โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไขกลยุทธ์ “แบคนิฟิค” ผู้ค้าสู่ซัพพลายเออร์แบรนด์เนมมือสอง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 13 ก.พ. 2568 เวลา 10.00 น. • เผยแพร่ 14 ก.พ. 2568 เวลา 02.10 น.
ธารารัตน์ อนุรัตน์บดี

สัมภาษณ์

ตลาดสินค้าแบรนด์เนมมือสองเป็นหนึ่งในตลาดที่เติบโตต่อเนื่องระดับเลขสองหลักจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นกระแสการเข้ามาลงทุนเปิดสาขาในไทยของแบรนด์หรู ความนิยมใช้สินค้าแบรนด์เนมที่แพร่หลาย รวมไปถึงสถานะการเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง ทำให้คาดว่าปี 2567 ที่ผ่านมามีเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 4 หมื่นล้านบาท

โดยนอกจากการซื้อมาขายไปและเก็งกำไรแล้ว ตลาดนี้ยังมีโอกาสทางธุรกิจที่ยังไม่เป็นที่รับรู้นัก อย่างเช่น การเป็นซัพพลายเออร์สินค้าแบรนด์เนมมือสองให้กับผู้ประกอบการร้านแบรนด์เนมมือสองรายอื่น ๆ ทั้งในไทยและระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งต่างมีความต้องการสินค้าจำนวนมาก กลายเป็นโอกาสต่อยอดและยกระดับธุรกิจร้านสินค้าแบรนด์เนมมือสอง

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้พูดคุยกับ “ธารารัตน์ อนุรัตน์บดี” ประธานกรรมการบริหาร และผู้ก่อตั้ง Bagnifique.brandname (แบคนิฟิค แบรนด์เนม) หนึ่งในเชนร้านสินค้าแบรนด์เนมมือสองรายใหญ่ของไทย มีสาขา 5 แห่งในห้างสรรพสินค้าใหญ่ พร้อมสต๊อกสินค้ากว่า 10,000 รายการ มูลค่ารวมกว่า 500 ล้านบาท และเตรียมยกระดับธุรกิจจากการเป็นเพียงผู้ค้าไปสู่ซัพพลายเออร์ระดับอินเตอร์ ด้วยการต่อยอดโนว์ฮาวสำคัญที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จ และสต๊อกสินค้าในมือ

แบรนด์เนมมือสองไทยคึกคัก

“ธารารัตน์” ฉายภาพว่า ธุรกิจซื้อขายสินค้าแบรนด์เนมมือสองในไทยนั้นเติบโตต่อเนื่องทุกปี เฉลี่ยปีละ 10-15% โดยปี’67 ที่ผ่านมา สินค้าแบรนด์เนมมือสองมีมูลค่าการซื้อขายรวมประมาณ 4 หมื่นล้านบาท สอดคล้องกับข้อมูลที่มีการประเมินว่าตลาดลักเซอรี่แบรนด์ในไทยมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 200,000 ล้านบาท ขณะที่มีการขายสินค้ามือสองเฉพาะที่ผ่านร้านค้าในสัดส่วน 10-20%

การเติบโตนี้ได้แรงหนุนจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ วงจรดีมานด์-ซัพพลายสินค้าแบรนด์เนมมือหนึ่งและมือสองที่คึกคัก จากทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและผู้บริโภคชาวไทยหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่เศรษฐี นักธุรกิจ นักลงทุน อินฟลูเอนเซอร์ ไปจนถึงวัยรุ่น-วัยทำงานชนชั้นกลาง และเศรษฐีใหม่ ที่ต้องการใช้สินค้าหรูโดยเริ่มจากการใช้แบรนด์เนมมือสอง

โดยคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการสร้างภาพลักษณ์และต้องการเป็นเจ้าของสินค้าที่มีคุณภาพสูงในราคาที่จับต้องได้ จึงหันมาซื้อสินค้ามือสองที่ราคาถูกกว่ามือหนึ่งถึง 30-70% (ขึ้นอยู่กับรุ่นสินค้า)

ขณะเดียวกันแบรนด์หรูแต่ละเจ้าต่างตบเท้าเข้ามาเปิดร้านในประเทศไทยเพื่อรับดีมานด์ ทำให้มีสินค้ามือหนึ่งรุ่นใหม่ ๆ ไหลเข้าสู่ตลาดมือสองต่อเนื่อง รวมถึงยังปัดฝุ่นนำคอลเล็กชั่นเก่า ๆ กลับมา Reedition เช่น Louis Vuitton x Murakami ช่วยสร้างมูลค่าให้กับสินค้ารุ่นเก่าด้วย

ญี่ปุ่นเจ้าตลาดเริ่มถดถอย

อีกปัจจัยคือการถดถอยของเจ้าตลาดแบรนด์เนมมือสองเดิมอย่างญี่ปุ่น เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจชะลอตัว และการอ่อนค่าของเงินเยนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นชะลอการซื้อสินค้าแบรนด์เนม ส่งผลต่อเนื่องให้ไม่มีสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาดมือสอง

ไม่เพียงในประเทศญี่ปุ่นเอง แต่ยังรวมไปถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเดิมมักรับสินค้าต่อจากญี่ปุ่นที่เป็นตลาดแบรนด์เนมมือสองระดับท็อป 3 ของโลกร่วมกับสหรัฐอเมริกาและจีนมาวางจำหน่ายในประเทศของตนด้วย

ยกระดับจากผู้ค้าสู่ซัพพลายเออร์

“ธารารัตน์” บอกว่า สถานการณ์นี้ทำให้เห็นโอกาสที่ Bagnifique.brandname จะต่อยอดโนว์ฮาวในธุรกิจ เช่น กระบวนการตรวจพิสูจน์สินค้าของแท้ทีมงานที่มีความชำนาญ และสต๊อกสินค้าจำนวนกว่า 10,000 รายการ มูลค่ารวมกว่า 500 ล้านบาท ไปสู่อีกขั้นหนึ่งของธุรกิจสินค้ามือสอง

นั่นคือการเป็นเทรดเดอร์ หรือผู้ซัพพลายเออร์สินค้าแบรนด์เนมมือสอง ให้กับผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ไม่เพียงแค่ในไทย แต่รวมไปถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แทนเจ้าตลาดรายเดิมอย่างญี่ปุ่นที่กำลังถดถอย ตามเป้าหมายระยะยาวที่จะขึ้นเป็นผู้เล่นเบอร์ 1 ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

เนื่องจากธุรกิจสินค้ามือสองมีหัวใจสำคัญอยู่ 2 ส่วน คือ การบริหารสต๊อกสินค้าที่ต้องบาลานซ์การหมุนเวียนเข้าออกอย่างเหมาะสม รวดเร็วและต่อเนื่อง เพื่อให้มีสินค้าจำหน่ายสร้างรายได้อยู่เสมอ พร้อมป้องกันการขาดทุนจากเทรนด์ความนิยมที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและเกิดขึ้นตลอดเวลา เช่น กรณีลิซ่าเปลี่ยนแบรนด์กระเป๋าที่ใช้ ทำให้ราคามือสองของแบรนด์เดิมราคาลดลง เป็นต้น

โดยที่ผ่านมาบริษัทมีการมอนิเตอร์งบฯและสต๊อกสินค้าแบบรายเดือน และกรณีที่งบฯรับซื้อไม่เพียงพอจะแนะนำให้ลูกค้าใช้การฝากขายแทน

อีกส่วนคือความเชื่อมั่นในแบรนด์ เนื่องจากสินค้าแบรนด์เนมเป็นหนึ่งในสินค้าที่มีของปลอมจำนวนมาก และแทบไม่สามารถแยกของปลอมจากของแท้ได้ ทำให้การจะประสบความสำเร็จได้ต้องรักษาความเชื่อมั่นทั้งด้านการประเมินสินค้าในการรับซื้อ และการนำมาวางขายว่าเป็นของแท้

การขยับขึ้นไปเป็นเทรดเดอร์หรือซัพพลายเออร์ เชื่อว่าจะช่วยสร้างความได้เปรียบให้กับ Bagnifique.brandname ซึ่งไม่เพียงมีช่องทางสร้างรายได้ใหม่ แต่ยังสามารถระบายสต๊อกสินค้าออกสู่ตลาด และเปลี่ยนเป็นเงินทุนกลับมาใช้รับซื้อสินค้าใหม่เข้าสู่สต๊อก ผลักดันให้รายได้เติบโต และความเร็วในการหมุนเวียนสินค้า ลดความเสี่ยงที่เงินจะจม หรือขาดทุนจากความเปลี่ยนแปลงของเทรนด์ตลาด

โดยขณะนี้มีเทรดเดอร์จากไต้หวันเข้ามาเจรจาเรื่องการซื้อสินค้าแบบจำนวนมากแล้วสะท้อนถึงดีมานด์ในส่วนนี้

ความเชื่อมั่นกุญแจสำคัญ

สำหรับยุทธศาสตร์เพื่อต่อยอดไปสู่เทรดเดอร์นั้น จะเน้นย้ำจุดแข็งของแบรนด์ที่ช่วยให้ประสบความสำเร็จในไทยมาตลอด 13 ปี อย่างความเชื่อมั่นในแบรนด์ที่มาจากความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้า โดยหากมีจุดที่น่าสงสัย-ไม่มั่นใจแม้เพียงเล็กน้อย จะปฏิเสธการรับซื้ออย่างเด็ดขาด

เนื่องจากเชื่อว่าในธุรกิจนี้ความเชื่อมั่นของลูกค้ามีความสำคัญสูงสุด ทั้งช่วยดึงดูดลูกค้าเข้ามา และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันโดยไม่ต้องพึ่งการทำสงครามราคา แต่หากสูญเสียไปครั้งหนึ่งแล้วก็ยากที่จะฟื้นกลับมาได้อีก

โดยปี 2568 นี้จะเดินหน้าขยายทีมงานตรวจสอบและประเมินสินค้า ซึ่งปัจจุบันมี 4 คน ด้วยการส่งบุคลากรไปฝึกอบรมกับสถาบันในประเทศผู้นำด้านธุรกิจมือสอง อาทิ สหรัฐและญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น เพื่อเสริมศักยภาพในการรับซื้อสินค้าให้สูงขึ้น และสร้างสต๊อกสินค้ารองรับการเป็นเทรดเดอร์ระดับภูมิภาค

เล็ง IPO ระดมเงินสปีดธุรกิจ

นอกจากความเชื่อมั่นแล้ว บริษัทจะเร่งสปีดการสร้างรายได้ เพื่อนำเม็ดเงินมาขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาคด้วย โดยวางแหล่งเม็ดเงินไว้หลายด้าน ทั้งการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ การเปิดธุรกิจใหม่ และการขยายสาขาเพิ่ม

โดยการขยายสาขานั้น ปี 2568 นี้จะขยายสาขาในไทยเพิ่ม 2-3 สาขา ทั้งสแตนด์อะโลนและในห้างค้าปลีก เน้นทำเลจังหวัดท่องเที่ยวอย่าง ภูเก็ต พัทยา จากปัจจุบันมีสาขาในเมกาบางนา, เซ็นทรัล เวสต์เกต, เดอะมอลล์ บางกะปิ, แฟชั่นไอส์แลนด์ และซีคอนสแควร์

ควบคู่กันนี้ยังเตรียมการเปิดบริการให้เช่าสินค้าแบรนด์เนมมือสอง ตอบโจทย์กระแสให้ความสำคัญกับการสร้างภาพลักษณ์ และสร้างรายได้จากสต๊อกสินค้าอีกช่องทางหนึ่ง เสริมกับจุดเด่นเดิมด้านการให้ราคาสูงกว่าคู่แข่ง และความรวดเร็วซึ่งเจ้าของสินค้าสามารถเลือกนำสินค้ามาขายและรับเงินกลับไปทันที

ตั้งเป้าผู้นำระดับภูมิภาค

นอกจากนี้ยังศึกษาโอกาสขยายธุรกิจไปยังสินค้ามือสองกลุ่มอื่น ๆ เช่น กอล์ฟ ซึ่งเป็นอีกสินค้าที่มีความใกล้เคียงกับแบรนด์เนม ไม่ว่าจะเป็นการที่มีฐานใหญ่อยู่ในญี่ปุ่น และผู้บริโภคคุ้นเคยกับการซื้อสินค้ามือสองอยู่แล้ว แต่เป็นการเดินทางไปซื้อที่ญี่ปุ่น ซึ่งมีโอกาสที่จะสามารถเปิดธุรกิจนี้ในไทยได้ด้วย

พร้อมทิ้งท้ายว่า ด้วยยุทธศาสตร์ใหม่และการขยายธุรกิจในหลายด้าน ในปี 2568 นี้ บริษัทจึงตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ 30% ซึ่งสูงสุดในรอบ 13 ปีตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจมา และมั่นใจว่าจะสามารถบรรลุเป้ารายได้ในปีนี้ รวมถึงการก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดแบรนด์เนมมือสองระดับภูมิภาคได้อย่างแน่นอน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ไขกลยุทธ์ “แบคนิฟิค” ผู้ค้าสู่ซัพพลายเออร์แบรนด์เนมมือสอง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...