งบประมาณพันล้าน ทำไมต้อง 'เติมทรายชายหาด'? ทางออกที่ดีที่สุดของชายฝั่งกัดเซาะ?
งบประมาณพันล้าน คุ้มมั้ย? ทำไมต้อง ‘เติมทรายชายหาด’ ? ทางออกที่ดีที่สุดของชายฝั่งกัดเซาะจริงหรือ? มาทำความเข้าใจ ในโพสต์นี้ไปพร้อมกัน
การเติมทรายเป็นการสร้างโครงสร้างแบบอ่อน โดยนำทรายจากบริเวณอื่นมาถมเติมในบริเณหาดทรายที่ถูกกัดเซาะไป วิธีการนี้มีค่าใช้จ่ายที่สูง บวกกับมีกำหนดระยะเวลาเติมทรายเรื่อยๆ เพื่อทดแทนส่วนที่ถูกกระแสน้ำพัดพาไป มี#ข้อดี คือ ช่วยรักษาทัศนียภาพบริเวณชายหาด, เพิ่มพื้นที่ชายหาดให้ใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น
ช่วยป้องกันอาคารและวิ่งปลูกสร้างบริเวณชายหาดจากการกัดเซาะได้ระดับหนึ่ง และ มีผลกระทบ ’น้อย’ กว่าการสร้างกำแพงหรือเขื่อนกั้นคลื่น ส่วน#ข้อเสีย คือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพทางกายภาพและระบบนิเวศของแหล่งทรายเดิม และ ไม่สามารถหยุดยั้งการกัดเซาะที่เกิดขึ้น ต้องเติมทรายตลอดทุก 10 ปี
#โครงการเติมทรายที่ได้ดำเนินการแล้ว
ในประเทศไทยมีการเติมทรายลดการกัดเซาะไป 4 แห่ง ได้แก่
แห่งที่ 1 ชายหาดพัทยา จังหวัดชลบุรี
ดำเนินการเสร็จ เมื่อกุมภาพันธ์ 2562 ตลอดแนวชายหาดพัทยาเหนือ ถึง หาดพัทยาใต้ ด้วยงบประมาณ 420,000,000 บาท
แห่งที่ 2 ชายหาดสมิหลา-ชลาทัศน์ จังหวัดสงขลา
ปัจจุบันโครงการยังไม่เสร็จ ใช้งบประมาณปี 2559 จำนวน 269,000,000 บาท
แห่งที่ 3 หาดจอมเทียน จังหวัดชลบุรี
โดยแบ่งโครงการออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ความยาว 3.575 กิโลเมตร งบประมาณก่อสร้าง 586,047,000 บาท และ ระยะที่ 2 ความยาว 2.855 กิโลเมตร งบประมาณ 400,000,000 บาท ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินงานมาสู่ระยะที่ 2 เรียบร้อยแล้ว
แห่งที่ 4 หาดหัวหิน จังหวัดตรัง (มีการยื่นงบประมาณไปแล้วแต่ไม่ผ่านงบประมาณ)
ความยาว 500 เมตร งบประมาณ 50,000,000 บาท
สิ่งที่เห็นได้ใชัคืองบประมาณการเติมทรายที่สูงมาก ๆ ประมาณกิโลเมตรละ 150-200 ล้านบาท ทาง Environman ได้พูดคุยกับคุณ ‘น้ำนิ่ง’ อภิศักดิ์ ทัศนี กลุ่มอนุรักษ์ชายหาด Beach for life ถึงเหตุผลของการ ‘เติมทรายชายหาด’ โดยคุณน้ำนิ่งได้เล่าว่า การเติมทรายชายหาดนั้นจะต้องพิจารณาถึง ‘คุณค่า’ ที่สัมพันธ์กับ ‘มูลค่า’
อย่างหาดพัทยาและหาดจอมเทียน การเติมทรายช่วยรักษาคุณค่าทางเศรษฐกิจเอาไว้ได้ เพราะเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวยอดนิยม สร้างรายได้ให้กับคนในบริเวณนั้นได้มาก ส่วนชายหาดสมิหลา-ชลาทัศน์ ที่สงขลา อาจไม่ได้สร้างเม็ดเงินได้เท่า แต่กลับมี ‘คุณค่าทางวัฒนธรรม’ ต่อคนในพื้นที่ เพราะคนในพื้นที่ได้ใช้พักผ่อนหย่อนใจและรักษาทัศนียภาพไว้ได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งทางกรมเจ้าท่าเองต้องมีการชั่งน้ำหนักให้ดี เพราะในบางจุด เมื่อทำไปแล้วอาจจะไม่คุ้มค่าเงินลงทุน สู้ปล่อยให้หาดฟื้นฟูตามธรรมชาติจะดีเสียกว่า
#จะมีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของการเติมทรายมั้ย?
คุณน้ำนิ่งได้กล่าวว่า ทุกการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งนั้นเกิดผลกรทบทางสิ่งแวดล้อม ‘ทั้งหมด’ แต่เมื่อลองชั่งน้ำหนักแล้ว การเติมทรายนั้นจะมีผลกระทบในระยะแรก อย่างชะอำมีการทำกำแพงกันคลื่น ที่ต้องใช้โครงสร้างแข็ง จากหาดทรายกลายเป็นปูน ซึ่งระบบนิเวศจะเปลี่ยนไปแบบ ‘ถาวร’ แต่ถ้าใช้การเติมทรายตั้งแต่ตอนแรกจริงอยู่ที่ช่วงแรกอาจจะมีผลกระทบต่อวงจรสัตว์น้ำ แต่เมื่อผ่านไปมันจะ ‘ฟื้นฟูกลับมาได้’ ซึ่งต้องมีการพิจารณาอีกว่าบริเวณนั้นมีปะการังมั้ย มีหญ้าทะเลหรือป่าว การใช้ม่านกันตะกอนร่วมด้วย
#แม้จะเป็นวิธีที่ดีที่สุดแต่ก็ไม่ใช่สำหรับทุกที่
การเติมทรายคือทางออกที่เป็นมิตรต่อชายหาดมากที่สุด แม้จะมีมูลค่าที่สูง แต่ก็ไม่ได้เหมาะกับทุกพื้นที่เนื่องจากการเติมทราย 4 แห่งที่ผ่านมา ได้รับผลดีมากกว่าผลเสีย ทว่ามีข้อสังเกตว่า การเสริมทรายหาดหัวหิน ที่ตรัง (มีการยื่นงบปี 66 แต่ไม่ผ่านงบประมาณ) มีข้อกังวล ทั้งสภาพพื้นหาดหินปนทราย และมีการใช้ประโยชน์พื้นที่ชายฝั่งไม่สูงนัก เมื่อเทียบกับชายหาดอื่นๆ ในบริเวณนั้นมีแหล่งหญ้าทะเล เป็นพื้นที่อาศัยของพะยูนและสัตว์หายาก การเติมทรายบริเวณนี้ได้ศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้านแล้วหรือไม่
จากการรวบรวมของเพจ Beach for life
พบว่ามีแผน‘การศึกษา’กระจายอยู่ในชายหาดต่าง ๆ เพื่อเตรียมพร้อมทที่จะขยายโครงการดังนี้
1. จังหวัดระยอง บริเวณหาดเเสงจันทร์
2. จังหวัดชลบุรี จำนวน 5 ชายหาด ได้เเก่ หาดบางเเสน หาดพัทยา หาดจอมเทียน หาดดงตาล เเละหาดบางเสร่
3. จังหวัดเพรชบุรี บริเวณหาดชะอำ
4. จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ บริเวณหาดปราณบุรี
5. จังหวัดชุมพร บริเวณหาดทรายรี
6. จังหวัดพังงา บริเวณหาดเขาหลัก
7. จังหวัดตรัง หาดหัวหิน
8. จังหวัดสงขลา บริเวณหาดสมิหลา
จึงเป็นหน้าที่รัฐต้องชั่งน้ำหนัก และเปิดเผยข้อมูลพวกนี้ว่าบอกกับสาธารณะอย่างตรงไปตรงมาถึงคุ้มค่าอย่างกรณีพัทยาที่ทำไปแล้วคุ้มค่า แต่จอมเทียนเองก็ยังมีข้อสงสัยถึงการเติมทราย ที่จำเป็นที่จะต้องเติมกว้างขนาดนั้นหรือไม่? หากมีข้อมูลที่เปิดเผยภาคประชาชนสามารถตรวจสอบและพิจารณาถึงความเหมาะสมได้
คุณน้ำนิ่ง กล่าวทิ้งท้าย “เราควรเลือกมาตรการที่อ่อนที่สุดก่อน คือการไม่ทำอะไรหากมันไม่ได้มีผลกระทบร้ายแรง หรือถ้าเราเลือกมาตรการที่จะทำอะไรที่เป็นยาแรงขึ้นเราก็ต้องประเมินผลกระทบข้างเคียงที่จะเกิดขึ้น รวมถึงความคุ้มค่าในการที่จะจ่ายเงินลงทุนด้วย”
ที่มา
https://www.facebook.com/Beachforlife.BFL