โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจสุราสี-สุราขาว ในกระแสเปลี่ยนแปลง

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 19 พ.ค. 2566 เวลา 05.46 น. • เผยแพร่ 19 พ.ค. 2566 เวลา 05.45 น.

การเปลี่ยนแปลงเชิงพัฒนาการ จักเกิดขึ้นในจังหวะเวลาที่เป็นไปได้เสมอ

ว่ากันด้วยเรื่องสลักสำคัญบางเรื่อง คงอยู่มานาน อาจไม่มีใครคิดว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจะเกิดขึ้นโดยง่ายและโดยเร็ว แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงเชื่อว่าจะมาถึงในไม่ช้า อาจไม่ง่าย แต่ให้ภาพสะท้อน ภาพ “ตัวแทน” กระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคมไทยในภาพใหญ่ ด้วยพลังขยับเขยื้อนครั้งสำคัญอีกครั้ง

อันที่จริง ภาพนั้นมีที่มา มีความต่อเนื่องของพลังงานการเปลี่ยนแปลงมาพักใหญ่ๆ จับภาพและมองผ่านความเคลื่อนไหวเพื่อการเปลี่ยนกฎ กติกา ผ่านกระบวนการทางการเมืองที่ก้าวไปข้างหน้า อ้างอิงกรณีความพยายามก้าวพ้น ยุค “ครอบงำ” แห่งตำนานธุรกิจสุรา

ตำนานอุตสาหกรรมเก่าแก่และทรงอิทธิพลอย่างมากในสังคมไทย มีเรื่องเล่าในเรื่องราวมาเกือบๆ ศตวรรษ

“อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีพัฒนาการมาจากการผลิตสุราพื้นบ้าน หรือสุราแช่ (สุราที่เกิดจากการหมักข้าวหรือน้ำตาล) ในยุคแรก (ปี 2470) รัฐเป็นผู้ผูกขาดการผลิตและจำหน่ายสุรา ทำการผลิตสุราขาวที่โรงงานสุราบางยี่ขัน (ขึ้นอยู่กับกรมสรรพสามิต) และมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสุราขาว มาผลิตสุราประเภทอื่นเพิ่มเติม…” ข้อมูลเมื่อปีที่แล้วซึ่งอ้างอิงได้ เชื่อว่าคงให้ภาพเป็นปัจจุบัน (บางตอนของงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เรื่อง “แนวโน้มธุรกิจ/อุตสาหกรรมปี 2565-2567 : อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม” 1 กุมภาพันธ์ 2565) ให้ภาพที่มาที่มีความสัมพันธ์

ตำนานต่อเนื่องข้างต้นอย่างกว้างๆ มีอีกบางตอน (อ้างแล้วข้างต้น) “…ต่อมารัฐมีนโยบายให้เอกชนเข้ามาดำเนินการผลิตได้นับจากปี 2502 โดยให้เอกชนประมูลสิทธิดำเนินกิจการโรงงานสุราบางยี่ขันในช่วงปี 2503-2542” ในขณะนั้นมีเรื่องราวเฉพาะเจาะจงอยู่ด้วย อย่างผมเองเคยเสนอไว้เมื่อไม่นานมานี้

“เปิดฉากขึ้นเมื่อกว่าครึ่งศตวรรษ กับสินค้าที่มีฐานผู้บริโภคกว้างใหญ่ จากยุคสัมปทานตำนานสุราสี ‘แม่โขง’ (2503) และ ‘หงส์ทอง’ (2524) จนมาถึงยุคสุราขาว กรมสรรพสามิต เปิดประมูลให้เอกชนรายเดียวได้สัมปทานผลิตและจำหน่ายในขอบเขตทั่วประเทศ (2522) ปรากฏการณ์อย่างหลังมาถึง พร้อมๆ กับกระบวนการทำลายการผลิตสุราชุมชนและท้องถิ่น ถูกเรียกว่า ‘เหล้าเถื่อน’ เป็นไปอย่างแข็งขันอย่างเหลือเชื่อ แทบจะราบคาบ” (เรื่อง “สุรา-เบียร์ก้าวหน้า” มติชนยสุดสัปดาห์ มิถุนายน 2565)

จุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญมากๆ ในอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่ว่า เกิดขึ้นในราวปี 2530 เมื่อธุรกิจสุราสี-สุราขาว เกิดกระบวนการหลอมรวมมาอยู่ในมือเดียว เกี่ยวข้องกับตำนานการสร้างความมั่งคั่งของธุรกิจครอบครัวหนึ่ง เชื่อมโยงกับตระกูลธุรกิจผู้ร่ำรวยอันดับต้นๆ ของไทย

กับตำนานและความเป็นมาของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ ไทยเบฟ

ที่มีเจริญ สิริวัฒนภักดี เป็นผู้ก่อตั้งและคงเป็นผู้นำในปัจจุบัน ที่สำคัญเขาคงอยู่ในทำเนียบ Billionaires 2023 เช่นในหลายๆ ปีที่ผ่านมา ในฐานะผู้ร่ำรวยติดอันดับโลก (ในปีนี้อยู่ในอันดับ 118) และเป็นผู้ร่ำรวยที่สุดเป็นอันดับ 2 ของสังคมไทย ด้วยมีมูลค่าความมั่งคั่งถึงระดับ 5 แสนล้านบาท

แม้ว่าภาพเคลื่อนไหวต่อจากนั้น ดูมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่มากับ “นโยบายเปิดเสรีการผลิตและจำหน่ายสุราในปี 2543” ทว่า ภายใต้กลไกบางอย่าง มิได้สั่นคลอนภาวะผูกขาดของอุตสาหกรรมแต่ดั้งเดิมแต่อย่างใด

“ปัจจุบันอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีผู้ผลิตไม่มากนัก เนื่องจากลักษณะอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงและเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย อีกทั้งกฎระเบียบของทางการไทยเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้มีสิทธิขอรับใบอนุญาตผลิตและขายส่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไทย และมาตรฐานโรงงานผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใน “ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง วิธีการบริหารงานสุรา พ.ศ.2543″ ทำให้เป็นอุปสรรคในการเข้าสู่อุตสาหกรรมของผู้ประกอบการ SME โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการผลิตสุราและเบียร์” บทวิเคราะห์ของธนาคารกรุงศรีอยุธยาก็ว่าไว้อย่างนั้น

เป็นไปอย่างสอดคล้องภาพระดับธุรกิจอย่างที่เคยเสนอไว้ด้วยเช่นกัน

ปี 2542 กล่าวกันว่า มีการเปิดเสรีการผลิตและจำหน่ายสุรา แต่ในทางความเป็นจริง กลายเป็นมหากาพย์การหลอมรวมอยู่ในมือเดียวครั้งใหญ่

“สัมปทานโรงงานสุราสิ้นสุดลงในปี พ.ศ.2542 และรัฐมีนโยบายเปิดเสรีการค้าสุรา บริษัท สุราบางยี่ขัน จำกัด ซึ่งอยู่ในเครือบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ชนะการประมูลซื้อโรงงานสุราบางยี่ขัน จังหวัดปทุมธานี และบริษัทในเครืออีก 11 บริษัท ชนะการประมูลซื้อโรงงานสุราของกรมสรรพสามิต 11 โรงงาน บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทในเครือจึงมีโรงงานสุราที่ซื้อจากรัฐบาลทั้งหมด 12 โรงงาน และเริ่มดำเนินกิจการตั้งแต่ปี พ.ศ.2543 เป็นต้นมา”

ข้อมูลของไทยเบฟฯ เองได้ว่าไว้ ทั้งนี้ ในระยะต่อมาได้กระชับแผนการมากขึ้นอีก ด้วยได้ดำเนินแผนการเข้าซื้อกิจการโรงงานสุรารายอื่นๆ

อาทิ “เข้าซื้อโรงงานสุราจากบริษัท สินสุรางค์การสุรา จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตสุราตราเสือขาว” (ปี 2549) และ “เข้าซื้อบริษัท ประมวลผล จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตสุราตราหมีขาว” (ปี 2550)

จึงมาถึงบทสรุปที่ว่า เครือข่ายธุรกิจดั้งเดิม ได้เข้ามาอยู่ภายใต้เครือข่ายไทยเบฟฯ ผู้นำและผู้ครอบครองธุรกิจไว้อย่างมั่นคง ดังภาพเชิงรายละเอียดของบทวิเคราะห์ของธนาคารกรุงศรีอยุธยาอย่างที่อ้างไว้

“อุตสาหกรรมสุรา ตลาดถูกผูกขาดโดยกฎระเบียบของทางการทำให้การเข้ามาแข่งขันของผู้ผลิตรายใหม่ค่อนข้างยาก บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ จึงครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดถึงกว่า 80% มีความพร้อมด้านเงินทุน ศักยภาพในการผลิต และมีอำนาจทางการตลาดสูงจากการขยายไลน์การผลิตเครื่องดื่มครบวงจร มีโรงงานสุราในเครือ 18 โรง และมีบริษัทในเครือนำเข้าสุราเข้ามาจำหน่าย ปัจจุบัน บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ มีผลิตภัณฑ์สุราสนองความต้องการผู้บริโภคทุกระดับกว่า 30 แบรนด์…”

อีกมิติหนึ่งเกี่ยวกับนโยบายเปิดเสรีการผลิตและจำหน่ายสุราในปี 2543 เปิดทางให้ธุรกิจเบียร์ในไทยปรับเปลี่ยนจากภาวะผูกขาด สู่การแข่งขันน้อยราย เพียงเพื่อมีรายใหญ่บางรายเข้ามา ซึ่งเป็นรายใหญ่ในธุรกิจสุราอย่างที่ว่าไว้ข้างต้น โดยทิ้งบรรดารายย่อย รายเล็กไว้ข้างหลัง

ดังภาพที่ปรากฏ “อุตสาหกรรมเบียร์ ตลาดในประเทศถูกควบคุมโดยผู้ผลิตรายใหญ่ 2 ราย คือ บจก.บุญรอดบริวเวอรี่ …และ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ … ซึ่งมีศักยภาพในการดำเนินกิจการสูง มีความได้เปรียบด้านเงินทุน และมีการกระจายสินค้าผ่านช่องทางจัดจำหน่ายที่มีประสิทธิภาพ ปัจจุบันทั้งสองรายมีส่วนแบ่งตลาดรวมกันถึง 93% ของปริมาณจำหน่ายเบียร์ในประเทศ” (บทวิเคราะห์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา)

ว่าเฉพาะความเคลื่อนไหวไทยเบฟฯ ตั้งแต่เข้าตลาดหุ้นสิงคโปร์หรือ SGX (ปี 2549) กับแผนการใหญ่เข้าซื้อธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ – Fraser and Neave ยักษ์ใหญ่ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มแห่งสิงคโปร์ (ปี 2555)

สะท้อนถึงแผนการปรับตัวสู่การแข่งขันในพื้นที่กว้างขึ้นกว่าประเทศไทย ในภาวะการแข่งขันทางธุรกิจอย่างเสรีมากขึ้น

บทเรียนและประสบกาณ์ในช่วงทศวรรษมานี้ เหมือนเป็นสัญญาณการปรับตัวอย่างน่าสนใจ ตามพัฒนาการควรเป็นเชื่อว่าไม่นานจะเกิดขึ้น ทว่า มีบางจังหวะสะดุดไป จะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม อยู่ในช่วงรัฐบาล (ที่มีผู้นำ) ทหาร (2557-2566) ปรากฏ “แรงเฉื่อย” เกิดขึ้นบางระดับ

จากนี้ไป เชื่อว่าคงกระชับและยกระดับแผนการปรับตัวอย่างจริงจัง •

วิรัตน์ แสงทองคำ | https://viratts.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...