์
– พอพากย์เสียงเสร็จเราก็กลับได้เลย

โดยในการพากย์เสียงปกติ คนพากย์จะไม่ได้รู้ทุกซีน เราจะได้เข้าไปในสตูดิโอเฉพาวันนั้นมีซีนที่เราต้องพากย์ ซึ่งส่วนมากถ้าเป็นหนังก็มักจะลงเสียงจบภายในวันเดียว แต่ถ้าเป็นการพากย์เสียงซีรีส์ก็จะเป็นงานที่ใช้ระยะเวลานานกว่า เพราะบทที่ต้องพากย์จะค่อย ๆ ทยอยส่งมา

วิธีการดูแลรักษาเสียงและถนอมเสียงเพื่อใช้ในการทำงาน?

เฟิร์ส: การดูแลของเรา คือ ถ้าปกติวันไหนมีงานที่จะต้องเข้าไปพากย์เสียง ก็จะพยายามเลี่ยงการรับประทานสิ่งต่าง ๆ ที่มันอาจทำให้เราระคายเคืองคอ เช่น ของมัน ของทอด และจะพยายามรักษาตัวไม่ให้เป็นหวัดหรือเป็นไข้ เพราะถ้าไม่อย่างนั้นเสียงเราอาจจะเปลี่ยน และไม่สามารถใช้ในการพากย์ได้ ซึ่งการถนอมเสียง ณ ตอนนี้อาจจะยังไม่เห็นผลอะไรมาก แต่ในระยะยาวมันอาจเห็นความแตกต่างได้ชัดมากขึ้น เช่น ถ้าเราถนอมเสียงของเราด้วยการไม่ดื่มแอลกอฮอลล์ ไม่สูบบุหรี่ ไม่นอนดึก เสียงของเราก็อาจจะมีคุณภาพหรือเสียงดี ใช้เสียงได้ถึงอายุ 70-80 ปี แต่สำหรับคนที่ไม่ถนอมเสียงเลยก็อาจจะใช้เสียงได้ถึงแค่อายุ 60 ปี

@firstvoice

เมื่อนักพากย์ลูฟี่🔥กับนักพากย์บั๊คกี้ ต้องมาพากย์ซีรี่ย์จีนเรื่องเดียวกันจะเป็นยังไงไปดูกัน#นักพากย์ตั่วเฮีย #นักพากย์เสียง #voiceactor #voiceover #fypシ #viral #tiktokuni #พากย์เสียง #เบื้องหลังการพากย์ #ซีรี่ย์จีน #ติ่งซีรี่ย์ #ติ่งจีน🇨🇳🇨🇳 สอนให้รู้ว่า@นักพากย์ตั่วเฮีย @นักพากย์ตั่วเฮีย

♬ เสียงต้นฉบับ – นักพากย์ตั่วเฮีย – นักพากย์ตั่วเฮีย

ในวันที่มี ‘นักพากย์มือสมัครเล่น’ เยอะมากขึ้น คนที่ทำงานเป็น ‘นักพากย์อาชีพ’ ได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน?

เฟิร์ส: ถ้าตอบแบบจริง ๆ ก็ต้องตอบว่า ‘มีผลกระทบ’ แต่ในอีกมุมหนึ่งคือเราก็ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง ยอมรับการหมุนไปของโลกใบนี้ ซึ่งมันก็เป็นแง่มุมที่ดีที่มีคนใหม่ ๆ เข้ามาในวงการ เราก็จะได้เปิดรับสิ่งใหม่ ๆ และได้เจอเสียงใหม่ ๆ แต่ถ้าถามว่าได้รับผลกระทบไหม? ก็ต้องตอบว่าได้รับผลกระทบเต็ม ๆ อย่างวงการพากย์สมัยก่อน เขาจะมีทีมพากย์เสียงแล้วก็มักจะใช้คนเก่า ๆ ของเขา ซึ่งมันก็อาจจะเกิดการใช้เสียงพากย์ที่จำเจหรือเสียงที่ไม่เหมาะสมกับวัยของตัวละคร

แต่ในปัจจุบันนี้รูปแบบของการพากย์เสียงเปลี่ยนไป คือ การแคสติ้งจะเอาเสียงตามวัยของตัวละครจริง เพราะฉะนั้นนักพากย์มืออาชีพแบบรุ่นใหญ่ที่มีฝีมือก็ค่อนข้างจะมีงานที่น้อยลง ตกงานมากขึ้น แม้กระทั่งเราซึ่งอยู่ในวัยกลางคน โดยปกติมักจะได้พากย์เสียงเป็นพระเอก แต่ตอนนี้ก็ไม่ได้พากย์เสียงนั้นแล้ว แต่กลายมาเป็นพากย์เสียงรุ่นพ่อและอื่น ๆ แทน แต่ถ้าถามแบบโดยรวม จริง ๆ มันก็ดีต่อวงการ บางทีมันก็เหมือนกับ ‘ดาบสองคม’ เหมือนกันสำหรับเรื่องนี้ มันดีที่คนดูจะได้ดูอะไรที่แปลกใหม่แล้วก็หลากหลายมากขึ้น คนรุ่นเราก็ต้องทำใจยอมรับ แล้วก็ปรับตัวเอง เพื่อให้วงการนี้มันดีขึ้น

ในปัจจุบันกลุ่มผู้ชมดูเหมือนจะรับชมหนังและซีรีส์ที่เป็นเสียงพากย์ไทยน้อยลง พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปเหล่านี้ทำให้งานพากย์ได้รับผลกระทบหรือไม่?

เฟิร์ส: เราว่าปริมาณงานพากย์ตอนนี้มันก็ลดลงเรื่อย ๆ แต่ปัจจุบันนี้ถ้าถามว่ายังต้องมีการ ‘พากย์เสียง’ อยู่ไหม? ก็ต้องตอบว่ายังต้องพากย์อยู่ เพราะว่าคนไทยบางส่วนยังคงติดการดูหนังจีนที่ต้องมีเสียงพากย์ไทย หรือซีรีส์เกาหลีที่ต้องมีเสียงไทยอยู่ ส่วนเสียงพากย์ในหนังฝรั่งอนาคตก็อาจจะน้อยลงเรื่อย ๆ ซึ่งมันก็อาจจะไม่ได้เกี่ยวกับการที่พากย์ไทยมันดีหรือไม่ดีคนจึงดูน้อยลง แต่อาจจะเกี่ยวกับรูปแบบของการเสพสื่อในปัจจุบันที่มันเปลี่ยนแปลงไปเท่านั้นเอง

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้นในชีวิตประจำวัน คิดว่าในอนาคตอาชีพนักพากย์จะเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่โดน AI แย่งงานไปหรือไม่?

เฟิร์ส: จริง ๆ ตอนนี้งานพากย์ก็ได้รับผลกระทบอยู่นะ ในอนาคตคิดว่าบางอย่างก็คงแทนที่ได้แน่นอน เช่น บางคนอาจจะแค่อยากรู้ว่าประโยคนี้มันพูดว่าอะไร โดยที่ไม่ได้ต้องการให้ใส่อารมณ์หรือน้ำเสียงที่มีอรรถรส กับอีกอย่างหนึ่งคือเราคิดว่ามันขึ้นอยู่กับ ‘เงินทุน’ ด้วย ถ้าในอนาคตนายจ้างต้องการลดต้นทุนแล้วการมีอยู่ของ AI มันสามารถทำงานได้เร็วและประหยัดกว่า คนก็อาจจะเลือกใช้เทคโนโลยีแทนคนมากยิ่งขึ้น

แต่ในอีกแง่มุม ถ้าพูดถึงฝั่งโซเชียลมีเดีย อันนั้นมันมีประโยชน์ต่อสายงานเราเหมือนกันนะ เราใช้โซเชียลมีเดียมากขึ้น หลาย ๆ คนรู้จักเราได้ก็เพราะ TikTok หรือโซเชียลมีเดียอื่น ๆ อีกทั้งมันยังทำให้เรามีงานพากย์เพิ่มมากขึ้นด้วย แล้วเราก็พยายามที่จะสร้างคอนเทนต์เกี่ยวกับ ‘การพากย์’ เพื่อที่จะให้คนทั่วไปได้รู้จักวงการการพากย์เสียงและรู้จักนักพากย์มากยิ่งขึ้นด้วย

จนบางทีมันก็ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าคลิปของเราหรือการที่เราทำคอนเทนต์ต่าง ๆ เหล่านี้ มันจะสามารถส่งพลังบวกหรือแพชชันให้กับเด็ก ๆ รุ่นใหม่ได้

ติดตาม เฟิร์ส-วิรุฬห์วิชญ์ ถิรสุวรรณ หรือ ‘นักพากย์ตั่วเฮีย’ ได้ที่: Facebook, TikTok และ YouTube

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...