โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ยาเลื่อนประจำเดือนทานอย่างไรให้ปลอดภัย

Health Daily

เผยแพร่ 15 มิ.ย. 2566 เวลา 07.20 น.

ยาเลื่อนประจำเดือนทานอย่างไรให้ปลอดภัย

สาวๆหลายๆคนกังวลว่าวันนั้นของเดือนจะมาในวันที่มีธุระรึเปล่า…บางคนมีเเผนวางจะไปเที่ยวทะเล อวดชุดบิกีนี่ บางทีต้องอดไป เพราะวันนั้นของเดือน เเต่ก็คงเคยได้ยินถึงยาที่สามารถช่วยเลื่อนการมีประจำเดือนออกไปได้ นั่นก็คือ ยาเลื่อนประจำเดือนนั่นเอง บางคนก็อาจจะเคยใช้ หรือ บางคนอาจจะยังไม่เคย เเละก็มีความกังวลว่า ยาเลื่อนประจำเดือนเมื่อทานเเล้วจะมีผลอะไรรึเปล่า…วันนี้ Health Daily จะพามาทำความรู้จัก เเละ วิธีการทาน ยาเลื่อนประจำเดือนทานอย่างไรให้ปลอดภัย

ยาเลื่อนประจำเดือน คืออะไร?

ยาเลื่อนประจำเดือน คือ ยาที่รับประทานเข้าไปแล้วสามารถช่วยให้ประจำเดือนที่จะมาถึงในรอบวันตามปกติ ถูกเลื่อนออกไปเป็นวันอื่นได้ โดยการทำงานของยาเลื่อนประจำเดือน คือ ยาจะเข้าไปออกฤทธิ์ ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกไม่หลุดลอกออกมาเป็นเลือดประจำเดือน และจะออกฤทธิ์ไปจนกว่าจะหยุดกินยา เช่น หากเราต้องการเลื่อนประจำเดือนไป 3 วัน เราก็ทานยาไป 3 วัน เเละวันที่ 4 ให้หยุดทานยา ประจำเดือนของเราก็จะมาหลังจากนั้น 2-3 วันค่ะ

วิธีกินยาเลื่อนประจำเดือนอย่างถูกต้อง

ยาเลื่อนประจำเดือน ใช้กินก่อนวันที่ประจำเดือนจะมาอย่างน้อย 3-5 วัน โดยต้องกินยาตามน้ำหนักตัว

น้ำหนักตัวน้อยกว่า 60 กิโลกรัม กินยาครั้งละ 1 เม็ด วันละ 2 ครั้ง

น้ำหนักตัวมากกว่า 60 กิโลกรัม กินยาครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้ง

และเมื่อหยุดกินยา ประจำเดือนจะมาภายใน 2-3 วัน

Redhead caucasian woman with menstrual period cramp in the bathroom

ข้อควรระวังในการใช้ยาเลื่อนประจำเดือน

ไม่ควรกินยาเลื่อนประจำเดือนติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์ เพราะอาจทำให้รอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ประจำเดือนมาถี่ ประจำเดือนมาแบบกะปริบกะปรอย หรือประจำเดือนอาจไม่มาในครั้งต่อๆ ไปได้ และยังอาจทำให้มีอาการปวดศีรษะ คัดตึงเต้านม คลื่นไส้ หรือวิงเวียนศีรษะ **ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ที่ทานยาเลื่อนประจำเดือนจะมีอาการเหล่านี้**

หมายเหตุ กลุ่มคนที่ไม่ควรรับประทานยาเลื่อนประจำเดือนอีกด้วย เพราะอาจแสดงอาการของผลข้างเคียงรุนแรงกว่าคนทั่วไป เช่น

  • หญิงที่กำลังให้นมบุตร
  • ผู้ที่เคย หรือกำลังเป็นโรคตับแข็ง และมะเร็งเต้านม
  • ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ โรคอ้วน หรือมีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดอุดตัน

ที่มา : คณะแพทย์ศาสตร์ ม.มหิดล

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...