ขยายเพดานหนี้สาธารณะ เกิน 70% รมว.คลัง ขอเป็นทางเลือกสุดท้าย
รมว. คลัง เห็นด้วย ขยายเพดานหนี้สาธารณะ เกิน 70% ชั่วคราว เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ขอเป็นทางเลือกสุดท้าย เร่งประสิทธิภาพการใช้งบประมาณและการจัดเก็บรายได้ก่อน เตรียมประชุมแจกเงินดิจิทัลเฟส 3 ภายในต้นเดือน มี.ค. 68
10 ก.พ. 2568 นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวถึงกรณีที่ นายอาทิตย์ นันทวิยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เอสซีบีเอกซ์ (SCBX) เสนอให้ ขยายเพดานหนี้สาธารณะ เกิน 70% ชั่วคราว เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ว่า
แม้ส่วนตัวจะเห็นด้วยแต่การขยายเพดานหนี้หมายถึงการอนุญาตให้เพิ่มหนี้ได้ ซึ่งต้องมาพิจารณาว่าจะบริหารจัดการการใช้เงินอย่างไร ต้องดูเรื่องของการจัดทำงบประมาณ และดูว่าสามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรมหรือไม่ จากนั้นจึงค่อยไปคิดถึงเรื่องการขยายเพดานหนี้ ซึ่งหากทำเรื่องดังกล่าวแล้วและเศรษฐกิจเติบโตขึ้น อาจจะไม่จำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะก็ได้ ดังนั้น จึงยังไม่ถึงเวลาที่จะตอบ
“เรื่องนี้เป็นเรื่องท้าย ๆ การที่จะทำเรื่องใด ต้องไปพิจารณาว่าทำเพราะอะไร หรือมีเรื่องใดที่ต้องปรับปรุงก่อนหรือไม่ หากว่าทำเต็มที่แล้ว และสิ่งที่จะทำ ถ้าทำชั่วคราวแล้วดีขึ้น ค่อยว่ากันอีกที”
สำหรับความคืบหน้าการจัดตั้งวอร์รูมเพื่อดูแลผลกระทบจากนโยบายทรัมป์ 2.0 นายพิชัย กล่าวว่า รัฐบาลได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมหารือร่วมกับหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (American Chamber of Commerce : AMCHAM) เพื่อสอบถามความต้องการของนักธุรกิจ
“คาดว่าภาคธุรกิจของสหรัฐจะมีความเป็นห่วง 2 เรื่องหลัก ได้ก่ เรื่องของภาษี และเรื่องของพลังงาน ซึ่งการหารือคงต้องมารับฟังความคิดเห็นร่วมกันก่อนว่าเป็นอย่างไร”
อย่างไรก็ตามเห็นได้ชัดว่าสหรัฐฯ ก็พร้อมที่จะขึ้นหรือลงภาษีอยู่แล้ว เพื่อจะได้สิ่งที่ต้องการ ซึ่งไทยต้องพิจารณาว่าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ มีอะไรบ้างที่แตกต่างกัน โดยที่ผ่านมาไทยกับสหรัฐฯ มีการค้าขายกันอย่างไร ซึ่งต้องมาดูให้ละเอียดว่าภาพรวมเป็นอย่างไร
ส่วนข้อเสนอที่ไทยจะนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น เพื่อลดการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ นั้น นายพิชัย กล่าวว่า ไทยจะนำเข้าสินค้าที่เราต้องการมากกว่า แต่ต้องดูเรื่องของคุณภาพและราคาที่ต้องอยู่ในเกณฑ์ด้วย ซึ่งเชื่อว่ามีสินค้าบางประเภทอยู่ในเกณฑ์ที่จะนำเข้าได้
นายพิชัย กล่าวถึงความคืบหน้าการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท เฟส 3 ว่า ช่วงปลายเดือนก.พ. 2568 หรืออย่างช้าในช่วงต้นเดือนมี.ค. 2568 จะนัดประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่มีน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อพิจารณาโครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท เฟส 3 สำหรับบุคคลทั่วไปที่ได้ลงทะเบียนแล้ว
“ตอนนี้ทางคณะอนุกรรมการฯ ได้ประชุมไปแล้วหนึ่งครั้ง และขอดูอีกสักหน่อยว่าจะต้องตามอะไรเพิ่มเติมหรือไม่”
ส่วนรายละเอียดของการดำเนินโครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท เฟส 3 จะเป็นอย่างไรนั้น คงต้องรอการประชุมอีกครั้ง ซึ่งส่วนตัวเห็นว่ารายละเอียดต่าง ๆ คงไม่ได้เปลี่ยนอะไรมากนัก อย่างไรก็ตาม ยังยืนยันว่า ในการดำเนินโครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท เฟส 3 นั้น ยังคงกำหนดไว้ในช่วงไตรมาสที่ 2 ปี 2568 ตามเดิม
สำหรับการการผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตได้ 3.5% นายพิชัย กล่าวว่า ว่า สิ่งที่ขับเคลื่อนสำคัญคือเรื่องความเชื่อมั่น ซึ่งวันนี้ความเชื่อมั่นยังดูน้อย การที่ทำให้คนกลับมาเชื่อมั่นต้องใช้หลายรูปแบบ ก็พยายามทำ และเชื่อว่าจะทำให้ดีขึ้น
“ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 67 รัฐบาลก็พยายามให้เกิดการลงทุนจริง เกิดการสร้างโรงงานจริง เกิดการจ้างงานจริง แต่ปัญหาความไม่เชื่อมั่นก็เกิดขึ้นทั่วโลก ทุกประเทศก็เกิดปัญหาคล้ายกัน จึงเป็นช่วงที่ทุกคนไม่มีความชัดเจน ไม่ตัดสินใจ หรือเลือกที่จะเก็บเงินไว้ดีกว่าหรือบริโภคน้อยลง มองว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ”