โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

สื่ออังกฤษพาดหัวเลือกตั้งไทย “ชินวัตรสู้เผด็จการ” ฟื้นประเทศรอบทศวรรษ

VoiceTV

อัพเดต 09 พ.ค. 2566 เวลา 08.35 น. • เผยแพร่ 09 พ.ค. 2566 เวลา 08.23 น. • กองบรรณาธิการวอยซ์ออนไลน์

“เราจะช่วยกันทวงคืนประชาธิปไตย ทวงคืนชีวิต” แพทองธารวัย 36 ปี กล่าวที่สนามกีฬาในกรุงเทพฯ ที่ประดับด้วยสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยเมื่อเดือนที่แล้ว

The Financial Times รายงานว่า แพทองธารกำลังแสวงหาชัยชนะอย่างท่วมท้น ภายใต้กฎการเลือกตั้งที่ซับซ้อนของประเทศ โดยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจของไทยที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถูกรุมเร้าด้วยการเข้ายึดครองอำนาจโดยเผด็จการทหาร และการปราบปรามผู้เห็นต่างอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ The Financial Times ระบุว่า หากพิจารณาถึงอิทธิพลของกองทัพไทยในประเทศเพื่อนบ้าน ผลการเลือกตั้งในวันอาทิตย์นี้จะส่งผลกระทบไปทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์กับ The Financial Times ว่า “การเลือกตั้งในไทยจะส่งผลที่ตามมาอย่างลึกซึ้ง” ต่อ “การต่อสู้ระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตย” ทั่วทั้งภูมิภาค

The Financial Times รายงานว่า แพทองธารเพิ่งเข้าสู่สนามการเมืองอย่างจริงจังเมื่อปีที่แล้ว และการเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของเธอถูกมองจากบางฝ่ายว่า อาจเป็นชนวนเหตุแผ่นดินไหวทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่ และยิ่งกว่านั้นคือการกลับมาของบิดาของเธอ มหาเศรษฐีด้านโทรคมนาคมผู้ลี้ภัยที่ถูกเนรเทศ และอดีตนายกรัฐมนตรีอย่าง ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งถูกปลดออกจากตำแหน่งจากการถูกทำรัฐประหารเมื่อปี 2549

หนังสือพิมพ์ของสหราชอาณาจักรระบุว่า ครอบครัวชินวัตรถูกประณามโดยกองทัพที่มีอำนาจและฝ่ายจัดตั้งกลุ่มนิยมกษัตริย์ แต่พวกเขายังคงเป็นที่รักของประชาชนบางส่วนในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบททางตอนเหนือ ด้วยนโยบายบรรเทาความยากจน อาทิ โครงการรักษาพยาบาลถ้วนหน้า 30 บาทรักษาทุกโรค

ทักษิณ “ได้เปลี่ยนเกมไป” ฐิตินันท์กล่าวกับ The Financial Times ก่อนระบุเสริมว่า อดีตนายกรัฐมนตรีไทย “ทำให้แพลตฟอร์มนโยบายสามารถส่งมอบได้ และเขาส่งมอบมัน… พรรคมีอำนาจมากจนกลายเป็นความท้าทายต่อศูนย์กลางระบอบอำนาจ”

The Financial Times รายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ผู้ดำรงตำแหน่งอดีตหัวหน้ารัฐบาลทหาร เข้ายึดอำนาจรัฐบาลจากการเลือตั้งในปี 2557 โดยปลด ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวของทักษิณ และอดีตนายกรัฐมนตรีอีกคนหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนโฉมตัวเองเป็นผู้นำพลเรือน

The Financial Times รายงานเสริมว่า กลุ่มสิทธิมนุษยชนวิพากษ์วิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์ในการปราบปรามผู้เห็นต่าง และปราบปรามการประท้วงที่นำโดยเยาวชนในปี 2563 ซึ่งเรียกร้องให้มีการจำกัดอำนาจสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย โดยฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าวหาว่า พล.อ.ประยุทธ์ “ไม่เคารพสิทธิมนุษยชน” ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีไทยคนปัจจุบัน ยังรื้อฟื้นการดำเนินคดีภายใต้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 15 ปีในข้อหาดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์

The Financial Times ระบุว่า แม้ว่านานาชาติจะวิจารณ์ แต่ พล.อ.ประยุทธ์ชนะการเลือกตั้งในปี 2562 และลงสมัครรับเลือกตั้งอีกครั้งตามคำมั่นสัญญาว่าจะอยู่ต่อ แม้จะถูกจำกัดให้ดำรงตำแหน่งได้จนถึงปี 2568 ภายใต้เงื่อนไขของรัฐธรรมนูญที่มีกองทัพหนุนหลังเท่านั้น “จะไว้ใจกัปตันอายุมากประสบการณ์อย่างผม หรือนักบินอายุน้อยให้ขับเครื่องบินลำนี้” The Financial Times รายงานอ้างอิงคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ที่กล่าวออกมาเมื่อไม่นานนี้

หนังสือพิมพ์ด้านเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักร ยังรายงานถึงประวัติของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่มัวหมองจากการระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกและเศรษฐกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยวของไทยอย่างรุนแรงเป็นพิเศษ โดยถึงแม้ว่าจะมีการกลับมาเดินทางระหว่างประเทศอีกครั้ง โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวจีน ที่คาดว่าอาจมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่เงินบาทที่แข็งค่าได้ทำให้ผู้ส่งออกได้รับผลกระทบรุนแรง

ทั้งนี้ จากการประมาณการของรัฐบาลไทยระบุว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจะมีอยู่ที่ 2.7-3.7% ในปี 2566 ตามมาด้วยการรณรงค์หาเสียงที่ได้กลายเป็นการแข่งขันกัน ของคำมั่นสัญญาประชานิยมที่มีมูลค่ารวมหลายแสนล้านบาท ตั้งแต่การขึ้นค่าจ้างและเงินบำนาญ ไปจนถึงการอุดหนุนและการแจกเงินสด

The Financial Times รายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ยังคงรั้งท้ายในการสำรวจความคิดเห็นความนิยม แต่จะได้รับความช่วยเหลือจากข้อเท็จจริงที่ว่าระบอบทหารยังมีอำนาจยับยั้งนายกรัฐมนตรีอย่างได้ผล โดยวุฒิสมาชิกที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลทหารจำนวน 250 คน จะทำการลงคะแนนร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 500 คน ซึ่งส่งผลให้ฝ่ายค้านจากรัฐสภาชุดก่อน ต้องการที่นั่งอย่างน้อย 376 ที่นั่งในการเลือกนายกรัฐมนตรีของพวกเขาเอง

The Financial Times ระบุว่า ชะตากรรมของพรรคเพื่อไทยใต้การนำของแพทองธาร ซึ่งมีเป้าหมายที่นั่งประมาณ 310 ที่นั่ง อาจขึ้นอยู่กับพรรคก้าวไกล ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นเยาวชนและชนชั้นกลางในเมือง โดย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคก้าวไกล เพิ่งมีคะแนนนิยมในผลสำรวจแซงหน้าแพทองธารไปเมื่อเร็วๆ นี้ แต่การเมืองที่ก้าวหน้าทำให้เกิดเรื่องน่าอึดอัดใจสำหรับพรรคเพื่อไทย เนื่องจากพรรคก้าวไกลเรียกร้องให้มีการปฏิรูปอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และการยุติการเกณฑ์ทหาร

แพลตฟอร์มของพรรคก้าวไกลเปรียบเสมือน “การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์” ฐิตินันท์กล่าวกับ The Financial Times “มันไม่ใช่แค่การตระหนักถึงคนจนและการแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมกัน แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการปฏิรูปโครงสร้างสถาบันดั้งเดิมที่บริหารประเทศไทย”

The Financial Times ระบุว่า พรรคเพื่อไทยใช้การพูดแบบสองนัยในการยกเครื่องรัฐธรรมนูญหรือตัดทอนอำนาจสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งอาจเปิดช่องให้ให้มีพันธมิตรร่วมอื่นๆ อย่างพรรคพลังประชารัฐที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ผู้มีอำนาจรองจาก พล.อ.ประยุทธ์ในพรรครวมไทยสร้างชาติ “เป็นไปไม่ได้ที่พรรคเพื่อไทยจะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว” พรรณชฎา ศิริวรรณบุศย์ จากคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวกับ The Financial Times โดยเธอระบุเสริมว่า เพื่อให้ได้รับเสียงสนับสนุนจากวุฒิสภา พรรคเพื่อไทยต้องเผชิญกับทางเลือกของ “นายพลสองคน ประยุทธ์หรือประวิตร”

อย่างไรก็ดี The Financial Times ระบุว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (7 พ.ค.) แพทองธารได้ประกาศตัดขาดความร่วมมือกับพรรคพลังประชารัฐ ในความพยายามครั้งสุดท้ายเพื่อเสริมฐานสนับสนุนพรรคของเธอ แต่ The Financial Times ระบุเสริมว่า การเป็นพันธมิตรระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล อาจทำให้ทหารหรือตุลาการเข้าแทรกแซงได้

“มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดความไม่สงบบางอย่าง เพราะหากตัวเลขเหล่านี้ออกมาตามที่โพลชี้แนะ การแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของพรรคก้าวไกล จะเป็นเรื่องยากมากที่ศูนย์อำนาจที่จัดตั้งขึ้นจะทนได้” พรรณชฎาระบุกับ The Financial Times

The Financial Times รายงานต่อไปว่า ในขณะเดียวกัน ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งลี้ภัยอยู่ในดูไบตั้งแต่ปี 2551 ได้ให้คำมั่นที่จะกลับมายังประเทศไทยอีกครั้ง แม้จะต้องเผชิญกับความผิดที่เกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชันมากมาย โดยทักษิณและพรรคเพื่อไทยปฏิเสธและยืนยันว่า การส่งแพทองธารเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เกี่ยวข้องกับจุดประสงค์การนิรโทษกรรม แม้ทักษิณจะเป็นไม้เบื่อไม้เมาของฝ่ายทหารผู้นิยมลัทธินิยมกษัตริย์

The Financial Times รายงานว่า ทักษิณในวัย 73 ปี ย้ำถึงความตั้งใจของเขาที่จะกลับประเทศไทย โดยได้ให้เหตุผลเพื่อพบกับหลานคนที่ 7 ของเขา ซึ่งแพทองธารได้ให้กำเนิดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว “แล้วพบกันใหม่” ทักษิณระบุบนทวิตเตอร์ส่วนตัว

ที่มา:

https://www.ft.com/content/01565e62-360a-47f9-910b-67055bf92c83?fbclid=IwAR1l32auES14hlgV5Q4zazKW1XtMyfR9RMuFc58TOlDUHxscQWdfnfUM1oU

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...