โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ข้าคือพ่อครัวอันดับหนึ่ง [มีอีบุ๊ค]

นิยาย Dek-D

อัพเดต 17 ก.พ. 2567 เวลา 03.12 น. • เผยแพร่ 17 ก.พ. 2567 เวลา 03.12 น. • จระเข้ขึ้นบก 2.0
เพราะอุบัติเหตุจึงทำให้เขาต้องข้ามภพมาอยู่ในร่างของบุคคลอื่น ตกตะลึงกับสภาพบ้านที่พร้อมจะถล่มลงมาตลอดเวลา ความสามารถที่ร่ำเรียนตั้งแต่ชาติก่อนจำต้องถูกเขางัดมาใช้เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น!

ข้อมูลเบื้องต้น

ท่ามกลางม่านฟ้าสีสลัว ชายหนุ่มผู้หนึ่งเดินผิวปากฮำเพลงตามท้องถนนอย่างสำราญใจ

"กินอะไรดีนะ" ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ ดวงตาของเขาเป็นประกายวิบวับยามเอ่ยถึงของกิน

"ไปร้านเจ๊จอยก็แล้วกัน" พูดจบก็มุ่งหน้าตามเส้นทางที่เขาคุ้นเคย

อัศวิน นี้เป็นชื่อของเด็กหนุ่มเจ้าของร่างตุ้ยนุ้ยที่เดินผิวปากอย่างไม่สนโลก
เขาเกิดและเติมโตขึ้นที่นี่ ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวเพราะบิดากับมารดาจากไปตั้งแต่ยังเด็ก เพื่อเอาชีวิตรอดเขาจำต้องทำงานสารพัดอย่าง
ไม่ว่าจะล้างจาน เสริฟน้ำ หรือแม้แต่ซักผ้า เขาล้วนผ่านมาทั้งหมด แต่มีอยู่อาชีพนึงที่เขาชอบและหลงไหลมากที่สุดก็คือ การทำอาหาร
และเขาก็ทำมันได้ดีเสียด้วย เพราะนอกจากจะได้เงินเยอะแล้ว เขายังสามารถแอบกินเมื่อไหร่ก็ได้ตามที่ต้องการ
ดังนั้นความฝันที่ยิ่งใหญ่ของเขาก็คือ การเป็นเชฟในร้านอาหารหรูๆ สักแห่งเพื่อได้ลิ้มรสชาติเนื้อเกรดเอสักครั้งในชีวิต!
ขณะที่เด็กหนุ่มคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย สายตาเขาเห็นร้านเจ๊จอยอยู่ตรงสุดสายตา นี่เป็นสถานที่แรกที่เขามารับจ้างทำงาน และวิชาส่วนใหญ่เขาก็ได้รับสืบทอดมาจากเจ๊นั่นแหละ
แม้ชื่อจะดูโหลไปบ้าง แต่ร้านอาหารนี้กลับเป็นร้านชื่อดังประจำจังหวัด มีเมนูอาหารมากมายให้เลือกสรรไม่ต่างจากร้านดังๆ ในเมืองกรุงเลย
ผู้คนต่างแหแหนเข้ามาใช้บริการจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน
"เจ๊!" ขณะที่เขากำลังเรียกเจ๊จอยเจ้าของร้าน หูพลันได้ยินเสียงบีบแตรรถดังลั่นสนั่นทั่วซอย
ปี้นๆๆๆๆ!!!!!!
โครมมมม!!!
สิ้นเสียงโครมครามดุจระเบิดลูกใหญ่ ตามด้วยเสียงอึกทึกของฝูงชน เหล่าไทยมุงต่างรีบมายืนออด้วยความอยากรู้อยากเห็น
อัศวินรู้สึกเจ็บแปล๊บทั่วกาย ราวกับถูกทุบด้วยค้อนยักษ์จนขยับไปไหนไม่ได้ สายตาเขาเหลือบมองผู้คนที่ชี้ไม้ชี้มือมาทางนี้
เจ็บอิบอายเลย อย่ามัวมองกันสิวะ ช่วยตูด้วย!
.
.
.
"โอ้ย ทำมปวดเนื้อปวดตัวแบบนี้" อัศวินสูดปากซี๊ดซ๊าดเมื่อพลิกกายขยับเปลี่ยนท่านอน
"อาเล่อ เจ้าตื่นแล้ว!" เสียงแก่ชราดังขึ้นที่ข้างหู เรียกความสนใจของเด็กหนุ่มได้โดยพลัน
"!!!!"


พูดคุยก่อนนะครับ นิยายเรื่องนี้ผมยังเขียนไม่จบ แต่จะทยอยลงให้ทันอีกแอพ แล้วจากนั้นจะลงสามวันต่อหนึ่งตอนนะครับ

อัพตอนตอนเวลา 12:30

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ (ฉบับเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๕๘) ห้ามทำการคัดลอก เลียนแบบ ดัดแปลงหรือทำซ้ำ เนื้อหา ภาพประกอบ หรือ เผยแพร่ข้อมูล ส่วนใดส่วนหนึ่งด้วยรูปแบบและวิธีการใดๆก็ตาม ก่อนที่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงานเท่านั้น!

บทที่ 1 สิงร่าง

จางเซียวเล่อ นี่คือชื่อของร่างเดิม อัศวินงุนงงยิ่ง เมื่อตะกี้นี้เขาพึ่งจะถูกรถชนไม่ใช่หรือ แต่แล้วทำไมจู่ๆ ถึงฟื้นขึ้นในบ้านหลังเก่าเช่นนี้ล่ะ

ดวงตาสีน้ำตาลจ้องมองเพดานไม้ผุพังที่พร้อมจะถล่มลงมาได่ทุกเมื่อ

"อาเล่อ เจ้าฟื้นแล้ว" น้ำเสียงขราภาพของสตรีดังขึ้นข้างกาย อารมณ์ในวาจาเต็มไปด้วยความปิติยินดี

"พวกคุณเป็นใคร" อัศวินถามเสียงแห้ง

หวังกุ้ยฉิน เป็นชื่อของหญิงสูงวัย เส้นผมบนศีรษะมีสีขาวแซมเป็นหย่อมๆ ร่างกายค่อนข้างผอมแห้ง และแม้จะเป็นเช่นนั้น บนใบหน้าเหี่ยวย่นซึ่งเป็นร่องรอยแห่งกาลเวลากลับปรากฏเค้าโครงของความงามหลงเหลืออยู่

"อาเล่อ เจ้ายังเจ็บตรงไหนหรือไม่?" เสียงที่ดังขึ้นอีกครั้งเรียกให้ชายหนุ่มหันไปมองที่อีกฟากหนึ่ง

คราวนี้เป็นชายสูงวัย อายุรุ่นราวคราวเดียวกับหญิงชราด้านข้าง

จางหมิง ชายชราที่ร่างกายผอมแห้งไม่แพ้กัน แต่ที่หนักกว่าก็คงจะเป็นผิวกายที่เป็นสีดำคล้ำประดุจถ่านจนคนมองนึกสะท้อนใจ เส้นผมบนศีรษะเต็มไปด้วยสีขาวโพลน หากเทียบกันแล้วหญิงชรายังดูดีกว่ามากนัก

"ขอน้ำ" เด็กหนุ่มกล่าวน้ำเสียงขาดหาย

หญิงชราได้ยินดังนั้นจึงไม่รอช้า รีบเทน้ำในแก้วกระเบื้องใบเก่าแล้วยื่นให้เด็กหนุ่ม อัศวินรีบคว้ามาดื่นจนหมดแก้วในรวดเดียว

ทว่าต่อมาภาพตรงหน้ายิ่งทำให้สองสามีภรรยาตื่นตกใจเป็นทวีคูณ เพราะบัดนี้หลานชายเพียงคนเดียวของพวกเขาจู่ๆ ก็กรีดร้องเสียงหลง

มืออวบอ้วนกุมศีรษะไว้ราวกับทรมานอย่างแสนสาหัส สามีภรรยาสูงวัยก็ลนลานจนทำอะไรไม่ถูก ได้ต่ออ้ำๆ อึ้งๆ เพราะไม่รู้ว่าควรเริ่มจากตรงไหนดี

เสียงร้องดังอยู่นานก่อนจะเงียบลง เด็กหนุ่มหมดสติไปอีกครั้ง พร้อมกับความทรงจำแปลกปลอมที่เริ่มถ่ายเทเข้ามาในสมอง

'ดูเหมือนข้า…จะมาสิ่งร่างใครก็ไม่รู้!?'

บทที่ 2 หนึ่งเดือนถัดมา

ลืมตาตื่นในเช้าวันถัดมาก็พบกับสองสามีภรรยาสูงวัยกำลังนั่งทำสีหน้าเป็นกังวลอยู่ด้านข้าง เด็กหนุ่มมองหน้าอีกฝ่ายนิ่งงัน สำรวจความทรงจำแปลกประหลาดอยู่ครู่หนึ่งก็สรุปได้ว่าผู้สูงวัยทั้งสองคือตาและยายของร่างเดิม

เท่าที่จำความได้ มารดาของร่างเดิมจากไปตั้งแต่ยังเด็ก ส่วนบิดาบอกว่าจะเข้าป่าไปล่าสัตว์ ทว่าจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้กลับออกมา ไม่รู้ว่าจงใจหนีหาย หรือว่าถูกสัตว์ร้ายปลิดชีพกันแน่

ด้วยเหตุนี้เจ้าของร่างจึงต้องอยู่กับตาและยายตั้งแต่ยังเด็ก นับวันสภาพร่างกายของสองเฒ่าก็ยิ่งย่ำแย่ลงตามกาลเวลา เด็กหนุ่มที่อยากช่วยเหลือพวกเขาก็แอบออกไปหาสมุนไพรกลางป่าลึกอยู่บ่อยครั้ง

กระทั่งวันหนึ่งเขาวิ่งหนีฝูงหมาป่าที่หิวกระหาย แล้วพลาดท่าผลัดตกลงจากผาสูงชัน โชคดีที่มีชาวบ้านแถวนั้นผ่านไปเจอเข้าจึงพากลับมาส่งที่บ้าน

น่าเสียดายโชคชะตาไม่ได้อ่อนโยนต่อสองสามีภรรยาเท่าใดนัก อาการบาดเจ็บของร่างเดิมหนักหนามาก แม้กระทั่งหมอประจำหมู่บ้านยังหมดหนทางช่วยเหลือ สุดท้ายสองเฒ่าจึงได้แต่เฝ้ามองดูหลานรักจากไปอย่างทุกข์ทรมาน

และก็เป็นขณะเดียวกันกับที่อัศวินชายหนุ่มจากอีกโลกเข้ามาสวมวิญญาณในร่างนี้แทนโดยไม่ได้ตั้งใจ

นอกเหนือจากความทรงจำที่เขามีแล้ว อารมณ์ความรู้สึกก็เช่นกัน ความรักความห่วงใยต่อชายหญิงสูงวัยมันมีมากราวกับเขาคือ จางเซียวเล่อ ตัวจริง

"อาเล่อเจ้าหิวหรือไม่" หญิงชราถือข้าวต้มเดินเข้ามา

ดวงตาของหญิงชราที่มองเด็กหนุ่มมีแต่ความเจ็บปวด เมื่อก่อนจางเซียวเล่อตัวอวบอ้วนจ้ำม้ำสมบูรณ์ ทว่าช่วงหลังมานี้เศรษฐกิจของเมืองตันหยางค่อนข้างย่ำแย่ มิหนำซ้ำพวกเขายังถูกไล่ออกจากงานเพราะเหล่าอาหารโดนพิษเศรษฐกิจจนต้องปิดตัวลง

จางเซียวเล่อจึงต้องลดปริมาณอาหารให้น้อยลง เขารับรู้ถึงสถานการณ์ไม่สู้ดีในครอบครัว แต่เด็กหนุ่มก็ไม่ปริปากงอแงใดๆ อีกทั้งยังอาสาออกไปหางานเพื่อช่วยเหลือครอบครัวอยู่บ่อยครั้ง

เจ้าหนุ่มตัวอวบอ้วนของนางตอนนี้ผอมลงไม่น้อยเลย

หญิงชราแทบร่ำไห้!

"ข้ายังไม่หิวหรอกท่านยาย" ดวงวิญญาณจากต่างภพในร่างของจางเซียวเล่อเอ่ยตอบตามสัญชาตญาณ

"แต่เจ้ายังไม่ได้กินข้าวเช้าเลย"

"ไม่เป็นไรท่านยาย ข้ายังไม่หิว" เด็กหนุ่มส่ายหน้าไปมา

ถ้ารวมวันนี้ก็เป็นเวลากว่าหนึ่งเดือนแล้วที่เขาได้มาอาศัยในร่างของจางเซียวเล่อ ยิ่งนานวันความทรงจำของทั้งสองก็ผสานรวมเป็นหนึ่ง หากจะว่าพูดตอนนี้อัศวินคือจางเซียวเล่อ เซียวเล่อก็คืออัศวินก็ไม่ผิดนัก

สภาพร่างกายของเขาฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว ในวันนี้เขาก็พอที่จะลุกขึ้นเดินได้บ้างแล้ว แม้จะต้องใช้ไม้เท้าช่วยค้ำก็ตาม

บ้านตระกูลจางมีสภาพค่อนข้างเก่าทรุดโทรมพร้อมถล่มลงมาอยู่ตลอดเวลา แม้แต่จางเซียวเล่อเองก็ยังต้องผวาตื่นกลางดึกอยู่บ่อยครั้งเพราะเกรงว่ามันจะถล่มลงมาจริงๆ

สถานที่ตรงนี้ตระกูลจางอาศัยอยู่มาตั้งแต่บรรพบุรุษ ส่วนใหญ่จะมีอาชีพเป็นเกษตรกร แต่โชคร้ายผืนนาของตระกูลจางถูกขายไปแล้ว

จางเซียวเล่อเดินกะโผลกกะเผลกออกมามองดูโลกภายนอก สภาพรอบบ้านนับว่าไม่เลวนัก หากถางหน้าออกก็จะกลายเป็นพื้นที่โล่งกว้างพร้อมให้พวกเขาใช้เป็นที่เพราะปลูกได้

"ด้านหลังบ้านเราเป็นภูเขา คงต้องลองไปดูเสียหน่อยว่ามีอะไรที่ใช้เป็นวัตถุดิบได้บ้าง" จางเซียวเล่อครุ่นคิด

ในเมื่อข้ามาอาศัยร่างของเจ้าอยู่แล้วก็อย่าได้กังวลเลยเซียวเล่อ ข้าผู้นี้จะทำให้ตระกูลจางกลายเป็นตระกูลที่ร่ำรวยเป็นอันดับหนึ่ง!

บทที่ 3 หัวไชเท้า

พักฟื้นอีกหลายสัปดาห์จนเขาสามารถกลับมาเดินได้ปกติ จางเซียวเล่อไม่คิดรีรออีกต่อไป ภูเขาสีเขียวด้านหลังเป็นความหวังของเขา เด็กหนุ่มกับตะกร้าสานคู่ใจรีบมุ่งหน้าไปทันที
แม้ระหว่างทางจะยากลำบาก เพราะขนาดตัวที่ค่อนข้างใหญ่ ผิดกับเส้นทางในป่าที่คับแคบและรกทึบ ตามเนื้อตัวปรากฏบาดแผลเล็กน้อย ซึ่งเป็นร่องรอยของการถูกหนามขีดข่วน เด็กหนุ่มจำต้องใช้ความพยายามอย่างมหาศาลในการเดินแต่ละก้าว
เป็นเวลากว่าสิบเค่อที่เขาบุกบั่นมุ่งมั่นขึ้นเขา สุดท้ายความพยายามก็เป็นผล เพราะเขาเจอกับบริเวณที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์มาก มีต้นไม้นานาพันธุ์ขึ้นเป็นทิวแถว
ดวงตาเด็กหนุ่มเป็นประกายวิบวับอย่างไม่อยากเชื่อ ที่โลกก่อนสถานที่แบบนี้นับว่าหายากมาก สมัยที่เขาผันตัวไปเป็นคนสวนชั่วคราวก็ยังไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน
ใบหน้ากลมอ้วนกวาดมองโดยรอบ ก่อนจะสะดุดกับอะไรบางอย่าง
ลำต้นมีขนาดสั้นกลมและเป็นข้อสั้น ไม่มีกิ่งก้านแทงออกบริเวณตรงกลาง ใบของมันเป็นใบเดี่ยว แทงออกบริเวณข้อของลำต้น ขอบใบค่อนข้างเรียบเนียน
"หัวไชเท้า!?" จางเซียวเล่อตื่นเต้นสุดขีด และยิ่งทำให้เขาตื่นเต้นเข้าไปใหญ่เมื่อหัวไชเท้าที่พบเจอมีมากกว่าสิบต้น
ตะกร้าสานใบใหญ่ถูกใช้เป็นที่บรรจุในทันที เขาพบว่าบริเวณนี่มีรอยเท้ามากมาย แต่กลับไม่มีร่องรอยการขุดมันไปเลยแม้แต่ต้นเดียว
"บางทีพวกๆเขาอาจจะยังไม่รู้ถึงข้อดีของมัน" จางเซียวเล่อยิ้มเยาะ ก่อนจะรีบเก็บให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
หลังหัวไชเท้าเต็มตะกร้าแล้ว เด็กหนุ่มตัวอวบจึงมุ่งหน้ากลับ หมายจะให้ถึงบ้านก่อนเวลาเที่ยง
"อาเล่อ เจ้าไปที่ใดมา!" เสียงตวาดด้วยความโกรธของชายชราดังลั่นจนเด็กหนุ่มสะดุ้งโหยง
"ท่านตา ท่านมาทำอะไรที่นี่" เด็กหนุ่มยิ้มแฉ่ง ยิงฟันขาวไปให้อีกฝ่าย
"อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง สรุปแล้วเจ้าไปที่ใดมา แล้วข้างหลังเจ้านั่นอะไรกันน่ะ ทำไมถึงมากมายขนาดนั้น" ชายชราถามเสียงเขียว เจ้าหลานคนนี้นี่จริงๆ เลย พึ่งจะหายได้ไม่นานก็หาเรื่องขึ้นเขาอีกแล้ว
"นี่น่ะหรือ เงินทั้งนั้นเลย" จางเซียวเล่อหัวเราะยีฟัน
"ไอหยา อาเล่อเจ้าแอบขึ้นเขาไปอีกแล้วหรือ" หญิงชราที่ได้ยินเสียงเอะอะก็เดินออกมาดู เมื่อเห็นเนื้อตัวมอมแมมของหลานชายก็ตื่นตกใจ
ภาพของเด็กหนุ่มสะบักสะบอมที่ถูกผู้ใหญ่บ้านนำกลับมายังฝังลึกในใจของนางไม่คลาย
"ท่านยาย นี่เรียกว่าหัวไชเท้า ข้าจะนำมันไปขาย หาเงินมาเลี้ยงดูพวกท่าน"
"เหอะ พูดดีอีกแล้ว เจ้าควรจะพักอยู่บ้านเฉยๆ ดีกว่า งานเช่นนี้มันไม่เหมาะกับเจ้าสักนิด" จางหมิงไม่ยินยอม
"แต่ข้าอยากจะช่วยแบ่งเบาภาระพวกท่าน" เด็กหนุ่มกล่าว ขณะเดินหายเข้าไปในห้องครัว
ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของเด็กหนุ่มเป็นประกายอย่างอัศจรรย์ใจ จากความทรงจำอันเลือนราง สองตายายเลี้ยงหลานเพียงคนเดียวราวกับไข่ในหินคอยประคบประหงมไม่ขาด
แม้ตนเองจะเหนื่อยจนร่างแทบแหลกเป็นเสี่ยงๆ แต่พวกเขากลับไม่ปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว มิหนำซ้ำยังไม่ยอมให้หลานชายต้องออกไปทำงานเสียด้วย
จางเซียวเล่อผู้นี้ช่างบุญหนายิ่งนัก!

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...