โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ขยายเพดานหนี้สาธารณะ เกิน 70% รมว.คลัง ขอเป็นทางเลือกสุดท้าย

การเงินธนาคาร

อัพเดต 10 ก.พ. 2568 เวลา 15.28 น. • เผยแพร่ 10 ก.พ. 2568 เวลา 08.28 น.

รมว. คลัง เห็นด้วย ขยายเพดานหนี้สาธารณะ เกิน 70% ชั่วคราว เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ขอเป็นทางเลือกสุดท้าย เร่งประสิทธิภาพการใช้งบประมาณและการจัดเก็บรายได้ก่อน เตรียมประชุมแจกเงินดิจิทัลเฟส 3 ภายในต้นเดือน มี.ค. 68

10 ก.พ. 2568 นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวถึงกรณีที่ นายอาทิตย์ นันทวิยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เอสซีบีเอกซ์ (SCBX) เสนอให้ ขยายเพดานหนี้สาธารณะ เกิน 70% ชั่วคราว เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ว่า

แม้ส่วนตัวจะเห็นด้วยแต่การขยายเพดานหนี้หมายถึงการอนุญาตให้เพิ่มหนี้ได้ ซึ่งต้องมาพิจารณาว่าจะบริหารจัดการการใช้เงินอย่างไร ต้องดูเรื่องของการจัดทำงบประมาณ และดูว่าสามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรมหรือไม่ จากนั้นจึงค่อยไปคิดถึงเรื่องการขยายเพดานหนี้ ซึ่งหากทำเรื่องดังกล่าวแล้วและเศรษฐกิจเติบโตขึ้น อาจจะไม่จำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะก็ได้ ดังนั้น จึงยังไม่ถึงเวลาที่จะตอบ

“เรื่องนี้เป็นเรื่องท้าย ๆ การที่จะทำเรื่องใด ต้องไปพิจารณาว่าทำเพราะอะไร หรือมีเรื่องใดที่ต้องปรับปรุงก่อนหรือไม่ หากว่าทำเต็มที่แล้ว และสิ่งที่จะทำ ถ้าทำชั่วคราวแล้วดีขึ้น ค่อยว่ากันอีกที”

สำหรับความคืบหน้าการจัดตั้งวอร์รูมเพื่อดูแลผลกระทบจากนโยบายทรัมป์ 2.0 นายพิชัย กล่าวว่า รัฐบาลได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมหารือร่วมกับหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (American Chamber of Commerce : AMCHAM) เพื่อสอบถามความต้องการของนักธุรกิจ

“คาดว่าภาคธุรกิจของสหรัฐจะมีความเป็นห่วง 2 เรื่องหลัก ได้ก่ เรื่องของภาษี และเรื่องของพลังงาน ซึ่งการหารือคงต้องมารับฟังความคิดเห็นร่วมกันก่อนว่าเป็นอย่างไร”

อย่างไรก็ตามเห็นได้ชัดว่าสหรัฐฯ ก็พร้อมที่จะขึ้นหรือลงภาษีอยู่แล้ว เพื่อจะได้สิ่งที่ต้องการ ซึ่งไทยต้องพิจารณาว่าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ มีอะไรบ้างที่แตกต่างกัน โดยที่ผ่านมาไทยกับสหรัฐฯ มีการค้าขายกันอย่างไร ซึ่งต้องมาดูให้ละเอียดว่าภาพรวมเป็นอย่างไร

ส่วนข้อเสนอที่ไทยจะนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น เพื่อลดการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ นั้น นายพิชัย กล่าวว่า ไทยจะนำเข้าสินค้าที่เราต้องการมากกว่า แต่ต้องดูเรื่องของคุณภาพและราคาที่ต้องอยู่ในเกณฑ์ด้วย ซึ่งเชื่อว่ามีสินค้าบางประเภทอยู่ในเกณฑ์ที่จะนำเข้าได้

นายพิชัย กล่าวถึงความคืบหน้าการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท เฟส 3 ว่า ช่วงปลายเดือนก.พ. 2568 หรืออย่างช้าในช่วงต้นเดือนมี.ค. 2568 จะนัดประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่มีน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อพิจารณาโครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท เฟส 3 สำหรับบุคคลทั่วไปที่ได้ลงทะเบียนแล้ว

“ตอนนี้ทางคณะอนุกรรมการฯ ได้ประชุมไปแล้วหนึ่งครั้ง และขอดูอีกสักหน่อยว่าจะต้องตามอะไรเพิ่มเติมหรือไม่”

ส่วนรายละเอียดของการดำเนินโครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท เฟส 3 จะเป็นอย่างไรนั้น คงต้องรอการประชุมอีกครั้ง ซึ่งส่วนตัวเห็นว่ารายละเอียดต่าง ๆ คงไม่ได้เปลี่ยนอะไรมากนัก อย่างไรก็ตาม ยังยืนยันว่า ในการดำเนินโครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท เฟส 3 นั้น ยังคงกำหนดไว้ในช่วงไตรมาสที่ 2 ปี 2568 ตามเดิม

สำหรับการการผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตได้ 3.5% นายพิชัย กล่าวว่า ว่า สิ่งที่ขับเคลื่อนสำคัญคือเรื่องความเชื่อมั่น ซึ่งวันนี้ความเชื่อมั่นยังดูน้อย การที่ทำให้คนกลับมาเชื่อมั่นต้องใช้หลายรูปแบบ ก็พยายามทำ และเชื่อว่าจะทำให้ดีขึ้น

“ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 67 รัฐบาลก็พยายามให้เกิดการลงทุนจริง เกิดการสร้างโรงงานจริง เกิดการจ้างงานจริง แต่ปัญหาความไม่เชื่อมั่นก็เกิดขึ้นทั่วโลก ทุกประเทศก็เกิดปัญหาคล้ายกัน จึงเป็นช่วงที่ทุกคนไม่มีความชัดเจน ไม่ตัดสินใจ หรือเลือกที่จะเก็บเงินไว้ดีกว่าหรือบริโภคน้อยลง มองว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ”

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...