ผ่าเส้นเรื่อง “เนสกาแฟ” ศาลสั่งห้ามผลิต-จำหน่ายในไทย
ปมเหตุ เนสท์เล่ พิพาท ตระกูลมหากิจศิริ ศาลสั่งห้ามผลิต-จำหน่ายในไทย หลัง “กึ้ง เฉลิมชัย” ฟ้องเนสท์เล่ยุติสัญญาสิทธิการผลิตเนสกาแฟกับ QCP ซึ่งถูกรับรองจากศาลอนุญาโตตุลาการสากลแล้ว ฟากเนสท์เล่เตรียมยื่นคำร้องคัดค้าน กรมการค้าภายในจับตาขาดตลาด-ฉวยโอกาสขึ้นราคา นักวิเคราะห์ประเมินหุ้น CBG SAPPE TACC อาจรับอานิสงส์เชิงบวก
'เนสกาแฟ' ธุรกิจกาแฟมูลค่า 1.7 หมื่นล้าน ภายใต้บริษัทร่วมทุน บริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด (QCP) จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2532 ด้วยทุนจดทะเบียน 500 ล้านบาทระหว่าง เนสท์เล่ และ ตระกูลมหากิจศิริ โดยมี "ประยุทธ มหากิจศิริ" เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้น 50/50 โดยมีผู้ถือหุ้น 6 ราย ได้แก่ :
- นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ ถือหุ้น 41.80% (20.9 ล้านหุ้น)
- เนสท์เล่ เอส.เอ สัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ ถือหุ้น 30.00% (15 ล้านหุ้น)
- วิโทรปา เอส.เอ สัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ ถือหุ้น 19.00% (9.5 ล้านหุ้น)
- นางสุวิมล มหากิจศิริ ถือหุ้น 5.00% (2.5 ล้านหุ้น)
- นายประยุทธ มหากิจศิริ ถือหุ้น 3.20% (1.6 ล้านหุ้น)
- บริษัท เนสท์เล่เทรดดิ้ง ประเทศไทย จำกัด ถือหุ้น 1.00% (0.5 ล้านหุ้น)
ทั้งนี้ อำนาจในการบริหารงาน การผลิต การจัดจำหน่าย รวมทั้งการทำการตลาดผลิตภัณฑ์เนสกาแฟอยู่ภายใต้การบริหารของ เนสท์เล่ โดยเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตเนสกาแฟนั้นเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของเนสท์เล่
โดยมีผลประกอบการย้อนหลัง 3 ปี ดังนี้
- ปี 2566 รายได้รวม 17,183 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.4% จากปี 2565 กำไรสุทธิ 3,067 ล้านบาท ลดลง 9.8% จากปี 2565
- ปี 2565 กำไรสุทธิ 3,403 ล้านบาท
- ปี 2564 กำไรสุทธิ 3,704 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี ต้นทุนและค่าใช้จ่ายในปี 2566 เพิ่มขึ้น 3.7% ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของรายได้ ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานลดลงเป็น 3,831 ล้านบาทจาก 4,254 ล้านบาทในปี 2565
ปมเหตุศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามเนสท์เล่ผลิต-จำหน่าย
อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ 30 ปีระหว่าง "เนสท์เล่" บริษัทอาหารยักษ์ใหญ่ระดับโลก กับ บริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด (QCP) ภายใต้การนำของ ตระกูล "มหากิจศิริ" กำลังสั่นคลอน และ'เนสกาแฟ' อาจต้องโบกลาตลาดประเทศไทยถาวร
หลังจาก เนสท์เล่แจ้งยุติสัญญาการให้สิทธิในการผลิตเนสกาแฟกับ QCP ในปี 2564 ซึ่งการยุติสัญญาดังกล่าวได้ถูกรับรองโดยศาลอนุญาโตตุลาการสากลว่ามีผลทางกฎหมายตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2567
“แต่ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงเรื่องการดำเนินงานในอนาคตของบริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส ได้ ทำให้เนสท์เล่ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเลิกบริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์สฯ”
เป็นเหตุให้ นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ QCP ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งมีนบุรีเพื่อให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว และศาลแพ่งมีนบุรี ได้ออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามมิให้เนสท์เล่ ผลิต ว่าจ้างผลิต จำหน่าย และนำเข้าผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูป โดยใช้เครื่องหมายการค้า Nescafé ในประเทศไทย
กระทั่งวันที่ 3 เมษายน 2568 ศาลแพ่งมีนบุรีได้ออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามมิให้เนสท์เล่ ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์เนสกาแฟแต่เพียงผู้เดียว ดำเนินการผลิต ว่าจ้างผลิต จำหน่าย และนำเข้าผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูปภายใต้เครื่องหมายการค้า Nescafé ในประเทศไทย
เนสท์เล่ออกแถลงการเตรียมยื่นคำร้องคัดค้าน
อย่างไรก็ดี เนสท์เล่ออกแถลงการณ์โดยมีใจความว่าเมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568 ศาลแพ่งมีนบุรี ได้ออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามมิให้เนสท์เล่ ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์เนสกาแฟแต่เพียงผู้เดียว ดำเนินการผลิต ว่าจ้างผลิต จำหน่าย และนำเข้าผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูป โดยใช้เครื่องหมายการค้า Nescafé ในประเทศไทย โดยที่เนสท์เล่ยังไม่มีโอกาสเสนอข้อเท็จจริงต่อศาลก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งดังกล่าว แต่เนสท์เล่ก็ให้ความเคารพต่อกฎหมายและได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลฉบับนี้
โดยเนสท์เล่ได้ออกหนังสือแจ้งลูกค้า อันได้แก่ ผู้ประกอบการร้านค้าปลีกต่างๆ ทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2568 ให้รับทราบถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และแจ้งว่า บริษัทฯ จะไม่สามารถรับคำสั่งซื้อผลิตภัณฑ์เนสกาแฟจากร้านค้าเหล่านี้ได้ โดยมีผลตั้งแต่บัดนี้จนกว่าจะมีการแจ้งให้ทราบภายหลัง ในช่วงเวลาระหว่างนี้ ร้านค้าปลีกที่มีผลิตภัณฑ์เนสกาแฟอยู่ในร้าน ยังสามารถจำหน่ายได้ตามปกติ
อย่างไรก็ตามเนสท์เล่ จะดำเนินการอย่างเต็มที่ในการแก้ไขสถานการณ์นี้ และกำลังดำเนินการยื่นคำร้องคัดค้านเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าวต่อศาล พร้อมยื่นข้อมูลที่ครบถ้วนแก่ศาลแพ่งมีนบุรีเพื่อการพิจารณาคำร้อง
กรมการค้าภายในติดตามสถานการณ์เนสกาแฟขาดตลาด-ฉวยโอกาสขึ้นราคา
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงประเด็นดังกล่าวว่า กรมการค้าภายในได้มีการติดตามสถานการณ์การจำหน่ายสินค้ากาแฟอย่างใกล้ชิดทั้งปริมาณและราคากาแฟในตลาด รวมถึงมีการกักตุนสินค้าหรือไม่ ทั้งในห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ รวมถึงร้านจำหน่ายปลีกต่างๆ พบว่ายังมีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการ และมีการจำหน่ายในราคาปกติ ไม่มีการชะลอการขายแต่อย่างใด
ขณะเดียวกันมีการสั่งซื้อกาแฟแบรนด์อื่นที่มีคุณภาพและมาตรฐานหลายยี่ห้อเข้ามาเพิ่มเติม และทางห้างฯ มีการจัดรายการโปรโมชันส่งเสริมการขาย อาทิ ลดราคาอย่างต่อเนื่อง แม้กาแฟแบรนด์ดังกล่าวจะมีสัดส่วนการตลาดที่สูงกว่าแบรนด์อื่น แต่ปัจจุบันตลาดสินค้ากาแฟมีการแข่งขันสูงทั้งด้านคุณภาพและด้านราคา ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อได้ ซึ่งจากการจำหน่าย พบว่าผู้บริโภคก็ตอบรับสินค้าในแบรนด์ใหม่ๆ มากขึ้น
นักวิเคราะห์ประเมิน เนสกาแฟสะดุด หุ้น CBG SAPPE TACC อาจรับอานิสงส์เชิงบวก
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ประเมินว่าจากกรณี เนสท์เล่ ถูกศาลแพ่งมีนบุรีห้ามผลิต ว่าจ้างผลิต จำหน่าย และนำเข้า กาแฟสำเร็จรูปแบรนด์ Nescafe ในไทย โดยมองเป็น sentiment บวกต่อคู่แข่ง อาทิ CBG SAPP TACC แต่ผลบวกจริงค่อนข้างจำกัด เพราะสัดส่วนรายได้ไม่เยอะ เนื่องจาก เนสท์เล่ มีส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 มากกว่า 50%