โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'น้องเหนือ' ลูกกบ ปภัสรา เล่าเหตุเป็นโรคคลั่งผอม ซึมเศร้า และวีรกรรมที่ทำให้ถูกไล่ออกจากบ้าน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 07 มิ.ย. 2566 เวลา 07.28 น. • เผยแพร่ 07 มิ.ย. 2566 เวลา 07.14 น.

‘น้องเหนือ’ ลูกกบ ปภัสรา เล่าเหตุเป็นโรคคลั่งผอม ซึมเศร้า และวีรกรรมที่ทำให้ถูกไล่ออกจากบ้าน

กบ ปภัสรา, เอ๋ พรเทพ และลูกสาว คือ น้องเหนือ ดิสรยา เตชะไพบูลย์ พร้อมใจกันมาให้สัมภาษณ์ในรายการ ‘คุยแซ่บshow’ ทางช่องวัน 31 ทั้งในเรื่องความรัก ความสัมพันธ์ในครอบครัว และเรื่องอื่นๆ โดยกบบอกว่าถึงวันนี้เธอแต่งงานมานานถึง 23 ปีแล้ว

สำหรับฉายา ‘ซินเดอเรลล่าเมืองไทย’ ที่มีคนตั้งให้ เธอบอก “อาจจะเป็นเพราะตอนนั้นพี่เอ๋ไฮโซ ตระกูลดัง แล้วเขาพ่วงเป็นรัฐมนตรีช่วยกระทรวงวิทย์ด้วย แล้วเราเป็นอาชีพนักแสดง สายเต้นกิน รำกิน อยู่ๆ เขามามองเรา 2 เดือนเอง แต่งเลย”

เรื่องนี้ไวมาก “แต่ฉันไม่ได้ท้องก่อนแต่งนะคะ” กบบอก

ขณะฝ่ายชายก็ว่า “ช่วงนั้นมันไม่ได้มีเหตุการณ์ที่ว่านักการเมืองกับนักแสดง เราเลยกลายเป็นไวรัล ที่ว่าแต่งงานกันเปิดเผย เลยเป็นลักษณะซินเดอเรลล่า คือมั่นใจตัวเองสูงนะ เจอแล้ว ใช่เลย ก็เลยเอาไว้จีบกันหลังแต่งงานแล้วกัน”

“ทำไม 2 เดือนถึงแต่งงานเร็ว” กบอธิบายเพิ่ม “คือด้วยวัยด้วย กบอายุ 30 กว่าแล้ว พี่เอ๋ 48 อย่างที่พี่เอ๋บอก การใช้ชีวิตมันจะรอดหรือไม่รอด อยู่ที่เราสองคน เราก็ถือว่าพร้อมแล้ว ถือว่าเขาให้เกียรติเรา”

ถามว่าที่อยู่กันมาไม่เคยทะเลาะกันเลยใช่ไหม?

คนเป็นสามีบอก “ก็ตึงๆ กันไม่ได้รุนแรง เรื่องเล็กๆ นะ เรื่องใหญ่ๆ ไม่ค่อยทะเลาะกันหรอก”

ขณะน้องเหนือลูกสาวเล่าว่า “ทะเลาะกันเรื่องช้อปปิ้ง”

ส่วนกบก็ว่า “ถ้าตึงๆ ก็เรื่องลูกเป็นหลัก เรื่องช้อปปิ้งเป็นรอง”

ครั้นพิธีกรถามว่าเหมือนเรื่องที่งอนส่วนใหญ่เป็นเรื่องของอาหารการกิน เรื่องอาหารกบบอกตั้งแต่แรกแล้วว่าไม่ทำ?

เรื่องนี้กบ ปภัสรา อธิบาย “บอกตั้งแต่ขอแล้ว 1.ไม่ได้เป็นผู้หญิงหวาน เป็นผู้หญิงห้าว ไม่ได้เป็นแม่บ้าน แม่เรือน ทำอาหารไม่เป็น คือเขาเด็กนอก เราเด็กบ้านนอก แล้วเขากินอาหารไฮโซ ไม่กินปลาร้าอย่างเรา เมื่อก่อนเอาปลาร้าเข้าบ้านไม่ได้ มาวันนึงรู้สึกว่าถ้าเราไม่กิน มันก็ควรอยู่บนโต๊ะได้ วันนึงเนื้อมาวางบนโต๊ะ เขาก็ถามโอเคเหรอ ไม่ทานเนื้อ เราก็บอกไม่เป็นไร คือเราทำอย่างนั้นเพื่อจะเอาปลาร้าเข้าบ้านด้วย”

แต่แม้จะรักและเข้าใจกันขนาดนี้เธอกับเขาก็รับว่าตอนนี้แยกห้องกันนอน

“จริงๆ เราแยกมานานแล้วเนอะป่าป๊า” กบว่า

ขณะพรเทพเสริม “จริงๆ ผมเป็นคนกรนดัง แล้วก็เปิดทีวีนอน เขาไม่ต้องมืด แต่ก็ฟังเทศน์นอน เขาออกกำลังกายยังฟังเทศน์เลย”

เรื่องที่ก่อนหน้านี้ฝ่ายชายเป็นคนชอบเที่ยว รวมถึงมีวีรกรรมต่างๆนานา กบบอก “ไม่ค่อยได้กลัวเรื่องแบบนี้ เราก็มีความมั่นใจในตัวเรา เราทำมาหากินได้ด้วยตัวเราเอง เขาบอกผู้หญิงจะมีค่าเราต้องสร้างทุกอย่างด้วยตัวเราเองก่อน ถ้าเรามีแล้ว เราก็อยู่ได้ ถ้าวันนึงคนเราถ้ามันไม่ใช่ ก็คือไม่ใช่ กบมองแค่นี้ แล้วที่ผ่านมาไม่เป็นไร แต่ถ้าคุณจะมาเริ่มต้นกับเรา ต้องหยุด”

“แล้วตอนจีบกัน เมื่อก่อนมีเพจเจอร์ เลิกติดต่อกับผู้ชายคนนี้ซะ มาอย่างนี้เลย ทักมา ก็ให้ดู เราบอกไม่รู้ใคร แต่ทำไมเล่นแบบนี้ ให้หยุดเดี๋ยวนี้ด้วย แต่เขาก็บอกว่าเขาโสด เราก็คบไป พอหลังแต่งงานมีอีก มีส่งจดหมายมาที่บ้าน วัวเคยค้า ม้าเคยขี่ ก็เอาจดหมายให้ดู ทำไมมีคนส่งจดหมายมาหาหนูแบบนี้ ก็งง นี่เราแต่งงาน มีลูกแล้วนะ ทำไมยังมีจดหมายแบบนี้มาหาเรา กบมองอย่างนี้นะ คนที่รักเราก็มี เราไม่ได้แคร์ในความรู้สึก ชอบก็ชอบ ไม่ชอบก็ไม่เป็นไร เพราะว่าเรามีความสุขในชีวิตของเราพอแล้ว ถ้าเรามีความสุขในการกระทำแบบนั้น ก็คงต้องปล่อยเขา แสดงว่าเขาต้องทุกข์จริงๆ เขาถึงทำแบบนี้ได้”

ในส่วนของน้องเหนือ เจ้าตัวบอกว่า ตอนเด็กๆ เป็นคนดื้อมาก และเคยถึงขั้นหนีไปเที่ยวย่านถนนข้าวสาร

“เกเรเลย หนีเที่ยว แต่ก่อนอยู่ในเมือง คือ ตอนนั้นกำลังซ่อมบ้าน เลยย้ายไปอยู่คอนโดในเมืองเพื่อจะหนีเที่ยว ตอนนั้นอยู่ ม.3 คือเพื่อนชวน แล้วเราคิดว่าถ้าเราบอกพ่อแม่ เขาไม่ให้ไปแน่ๆ”

“ก่อนจะออก รู้ว่าบางวันแม่จะเข้ามาหอม แต่วันนั้นเพื่อนมาแล้ว ถ้าไม่ไปตอนนี้ ไม่ทันแล้วนะ ก็เลยเอาวะ เสี่ยง เอาหมอนวางใต้ผ้าห่ม เอาเสื้อมาวาง เอาหมอนคลุมไว้เหมือนเป็นผม วันนั้นแม่เกิดเอ็นดูอะไรไม่รู้อยากเข้ามากอด แตกเลยค่ะ คือเราเที่ยวมาหลายรอบแล้ว แต่รอบนั้นโดนจับได้ แล้วหนูจะไม่เอาโทรศัพท์ไป แต่ว่าแม่ดันมีเบอร์โทรศัพท์เพื่อน”

ฝั่งกบเล่าว่า ตอนเข้าไปแล้วไม่เจอลูก “หัวใจมันตก มันหายไปเลยนะ”

“คือลูกหาย แล้วเราไม่เคยเจอสภาพอย่างนี้ เปิดห้องนั้น ห้องนี้ ไม่มี พี่เอ๋ไม่อยู่บ้านไปงานเลี้ยง กบก็โทรหาป๊าลูกไม่อยู่ในบ้าน นี่ 4 ทุ่มแล้ว ไม่เคยเจอ ป๊าก็มา เราก็คิดกันลูกไปไหนในเวลาแบบนี้ ออกจากบ้านไปได้ยังไง แล้วไปกับใคร”

เหตุการณ์นั้น น้องเหนือบอกว่าส่งผลให้เกิดการทะเลาะครั้งใหญ่ “เป็นวันที่ป๊าพูดจารุนแรงกับหนู”

“ไล่ออกจากบ้านเลย” เอ๋ พรเทพ เล่า

อย่างไรก็ดี เขาบอกตอนนั้นก็ไม่คิดว่าลูกจะไป

“ตอนนั้นใช้คำว่าเหมือนผู้หญิงไม่ดี อายุขนาดนี้แล้วไปเที่ยว แล้วพอรู้ว่าไปไหน ก็ไปหากินแบบนั้นแล้วกัน ก็ไม่นึกว่าจะไป เขาออกเลย”

ฝั่งน้องเหนือก็ว่า “ตอนนั้นพ่อให้เลือก ถ้ายูไม่ไปเรียนต่อก็ออกจากบ้านไปเลย ตอนนั้นไม่อยากไปเรียนต่อ ป๊าพูดว่านี่คุมไม่ได้แล้ว ต้องให้คนอื่นคุม ต้องไปเรียนต่อเมืองนอกเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นก็ออกจากบ้านไปเลย หนูก็เดินออก”

ก่อนที่กบจะออกมาตาม “มนุษย์แม่มันไม่ไหวหรอก ทนไม่ได้” กบบอก

“ก็เดินจากคอนโดไปหน้าปากซอย จังหวะพอดีเขากำลังจะซ้อนมอเตอร์ไซค์ไป ถามจะไปไหน เขาบอกจะไปบ้านเพื่อน แล้วพาเขากลับมา คืนตอนนั้นถ้ามาไม่ทัน ฉันจะเจอภาพข่าวอะไรเยอะแยะมากมายใช่ไหม โคตรทรมานเลย”

ตอนนั้นน้องเหนือบอกว่า เธอเองก็ร้องไห้ฟูมฟาย พอแม่ชวนให้กลับบ้านจึงตัดสินใจกลับ แล้วหลังจากนั้นก็ไม่เคยหนีเที่ยวอีกเลย

“ต้องบอกว่าขอโทษนะคะที่ทำ เราคุยกันมาเยอะแล้วกับเรื่องไม่ดี ปล่อยให้เป็นเรื่องในอดีต เพราะตอนนี้มันก็ดีแล้ว”

กบเองก็เห็นด้วย

“พอมันผ่านมา วันนึงเขาเริ่มโตขึ้น สเต็ปชีวิตเขา แล้วเราเองก็ต้องปรับหาเขานะ วัยเรา รุ่นเรา ต่างกับเขาเยอะ อยู่ที่ว่าเราเข้าใจมากน้อยขนาดไหน หลังจากที่เกิดเหตุการณ์วันนั้น เราก็เริ่มคุยกันว่าเราจะปรับจูนยังไง แล้วต้องใช้ชีวิตด้วยกันยังไง เพราะว่ายังไงเราเป็นแม่ ไม่สามารถที่จะทิ้งเขาได้ เขาจะเข้าใจเรามากน้อยขนาดไหน เราไม่รู้ แต่เรารู้ว่าชีวิตเรา เราให้เขาได้ เราขอให้เขามีชีวิตอยู่ เพราะกบจะพูดกับเขาว่า เขาคือ…”

ถึงตอนนี้น้องเหนือเสริม “ลมหายใจ แก้วตาดวงใจ”

ขณะเดียวกันกบยังบอกด้วยว่าเธอไม่เคยขออะไรจากลูก ยกเว้นสิ่งเดียว ซึ่งน้องเหนือเสริมอีกว่า “อย่าโกหก”

ด้านกบบอกอีก “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในชีวิตลูก จำไว้นะ ดี ไม่ดี เลวร้ายขนาดไหน ใครทำอะไรลูก จะขู่ จะฆ่า บอกว่าถ้ามึ-บอกใครมึ-ต้องตาย ลูกเดินมาบอกแม่กับป๊าเลย เพราะมันจะตายก่อน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นมีแม่กับป๊าสองคนเท่านั้นที่ช่วยลูกได้”

น้องเหนือเล่าด้วยว่า ความเป็นลูกของเอ๋ พรเทพ กับ กบ ปภัสรา บางทีก็ทำให้รู้สึกกดดัน

“ตอนนั้นเรารู้สึกว่าป๊ากับแม่เก่งมากเลย แล้วเรามีอะไร ยังไม่ชอบเรียนวิทย์ ยังไม่ชอบเรียนเลข แล้วพ่อแม่ทำได้ทุกอย่างเลย ก็จะกดดันกับตัวเองมาก บางคนจะโพสต์ว่าแบบ คุณแม่เก่ง ทำไมลูกไม่ดี บางทีก็มีคอมเมนต์ไม่ดีเข้ามา ทำให้ยิ่งดาวน์กับตัวเอง”

การที่พ่อกับแม่ส่งพี่เลี้ยงมาประกบตั้งแต่เด็ก ก็เป็นอีกเรื่องที่ก่อนหน้านี้รู้สึกไม่เข้าใจ

“เวลาไปเที่ยวกับเพื่อน หรือไปไหน ก็มีพี่เลี้ยงคอยตามไปด้วย ถ่ายรูปส่งให้ป๊ากับแม่ดู ก็จะแบบทำไมเป็นเหมือนเพื่อนเราไม่ได้ ที่พ่อแม่เขาปล่อย ตอนนั้นด้วยความเป็นเด็กไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงมาเจอเรื่องแบบนี้ อยากจะหลุดออกจากตรงนี้ เปลี่ยนพ่อ เปลี่ยนแม่ได้ไหม เป็นฟีลนั้นเลย ไม่รู้จะอธิบายยังไง แต่พอโตขึ้นมาก็เข้าใจ”

น้องเหนือยังเล่าด้วยว่าที่ผ่านมาเธอเซ้นซิทีฟกับคำว่า ‘โกหก’ มาก เพราะ “ตอนเด็กๆ พอหนีเที่ยวก็จะโดนป๊า แม่ จับผิด จะบอกว่าเราโกหกตลอดเวลา เราเลยจะแบบ…คำนี้เป็นคำต้องห้ามของเรา ก็ตอนนี้เราไม่ทำแล้ว ไม่ได้เป็นอย่างนั้นแล้ว ไม่ต้องมาใช้คำนี้กับเราได้ไหม พอได้ยินปุ๊บ มันก็กลับมาๆ ร้องไห้”

ขณะเดียวกันคำว่า ‘อ้วน’ ก็ส่งผลต่อสภาพจิตใจ

“ด้วยความที่ประเทศไทยมีบิวตี้ สแตนดาร์ดว่าผู้หญิงต้องผอม ต้องตัวเล็ก พอจะเข้ามหาวิทยาลัย เราอยากสวย อยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง ตอนนั้นอ้วน ชอบกิน บางทีคุณพ่อชอบทักว่าช่วงนี้ยูตัวหนานะ แม่จะทักว่าตัวหนานะ พ่อก็จะแบบช่วงนี้ยูอ้วนขึ้นหรือเปล่า ด้วยเราจะขึ้นมหาลัย สังคมที่เราเจอ บิวตี้สแตนดาร์ดด้วย ทำให้เรากดดันกับตัวเองจนป่วย”

ป่วยด้วยโรคคลั่งผอม

“กินแล้วอ้วก ไม่กินเลย ทานข้าววันละ 3 คำ พอเริ่มเข้าปี 1 เป็นช่วงโควิดพอดี ก็อยู่บ้าน ตอนนั้นติดเกม น้ำหนักลดไป 10 โลโดยไม่รู้ตัว คือเล่นเกม กินข้าวหน้าจอ บางทีก็ทานน้อย เป็นครั้งแรกที่ชอบตัวเองในเวอร์ชั่นแบบนี้ เราผอม เราสวย นั่งคิดว่าวันๆ เราทำอะไรบ้าง อ่อ เราไม่กินข้าว”

“ตอนนั้นกินข้าวแล้วต้องไปอ้วก คือผอมแห้ง แรงน้อย จะเป็นลม”

สุดท้ายก็ถูกนำส่งโรงพยาบาล

“เราอยู่กับเขา จะบอกว่าผอมไปไหม โอเคผอมอะ สวย แต่ลูกไม่กินข้าว ไม่มีอาหาร ไม่มีโปรตีน เข้าไปในร่างกาย ทุกอย่างชั่ง มีตราชั่งมาวางที่โต๊ะอาหาร ของหวาน ของมัน ของทอดคือไม่ได้ ผักคือต้องต้ม”

เป็นอย่างนี้นานถึง 3 ปี

“โรคนี้มันมาคู่กับซึมเศร้า หนูเป็นซึมเศร้าด้วย” น้องเหนือเล่า อย่างไรก็ตามเธอบอกว่าตอนนี้อาการดีขึ้นแล้ว

สำหรับการที่น้องเหนือก้าวเข้าวงการบันเทิง กบบอกว่า เธอก็ดีใจ

“แต่การดีใจของเรา นั่นคือเขาต่อสู้มาด้วยตัวเขาเอง ไม่ได้ผ่านมาจากตัวกบ น้องเหนือเป็นเด็กคนนึง เขาไม่ชอบเส้นพ่อ เส้นแม่”

แต่กระน้้นก็ยังมีคนเข้าใจผิด คิดว่าลูกเข้ามาได้เพราะเธอ

“เยอะมาก เราจะแคร์ความรู้สึกเรื่องเปรียบเทียบ แบบความสามารถไม่ต้องมีหรอก พ่อแม่มีให้ครบอยู่แล้ว แม่เองก็เป็นผู้จัดอยู่แล้ว คือไม่ใช่ เขาเองก็ต้องไปเวิร์กช้อปกับคนอื่น”

“อย่างแรกเลย เดินไปบอกแม่ว่าหนูอยากเล่นละคร” คราวนี้น้องเหนืออธิบาย

“แต่ก็ต้องไปไฟท์ด้วยการที่ต้องไปแคสติ้งเอง ส่งให้ช่องดู เหมือนกับทุกๆ คน”

และสำหรับตอนนี้แม้จะผ่านการแคสต์เรียบร้อย แต่เธอก็ยอมรับว่ายังไม่วายรู้สึกกดดัน

“กลัวโดนเปรียบเทียบกับคุณแม่ เรื่องนี้มันโดนอยู่แล้ว ถ้าเมื่อก่อนจะแคร์มาก แต่ตอนนี้เข้าใจมากขึ้น ว่าเราทำให้ทุกคนชอบเราไม่ได้ มีทั้งรัก ทั้งเกลียดเรา เขาจะเปรียบเทียบช่างเขา”

“เราทำให้ดีที่สุด”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...