JPM ชี้ความไม่แน่นอนยังคงสูง หุ้นอาจน่าซื้อในช่วงปลายปีนี้
#หุ้นสหรัฐ #ทันหุ้น - หุ้นอาจมีความน่าสนใจในการเข้าซื้อมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 ตามมุมมองของ Mislav Matejka นักกลยุทธ์จาก JPMorgan ซึ่งยังคงมีท่าทีระมัดระวังในตอนนี้ ท่ามกลางความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมหภาคที่ยังสูง ข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนตัวลง และความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าที่ยังคงมีอยู่
.
“เรายังคงเชื่อว่าการเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงน่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี” Matejka กล่าวในบันทึกกลยุทธ์ล่าสุดของธนาคาร
.
อย่างไรก็ตาม เขาเสริมว่า จะต้องมีเงื่อนไขบางประการที่เกิดขึ้นก่อนถึงจะทำให้มุมมองต่อหุ้นเป็นบวกมากขึ้น เช่น
- ข้อมูลเศรษฐกิจจริง (Hard Data) ต้องสามารถปิดช่องว่างกับข้อมูลเศรษฐกิจอ่อน (Soft Data) ได้
- มีการปรับลดคาดการณ์กำไร (Earnings Projections)
- แนวโน้มผลประกอบการที่อ่อนแอ (Weak Guidances) ต้องผ่านพ้นไป
- ความไม่แน่นอนเรื่องภาษีศุลกากรต้องคลี่คลายภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า
.
ตัวชี้วัดเศรษฐกิจอ่อน เช่น ความเชื่อมั่นผู้บริโภค ความคาดหวังเกี่ยวกับผลผลิตในอนาคต และมุมมองต่อตลาดแรงงาน กำลังแย่ลง แม้ว่าข้อมูลเศรษฐกิจจริงบางตัว เช่น การผลิตภาคอุตสาหกรรมและการจ้างงาน จะยังคงแข็งแกร่งอยู่ก็ตาม
.
การปรับประมาณการกำไรในแต่ละสัปดาห์ตกลงสู่ระดับที่อ่อนแอที่สุดในรอบหลายปี และจำนวนการเลิกจ้างงานที่ประกาศออกมาแตะระดับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงภาวะถดถอย “ข้อมูลการเลิกจ้างจาก Challenger อยู่ในระดับที่ในอดีตเคยสัมพันธ์กับภาวะเศรษฐกิจถดถอย” รายงานระบุ
.
ขณะเดียวกัน ประเด็นการค้าก็ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญ แม้ว่าข่าวล่าสุดจะระบุว่ามีการถอยห่างบางส่วนจากข้อเสนอการเก็บภาษีในระดับสุดโต่ง แต่ Matejka เตือนว่า “ยังมีแนวโน้มว่าระดับภาษีสุดท้ายจะสูงกว่าที่หลายคนคาดไว้เมื่อต้นปีนี้”
.
นักเศรษฐศาสตร์ของ JPMorgan ประเมินว่าข้อเสนอปัจจุบันอาจทำให้อัตราภาษีศุลกากรที่แท้จริงของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 23% เทียบเท่ากับการขึ้นภาษี 730,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 2.4% ของ GDP ซึ่งจะถือเป็นการขึ้นภาษีครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง
.
ภายใต้สถานการณ์นี้ Matejka เชื่อว่าหุ้นอาจประสบปัญหาในการรักษาการฟื้นตัวในระยะสั้น “เรายังคงแนะนำให้ระมัดระวังในการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยง” เขาให้เหตุผลว่ามาจากแรงกดดันด้านการค้าและการคลัง การปรับลดคาดการณ์กำไร และการคาดการณ์เงินเฟ้อที่สูงขึ้น
.
อย่างไรก็ตาม Matejka มองว่า สภาพแวดล้อมสำหรับหุ้นอาจดีขึ้นในช่วงปลายปีนี้ หากความตึงเครียดทางการค้าผ่อนคลายลง และธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เริ่มเปลี่ยนท่าทีทางนโยบาย
.
ในเชิงภูมิภาค Matejka มองว่าตลาดนอกสหรัฐฯ มีโอกาสในการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนต่อความเสี่ยง (Risk-Reward) ดีกว่าสหรัฐฯ ในปัจจุบัน และมีโอกาสทำผลงานได้ดีกว่าในทั้งกรณีที่เศรษฐกิจถดถอยหรือฟื้นตัว
.
หากการเติบโตทางเศรษฐกิจอ่อนตัว หุ้นนอกสหรัฐฯ อาจสามารถรักษาระดับได้ดีกว่าปกติ และหากความตึงเครียดทางการค้าผ่อนคลาย หุ้นเหล่านั้นก็อาจมีโอกาสขยับขึ้นได้แรง เขากล่าวเสริม
.