โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาหาร

พิพิธภัณฑ์ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร) จาก ‘ตำหนัก’ สู่ ‘พิพิธภัณฑ์’ เปิดกรุของล้ำค่าที่ไม่มีใครได้เห็นกว่า 70 ปี

The Momentum

อัพเดต 16 เม.ย. 2568 เวลา 12.07 น. • เผยแพร่ 11 เม.ย. 2568 เวลา 09.45 น. • THE MOMENTUM

หากสิ่งของมีความรู้สึกนึกคิด คุณว่าความรู้สึกที่ต้องอยู่ในห้องหนึ่งนานกว่า 70 ปี โดยไม่ได้ถูกยลโฉมจากสายตาคนภายนอกเลยจะเป็นอย่างไร

ที่ตำหนักกุฏิสงฆ์คณะ 6 ในวัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร สิ่งของล้ำค่ากว่า 2 หมื่นชิ้น ถูกเก็บซ่อนไว้และไม่ถูกนำออกมากว่า 70 ปี นับตั้งแต่ สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร) เจ้าอาวาสรูปที่ 4 และสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 12 สิ้นพระชนม์ไปเมื่อปี 2487

กระทั่งในปี 2556 ประตูของตำหนักนี้ก็เปิดอีกครั้ง สิ่งของล้ำค่าทางศิลปะ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์นับหมื่นชิ้นจึงถูกนำมาศึกษา โดยทางสำนักหอสมุดแห่งชาติได้เข้ามาจัดทำทะเบียนโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และเอกสารโบราณ รวมถึงปรับปรุงตำหนักทั้งหลัง เพื่อใช้สำหรับจัดแสดงสิ่งของต่างๆ ให้เราได้ชมกันใน ‘พิพิธภัณฑ์ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร)’ แห่งนี้

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เริ่มเปิดให้ชมเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2567 แบ่งส่วนจัดแสดงเป็น 5 ส่วน ได้แก่ ตำหนักประทับ หอพระกรรมฐาน หอไตร กุฏิเรือนแถวทิศตะวันตกจัดแสดงเครื่องพุทธบูชา และกุฏิเรือนแถวทิศตะวันออกจัดแสดงเอกสารโบราณ โดยในวันนี้เราได้ อาจารย์อ๊อด-สุพิชัย พิมพ์ศิริจันทร์ ที่อยู่กับพิพิธภัณฑ์มาตั้งแต่ต้นมาเป็นผู้นำชม

สิ่งของสะท้อนใจคน

“คนเช่นใดกันหนอที่ชมชอบศิลปะอย่างลึกซึ้ง”

อาจารย์อ๊อดพูดให้ชวนคิดระหว่างที่เราเดินชมส่วน ‘ตำหนักประทับ’ ซึ่งจัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้ของสมเด็จพระสังฆราช (แพ) ทั้งสิ่งของที่ได้รับพระราชทานและเครื่องใช้ส่วนพระองค์ บางชิ้นมีอายุอานามร้อยกว่าปี และบางชิ้นท่านก็เป็นคนออกแบบเอง เช่น พระกริ่ง พระพุทธรูปบูชา โต๊ะหมู่ และเครื่องแก้วเจียระไน

ความสนใจด้านศิลปะของท่าน โดยเฉพาะการแกะสลักสะท้อนออกมาผ่านสิ่งต่างๆ ในห้องจัดแสดงนี้ ทั้งตู้สำหรับจัดแสดงที่ถูกออกแบบแกะสลักเป็นรูปดอกไม้เล็กๆ ร้อยเรียงกันจนเต็มกรอบตู้ และที่สำคัญอาจารย์อ๊อดเสริมว่า แต่ละตู้นั้นออกแบบมาเพื่อจัดวางสิ่งของเฉพาะ เช่น ชุดเครื่องแก้วเจียระไนลายต่างๆ ที่ท่านออกแบบเองและสั่งผลิตมาจากทวีปยุโรป รวมถึงชุดเครื่องกระเบื้องลายครามจากจีน

ถัดเข้าไปเป็น ‘หอพระกรรมฐาน’ ในสมัยที่ยังเป็นตำหนักอยู่นั้น พื้นที่บริเวณนี้มีเพียงสมเด็จพระสังฆราช (แพ) เท่านั้นที่เข้ามาได้ เพราะเป็นพื้นที่สำหรับเจริญสติและเดินจงกรม

ไฮไลต์สำคัญในส่วนจัดแสดงนี้คือ ‘ภาพพระสุนทรีวาณี’ ภาพเปรียบพระธรรมอันวาดจากนิมิตของสมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฑฺฒโน) เจ้าอาวาสวัดรูปที่ 3 ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ของสมเด็จพระสังฆราช (แพ) ซึ่งเกิดจากการบริกรรมภาวนาคาถาในคัมภีร์สุโพธาลังการ

ภาพนี้วาดขึ้นในช่วงปลายรัชกาลที่ 4 ถ่ายทอดพระธรรมออกมาเป็นภาพนางเทพธิดานั่งอยู่บนดอกบัวกลางสระน้ำ มีชายหญิงนั่งอยู่บนดอกบัวทั้งซ้ายขวา รวมถึงมีเหล่าเทพยดาอยู่เบื้องบน ภาพพระสุนทรีวาณีนี้เป็นภาพที่หาชมยาก และเป็นที่บูชาของรัชกาลที่ 5 ในช่วงที่เสด็จประพาสทวีปยุโรป เพื่อเจริญพระราชไมตรีกับต่างชาติด้วย

ที่ด้านหน้าของภาพพระสุนทรีวาณีมีรูปหล่อจำลองตั้งไว้ อาจารย์อ๊อดเสริมว่า เวลาที่พระสงฆ์เข้ามากราบไหว้บูชา มิได้เป็นการกราบไหว้บูชาสตรีเพศดังที่ปรากฏ แต่เป็นการกราบไหว้บูชาพระธรรมของพระพุทธเจ้านั่นเอง

ส่วนถัดมาคือ ‘หอไตร’ จัดแสดงตาลปัตร พัด และย่าม ซึ่งเป็นของพระราชทานในงานพระราชพิธีต่างๆ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ในห้องจัดแสดงนี้เต็มไปด้วยตาลปัตรตั้งตรงอยู่ในตู้อย่างเป็นระเบียบ และมีจอสัมผัสอย่างพิพิธภัณฑ์สมัยใหม่ในต่างประเทศ สำหรับอธิบายรายละเอียดของวัตถุแต่ละชิ้นเพิ่มเติม

นอกจากพัดหาชมยากอย่าง ‘พัดไอยราพต’ ซึ่งเป็นพัดที่ระลึกในงานบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ 5 (ปี 2416) แล้ว ยังมีตาลปัตรเล่มหนึ่งที่ผู้เขียนสะดุดตาชนิดที่ต้องหยุดดูอย่างตั้งใจ นั่นคือ ‘พัดที่ระลึกในงานเฉลิมพระที่นั่งเวหาศจำรูญ’ (ปี 2432) ซึ่งเป็นพระที่นั่งที่พ่อค้าชาวจีนสร้างถวายรัชกาล 5 จึงมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบจีน โดยพัดที่ระลึกนี้ก็ออกแบบด้วยศิลปะจีนเช่นกัน ด้านหน้าของพัดเป็นรูปมังกร ส่วนอีกด้านเป็นตัวอักษรที่มองในครั้งแรกอาจคิดว่าเป็นตัวอักษรจีน แต่หากพิจารณาดูอีกสักนิดจะพบว่า นี่คือตัวอักษรไทยที่ถูกออกแบบและจัดวางให้คล้ายกับอักษรจีนต่างหาก โดยข้อความเขียนเรียงจากบนลงล่างและขวาไปซ้ายด้วยตัวอักษรตวัดสีแดงว่า ‘การเฉลิมพระที่นั่งเวหาศจำรูญ วันที่ ๓ มกราคม รัตนโกสินทรศก ๑๐๘’ ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่อยากชวนให้มาดู

ถัดไปเป็นส่วน ‘กุฏิเรือนแถวทิศตะวันตก’ จัดแสดงเครื่องพุทธบูชา เครื่องถ้วย และที่ชา เมื่อเดินเข้าไปเราจะพบกับเครื่องโต๊ะอย่างสยาม ใช้สำหรับจัดวางเครื่องกระเบื้องลายคราม ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 เดินเข้าไปอีกหน่อยจะเป็นห้องที่จัดเรียงเครื่องกระเบื้องลายครามและที่ชาไว้อย่างเป็นชุด

การจัดแสดงเครื่องกระเบื้องลายครามบางชิ้นจะมีกระจก 3 บาน วางไว้สำหรับสะท้อนให้เห็นรายละเอียดลายครามด้านหลัง โดยเฉพาะ ‘จานลายครามลายเครือเถาดอกไม้’ เครื่องกระเบื้องชิ้นเอกอุหาชมยาก เนื่องจากผลิตขึ้นสมัยราชวงศ์ชิง ในรัชกาลจักรพรรดิหย่งเจิ้ง ซึ่งครองราชย์เพียง 12 ปีเท่านั้น จึงทำให้เครื่องกระเบื้องชิ้นนี้มีทั้งคุณค่าและมูลค่าสูงนั่นเอง

ในส่วนจัดแสดงสุดท้าย ‘กุฏิเรือนแถวตะวันตก’ จัดแสดงเอกสารโบราณ ทั้งคัมภีร์ใบลาน พระไตรปิฎก และพระนิพนธ์เทศนาของสมเด็จพระสังฆราช (แพ) สำหรับผู้เขียนแล้วความน่าตื่นตาตื่นใจ อยู่ที่คัมภีร์ใบลานทั้งอักษรขอมและอักษรไทย ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งยังคงอยู่ในสภาพดีแม้ผ่านเวลามาเกินร้อยปีแล้วก็ตาม

สำหรับคำถามที่ว่า “คนเช่นใดกันหนอที่ชมชอบศิลปะอย่างลึกซึ้ง”

สิ่งของล้ำค่าในห้องจัดแสดงทั้งหมดนี้ก็ได้บอกกับเราแล้วว่า สมเด็จพระสังฆราช (แพ) น่าจะเป็นทั้งนักออกแบบ นักประพันธ์ และนักสะสมที่เห็นคุณค่าของสิ่งของเหล่านี้มากเลยทีเดียว มิเช่นนั้นเราคงไม่ได้เห็นสิ่งของล้ำค่าทั้งหลายในสภาพดีเช่นนี้เป็นแน่

ใบลานที่ (เกือบ) ถูกลืม

อย่างที่บอกไปตอนต้นว่า อาจารย์อ๊อดอยู่กับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มาตั้งแต่เริ่ม เดิมทีอาจารย์อ๊อดเป็นเจ้าหน้าที่สำรวจจัดทำทะเบียนคัมภีร์ใบลาน ด้วยความเชี่ยวชาญและความสนใจจึงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ต่อในฐานะอาสาสมัคร

อาจารย์อ๊อดพบว่า มีคัมภีร์ใบลานจำนวนหนึ่งซึ่งอยู่นอกเหนือจากประเภทพระไตรปิฎกที่ทางหอสมุดฯ สนใจ ทำให้คัมภีร์ใบลานเหล่านั้นถูกแยกออกไปและไม่นำมาแปล อาจารย์อ๊อดจึงขอเจ้าอาวาสนำคัมภีร์ใบลานผูกเล็กๆ เหล่านั้นมาศึกษาต่อจนพบว่า เป็นพระนิพนธ์เทศนาลายพระหัตถ์ของสมเด็จพระสังฆราช (แพ) ที่เขียนด้วยอักษรขอมเป็นภาษาไทย สำหรับเทศนาในงานพระราชพิธีต่างๆ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เช่น การบำเพ็ญพระราชกุศลวาระที่รัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคต 50 วัน มีเนื้อหาสรรเสริญในพระราชกรณียกิจ หรือในงานที่รัชกาลที่ 7 ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล มีเนื้อหาปลอบพระราชหฤทัยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475

ความตอนหนึ่งจากพระนิพนธ์พระธรรมเทศนาปสังสกถาหนึ่งในคัมภีร์ใบลานผูกเล็กๆ นั้นเขียนด้วยอักษรขอม ภาษาไทย ไว้ว่า “กิจการแลความเจริญรุ่งเรืองประเทืองสุขของหมู่ ย่อมเป็นไปไม่ได้เพราะเหตุอย่างอื่น นอกจากสามัคคี ฉันใด แม้สามัคคีเล่า ก็เป็นไปไม่ได้เพราะเหตุอย่างอื่น นอกจากยุติธรรม ฉันนั้นฯ” ก็เป็นอีกหนึ่งเทศนาที่ยังใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย

ผู้เขียนได้แต่คิดอยู่ในใจว่า หากไม่มีใครสนใจคัมภีร์ใบลานผูกเล็กๆ เหล่านี้ เราในฐานะผู้เข้าชมคงไม่มีวันได้เห็นการบันทึกประวัติศาสตร์ในช่วงเวลานั้นๆ ไว้ก็ได้

แม้ไม่ได้มีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ไทยมากนัก แต่การได้เข้ามาชมที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็ถือว่าเป็น ‘บุญตา’ ไม่น้อย ทั้งสิ่งของที่หาชมยากหรือบางชิ้นก็มีแค่ที่นี่ที่เดียว สิ่งของจัดแสดงแต่ละชิ้นถูกจัดวางอย่างดี เป็นระเบียบ และเข้าใจง่าย ให้ผู้ชมอย่างเราได้ขยับสายตาเข้าไปดูใกล้ๆ อย่างไม่หวงของ

ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปเยือนพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นครั้งที่ 2 ได้เห็นบรรยากาศที่มีผู้คนเดินทางเข้ามาเยี่ยมชมเรื่อยๆ ไม่ได้เงียบเหงาอย่างที่พิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่ในไทยเป็น

ณ ห้องจัดแสดงคัมภีร์ใบลาน อาจารย์อ๊อดนั่งอยู่บนเก้าอี้ประจำตำแหน่งอาสาสมัครคอยบรรยายเกี่ยวกับเอกสารโบราณทั้งหมดอย่างคนที่รู้จริง ชนิดที่ฟังกี่ครั้งก็เพลินอย่างบอกไม่ถูก

ก่อนจากกัน อาจารย์อ๊อดจะเขียนชื่อของผู้ชมด้วยอักษรขอม ภาษาไทยไว้บนบัตรเข้าชมของแต่ละคนเพื่อให้ไว้เป็นที่ระลึก ผู้เขียนเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ต่อแถวอย่างใจจดใจจ่อ ก่อนจะนั่งปลื้มปริ่มกับชื่อตัวเองที่เขียนเป็นตัวอักษรขอมอย่างบรรจงด้วยลายเส้นที่ตวัดกำลังพอดีของอาจารย์อ๊อด

หากสิ่งของมีความรู้สึกนึกคิด คงดีใจไม่น้อยที่ได้เผยโฉมให้ผู้เข้าชมในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้เห็น และถูกจัดแสดงอย่างสวยงามในฐานะสิ่งของที่มีทั้งคุณค่าทางศิลปะ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์

และพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็จะเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายของผู้เขียนที่หากวันไหนว่างๆ คงได้มาเยี่ยมเยียนอีกเป็นแน่

ข้อมูลอ้างอิง

หนังสือพิพิธภัณฑ์ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...