ไขกลยุทธ์ “แบคนิฟิค” ผู้ค้าสู่ซัพพลายเออร์แบรนด์เนมมือสอง
สัมภาษณ์
ตลาดสินค้าแบรนด์เนมมือสองเป็นหนึ่งในตลาดที่เติบโตต่อเนื่องระดับเลขสองหลักจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นกระแสการเข้ามาลงทุนเปิดสาขาในไทยของแบรนด์หรู ความนิยมใช้สินค้าแบรนด์เนมที่แพร่หลาย รวมไปถึงสถานะการเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง ทำให้คาดว่าปี 2567 ที่ผ่านมามีเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 4 หมื่นล้านบาท
โดยนอกจากการซื้อมาขายไปและเก็งกำไรแล้ว ตลาดนี้ยังมีโอกาสทางธุรกิจที่ยังไม่เป็นที่รับรู้นัก อย่างเช่น การเป็นซัพพลายเออร์สินค้าแบรนด์เนมมือสองให้กับผู้ประกอบการร้านแบรนด์เนมมือสองรายอื่น ๆ ทั้งในไทยและระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งต่างมีความต้องการสินค้าจำนวนมาก กลายเป็นโอกาสต่อยอดและยกระดับธุรกิจร้านสินค้าแบรนด์เนมมือสอง
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้พูดคุยกับ “ธารารัตน์ อนุรัตน์บดี” ประธานกรรมการบริหาร และผู้ก่อตั้ง Bagnifique.brandname (แบคนิฟิค แบรนด์เนม) หนึ่งในเชนร้านสินค้าแบรนด์เนมมือสองรายใหญ่ของไทย มีสาขา 5 แห่งในห้างสรรพสินค้าใหญ่ พร้อมสต๊อกสินค้ากว่า 10,000 รายการ มูลค่ารวมกว่า 500 ล้านบาท และเตรียมยกระดับธุรกิจจากการเป็นเพียงผู้ค้าไปสู่ซัพพลายเออร์ระดับอินเตอร์ ด้วยการต่อยอดโนว์ฮาวสำคัญที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จ และสต๊อกสินค้าในมือ
แบรนด์เนมมือสองไทยคึกคัก
“ธารารัตน์” ฉายภาพว่า ธุรกิจซื้อขายสินค้าแบรนด์เนมมือสองในไทยนั้นเติบโตต่อเนื่องทุกปี เฉลี่ยปีละ 10-15% โดยปี’67 ที่ผ่านมา สินค้าแบรนด์เนมมือสองมีมูลค่าการซื้อขายรวมประมาณ 4 หมื่นล้านบาท สอดคล้องกับข้อมูลที่มีการประเมินว่าตลาดลักเซอรี่แบรนด์ในไทยมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 200,000 ล้านบาท ขณะที่มีการขายสินค้ามือสองเฉพาะที่ผ่านร้านค้าในสัดส่วน 10-20%
การเติบโตนี้ได้แรงหนุนจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ วงจรดีมานด์-ซัพพลายสินค้าแบรนด์เนมมือหนึ่งและมือสองที่คึกคัก จากทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและผู้บริโภคชาวไทยหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่เศรษฐี นักธุรกิจ นักลงทุน อินฟลูเอนเซอร์ ไปจนถึงวัยรุ่น-วัยทำงานชนชั้นกลาง และเศรษฐีใหม่ ที่ต้องการใช้สินค้าหรูโดยเริ่มจากการใช้แบรนด์เนมมือสอง
โดยคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการสร้างภาพลักษณ์และต้องการเป็นเจ้าของสินค้าที่มีคุณภาพสูงในราคาที่จับต้องได้ จึงหันมาซื้อสินค้ามือสองที่ราคาถูกกว่ามือหนึ่งถึง 30-70% (ขึ้นอยู่กับรุ่นสินค้า)
ขณะเดียวกันแบรนด์หรูแต่ละเจ้าต่างตบเท้าเข้ามาเปิดร้านในประเทศไทยเพื่อรับดีมานด์ ทำให้มีสินค้ามือหนึ่งรุ่นใหม่ ๆ ไหลเข้าสู่ตลาดมือสองต่อเนื่อง รวมถึงยังปัดฝุ่นนำคอลเล็กชั่นเก่า ๆ กลับมา Reedition เช่น Louis Vuitton x Murakami ช่วยสร้างมูลค่าให้กับสินค้ารุ่นเก่าด้วย
ญี่ปุ่นเจ้าตลาดเริ่มถดถอย
อีกปัจจัยคือการถดถอยของเจ้าตลาดแบรนด์เนมมือสองเดิมอย่างญี่ปุ่น เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจชะลอตัว และการอ่อนค่าของเงินเยนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นชะลอการซื้อสินค้าแบรนด์เนม ส่งผลต่อเนื่องให้ไม่มีสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาดมือสอง
ไม่เพียงในประเทศญี่ปุ่นเอง แต่ยังรวมไปถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเดิมมักรับสินค้าต่อจากญี่ปุ่นที่เป็นตลาดแบรนด์เนมมือสองระดับท็อป 3 ของโลกร่วมกับสหรัฐอเมริกาและจีนมาวางจำหน่ายในประเทศของตนด้วย
ยกระดับจากผู้ค้าสู่ซัพพลายเออร์
“ธารารัตน์” บอกว่า สถานการณ์นี้ทำให้เห็นโอกาสที่ Bagnifique.brandname จะต่อยอดโนว์ฮาวในธุรกิจ เช่น กระบวนการตรวจพิสูจน์สินค้าของแท้ทีมงานที่มีความชำนาญ และสต๊อกสินค้าจำนวนกว่า 10,000 รายการ มูลค่ารวมกว่า 500 ล้านบาท ไปสู่อีกขั้นหนึ่งของธุรกิจสินค้ามือสอง
นั่นคือการเป็นเทรดเดอร์ หรือผู้ซัพพลายเออร์สินค้าแบรนด์เนมมือสอง ให้กับผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ไม่เพียงแค่ในไทย แต่รวมไปถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แทนเจ้าตลาดรายเดิมอย่างญี่ปุ่นที่กำลังถดถอย ตามเป้าหมายระยะยาวที่จะขึ้นเป็นผู้เล่นเบอร์ 1 ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
เนื่องจากธุรกิจสินค้ามือสองมีหัวใจสำคัญอยู่ 2 ส่วน คือ การบริหารสต๊อกสินค้าที่ต้องบาลานซ์การหมุนเวียนเข้าออกอย่างเหมาะสม รวดเร็วและต่อเนื่อง เพื่อให้มีสินค้าจำหน่ายสร้างรายได้อยู่เสมอ พร้อมป้องกันการขาดทุนจากเทรนด์ความนิยมที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและเกิดขึ้นตลอดเวลา เช่น กรณีลิซ่าเปลี่ยนแบรนด์กระเป๋าที่ใช้ ทำให้ราคามือสองของแบรนด์เดิมราคาลดลง เป็นต้น
โดยที่ผ่านมาบริษัทมีการมอนิเตอร์งบฯและสต๊อกสินค้าแบบรายเดือน และกรณีที่งบฯรับซื้อไม่เพียงพอจะแนะนำให้ลูกค้าใช้การฝากขายแทน
อีกส่วนคือความเชื่อมั่นในแบรนด์ เนื่องจากสินค้าแบรนด์เนมเป็นหนึ่งในสินค้าที่มีของปลอมจำนวนมาก และแทบไม่สามารถแยกของปลอมจากของแท้ได้ ทำให้การจะประสบความสำเร็จได้ต้องรักษาความเชื่อมั่นทั้งด้านการประเมินสินค้าในการรับซื้อ และการนำมาวางขายว่าเป็นของแท้
การขยับขึ้นไปเป็นเทรดเดอร์หรือซัพพลายเออร์ เชื่อว่าจะช่วยสร้างความได้เปรียบให้กับ Bagnifique.brandname ซึ่งไม่เพียงมีช่องทางสร้างรายได้ใหม่ แต่ยังสามารถระบายสต๊อกสินค้าออกสู่ตลาด และเปลี่ยนเป็นเงินทุนกลับมาใช้รับซื้อสินค้าใหม่เข้าสู่สต๊อก ผลักดันให้รายได้เติบโต และความเร็วในการหมุนเวียนสินค้า ลดความเสี่ยงที่เงินจะจม หรือขาดทุนจากความเปลี่ยนแปลงของเทรนด์ตลาด
โดยขณะนี้มีเทรดเดอร์จากไต้หวันเข้ามาเจรจาเรื่องการซื้อสินค้าแบบจำนวนมากแล้วสะท้อนถึงดีมานด์ในส่วนนี้
ความเชื่อมั่นกุญแจสำคัญ
สำหรับยุทธศาสตร์เพื่อต่อยอดไปสู่เทรดเดอร์นั้น จะเน้นย้ำจุดแข็งของแบรนด์ที่ช่วยให้ประสบความสำเร็จในไทยมาตลอด 13 ปี อย่างความเชื่อมั่นในแบรนด์ที่มาจากความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้า โดยหากมีจุดที่น่าสงสัย-ไม่มั่นใจแม้เพียงเล็กน้อย จะปฏิเสธการรับซื้ออย่างเด็ดขาด
เนื่องจากเชื่อว่าในธุรกิจนี้ความเชื่อมั่นของลูกค้ามีความสำคัญสูงสุด ทั้งช่วยดึงดูดลูกค้าเข้ามา และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันโดยไม่ต้องพึ่งการทำสงครามราคา แต่หากสูญเสียไปครั้งหนึ่งแล้วก็ยากที่จะฟื้นกลับมาได้อีก
โดยปี 2568 นี้จะเดินหน้าขยายทีมงานตรวจสอบและประเมินสินค้า ซึ่งปัจจุบันมี 4 คน ด้วยการส่งบุคลากรไปฝึกอบรมกับสถาบันในประเทศผู้นำด้านธุรกิจมือสอง อาทิ สหรัฐและญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น เพื่อเสริมศักยภาพในการรับซื้อสินค้าให้สูงขึ้น และสร้างสต๊อกสินค้ารองรับการเป็นเทรดเดอร์ระดับภูมิภาค
เล็ง IPO ระดมเงินสปีดธุรกิจ
นอกจากความเชื่อมั่นแล้ว บริษัทจะเร่งสปีดการสร้างรายได้ เพื่อนำเม็ดเงินมาขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาคด้วย โดยวางแหล่งเม็ดเงินไว้หลายด้าน ทั้งการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ การเปิดธุรกิจใหม่ และการขยายสาขาเพิ่ม
โดยการขยายสาขานั้น ปี 2568 นี้จะขยายสาขาในไทยเพิ่ม 2-3 สาขา ทั้งสแตนด์อะโลนและในห้างค้าปลีก เน้นทำเลจังหวัดท่องเที่ยวอย่าง ภูเก็ต พัทยา จากปัจจุบันมีสาขาในเมกาบางนา, เซ็นทรัล เวสต์เกต, เดอะมอลล์ บางกะปิ, แฟชั่นไอส์แลนด์ และซีคอนสแควร์
ควบคู่กันนี้ยังเตรียมการเปิดบริการให้เช่าสินค้าแบรนด์เนมมือสอง ตอบโจทย์กระแสให้ความสำคัญกับการสร้างภาพลักษณ์ และสร้างรายได้จากสต๊อกสินค้าอีกช่องทางหนึ่ง เสริมกับจุดเด่นเดิมด้านการให้ราคาสูงกว่าคู่แข่ง และความรวดเร็วซึ่งเจ้าของสินค้าสามารถเลือกนำสินค้ามาขายและรับเงินกลับไปทันที
ตั้งเป้าผู้นำระดับภูมิภาค
นอกจากนี้ยังศึกษาโอกาสขยายธุรกิจไปยังสินค้ามือสองกลุ่มอื่น ๆ เช่น กอล์ฟ ซึ่งเป็นอีกสินค้าที่มีความใกล้เคียงกับแบรนด์เนม ไม่ว่าจะเป็นการที่มีฐานใหญ่อยู่ในญี่ปุ่น และผู้บริโภคคุ้นเคยกับการซื้อสินค้ามือสองอยู่แล้ว แต่เป็นการเดินทางไปซื้อที่ญี่ปุ่น ซึ่งมีโอกาสที่จะสามารถเปิดธุรกิจนี้ในไทยได้ด้วย
พร้อมทิ้งท้ายว่า ด้วยยุทธศาสตร์ใหม่และการขยายธุรกิจในหลายด้าน ในปี 2568 นี้ บริษัทจึงตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ 30% ซึ่งสูงสุดในรอบ 13 ปีตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจมา และมั่นใจว่าจะสามารถบรรลุเป้ารายได้ในปีนี้ รวมถึงการก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดแบรนด์เนมมือสองระดับภูมิภาคได้อย่างแน่นอน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ไขกลยุทธ์ “แบคนิฟิค” ผู้ค้าสู่ซัพพลายเออร์แบรนด์เนมมือสอง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net