โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ผมนี่แหละเจ้าแห่งฟาร์มปลา [นิยายแปล]

นิยาย Dek-D

อัพเดต 30 พ.ย. 2566 เวลา 10.30 น. • เผยแพร่ 30 พ.ย. 2566 เวลา 10.30 น. • Ink Stone
สวัสดีครับทุกท่าน! ยินดีต้อนรับเข้าสู่ ฟาร์มปลาแสนสุขของผม!

ข้อมูลเบื้องต้น

ผมนี่แหละเจ้าแห่งฟาร์มปลา

ชีวิตบัดซบของ 'ฉินสือโอว' เริ่มต้นด้วยการถูกใส่ร้ายว่ายักยอกเงินและถูกให้ออกจากบริษัท
หนำซ้ำยังต้องชดใช้จนไม่มีแม้แต่เงินจ่ายค่าเช่าห้อง
แต่ไม่รู้ว่าโชคดีหรืออะไร เขาพบว่าคุณปู่รองได้ทิ้งพินัยกรรมมูลค่าหลายร้อยล้านไว้ให้
นั่นคือฟาร์มปลาที่แคนาดา
แต่ที่นั่นกลับโกโรโกโสทรุดโทรม ปลาสักตัวก็แทบไม่มี
นอกจากนั้นยังต้องเสียภาษีการยืนยันพินัยกรรมจำนวนมากอีก
จากที่ตอนแรกเขากะจะขายฟาร์มแล้วหอบเงินกลับประเทศจีน
กลับต้องฟื้นฟูกิจการฟาร์มปลาเพื่อหาเงินไปจ่ายค่าภาษี
ไม่งั้นจะต้องยอมเสียฟาร์มให้ทางการไป
ทว่าระหว่างที่สำรวจทะเลสาบในเกาะ เขาถูกปลาทำร้ายจนเลือดที่คางหยดลงไปบนจี้รูปหัวใจสีน้ำเงินที่มีชื่อว่า 'หัวใจโพไซดอน'
ทำให้ตัวจี้หลอมเข้าไปในตัวเขา
จากนั้นมา…
จิตสำนึกของเขาก็สามารถสำรวจและควบคุมท้องน้ำรวมถึงทำการเยียวยาและรักษาสิ่งมีชีวิตในทะเลได้
และนี่ คือหนทางกอบกู้ฟาร์มมรดกของเขา!

*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัท Ink Stone Entertainment ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : China Literature
เรื่อง : ผมนี่แหละเจ้าแห่งฟาร์มปลา
ผู้เขียน : เฉวียนจินสู่ตั้นเค่อ
ผู้แปล : Marano team
---
[黄金渔场] / [全金属弹壳]
©2020 Ink Stone Entertainment Co., Ltd. All rights reserved.
Thai translation rights arranged with China Literature by Ink Stone Entertainment Co., Ltd.

บทที่ 1 พินัยกรรมจากแคนาดา

บทที่ 1 พินัยกรรมจากแคนาดา

เดือนเมษายน ณ เมืองไหเต่าซึ่งอากาศยังคงความหนาวเย็นของฤดูใบไม้ผลิอยู่

7 โมงครึ่งแล้วแต่ฉินสือโอวกลับไม่รู้สึกง่วงงุนอีกต่อไป เขากระชับเสื้อคลุมเอนตัวนั่งพิงหัวเตียงพลางทอดสายตาเหม่อมองไปยังนอกหน้าต่าง

เขามาอยู่ในเมืองนี้ได้ 8 ปีแล้ว เริ่มจากมาเรียนมหาวิทยาลัย หลังจากเรียนจบก็ยังคงก็อาศัยอยู่ในเมืองนี้ต่อมา

มหาวิทยาลัยจงยางไห่หยางที่ฉินสือโอวเรียนจบมาเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในเมืองไหเต่า หลังจากที่เขาเรียนจบ เขาก็ได้เข้าทำงานในแผนกทรัพยากรบุคคลที่บริษัทปิโตรเลียมที่ดีที่สุดของเมืองไหเต่าด้วยความเหลือจากเหมาเหว่ยหลงรุ่นพี่ของเขา

ทำงานในตำแหน่งนี้มาได้ 4 ปี จนเมื่อเดือนที่แล้วแผนกทรัพยากรบุคคลก็มีพนักงานดูแลเอกสารสาวสวยเข้ามาใหม่คนหนึ่ง ผู้จัดการมอบหมายให้ฉินสือโอวเป็นพี่เลี้ยงดูแลเธอ แรกๆ ก็ไม่มีอะไร แต่ความสวยของเธอดันไปโดดเด่นสะดุดตาทายาทเศรษฐีคนหนึ่งในบริษัทเข้า

เรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็ง่ายๆ เข้าอีหรอบเดิม ทายาทเศรษฐีคนนั้นเห็นเธอกับฉินสือโอวสนิทกันก็เลยเกิดความหึงหวง เขาเรียกฉินฉือโอวไปเตือนหลายครั้ง แต่ฉินสือโอวไม่สนใจ จนกระทั่งทั้งสองมีปากเสียงกันจนถึงขั้นลงไม้ลงมือในท้ายที่สุด

เดิมทีมันเป็นเพียงปัญหาเรื่องผู้หญิง แต่เมื่อทายาทเศรษฐีถูกเฉินสือโอวทำร้าย ปัญหาที่ตามมาหลังจากนั้นจึงยิ่งไปกันใหญ่ หมอนั่นติดต่อไปหาเพื่อนของเขาที่อยู่แผนกการเงินเพื่อให้พวกนั้นสร้างหลักฐานใส่ร้ายว่าฉินสือโอวยักยอกเงินก้อนหนึ่งของบริษัทไป

การยักยอกเงินบริษัทถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหญ่โต ฉินสือโอวไม่เพียงต้องชดใช้เงินคืนให้บริษัท แต่เขายังถูกไล่ออกเพราะเหตุนี้อีกด้วย!

จะว่าไปเรื่องที่ถูกไล่ออกจากบริษัทมันก็ไม่ได้แย่อะไร ที่จริงฉินสือโอวก็คิดจะลาออกอยู่แล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่ทั้งเนื้อทั้งตัวเขาตอนนี้แทบจะไม่มีเงินเหลืออยู่เลย เพราะเงินของเขาถูกนำไปชดใช้ให้บริษัทจนหมดแล้ว

เคราะห์ซ้ำกรรมซัดไปอีกก็คือเดือนนี้เขาต้องจ่ายค่าเช่าห้องสำหรับสามเดือนข้างหน้าอีกด้วย ลำพังเงินที่เขาเหลืออยู่ตอนนี้มีพอแค่ค่าอาหารแต่ละมื้อเท่านั้น และไม่ว่ายังไงเงินก็คงไม่พอจ่ายค่าเช่าห้องแน่ๆ

ขณะที่ฉินสือโอวกำลังเครียดเรื่องค่าเช่าห้องก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น!

ฉินสือโอวเดินไปเปิดประตูก่อนใบหน้าดุดันของลุงเจ้าของห้องก็จะปรากฏขึ้นต่อหน้าเขาทันที ลุงเจ้าของห้องมาหาเขาตอนนี้ก็มีอยู่แค่เหตุผลเดียวเท่านั้นคือการมาเก็บค่าเช่าอย่างไม่ต้องสงสัย

ถึงแม้ว่าเมืองไหเต่าจะตั้งอยู่ทางเหนือ แต่เนื่องจากอยู่ติดทะเลจึงทำให้เมืองไหเต่ากลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญแห่งหนึ่ง ดังนั้นเศรษฐกิจจึงเติบโตอย่างรวดเร็ว เรียกได้ว่าเป็นเมืองรองเลยก็ว่าได้ และด้วยเหตุนี้จึงทำให้บ้านมีราคาสูงมาก ส่วนค่าเช่าบ้านก็แพงเช่นกัน

ฉินสือโอวเช่าห้องสตูดิโอขนาดเล็ก 1 ห้องนอน 1 ห้องรับแขกเอาไว้ ค่าเช่าต่อเดือนก็อยู่ที่หนึ่งพันหยวน แถมยังเก็บค่าเช่าล่วงหน้าทีละ 3 เดือนอีก นั่นจึงหมายความว่าเขาต้องจ่ายสามพันหยวนภายในเดือนนี้ แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือแค่สามร้อยหยวนเขายังไม่มีเลย!

ช่วยไม่ได้ ฉินสือโอวจึงทำได้เพียงยิ้มแห้งๆ และขอร้องให้ลุงเจ้าของห้องช่วยเห็นใจเขาหน่อย ลุงเจ้าของห้องดูไม่ค่อยพอใจมากนัก และก่อนจากไปเขาก็พูดออกมาเสียงแข็ง

“ฉันให้เวลา 2 วัน เย็นวันมะรืนฉันจะมาเก็บเงินอีกที ถ้ายังไม่จ่ายค่าเช่าห้องนายก็ไสหัวออกไปซะ!”

ช่างเป็นคำพูดที่ทำร้ายจิตใจเหลือเกิน แต่ฉินสือโอวไม่มีแรงจะโมโหอีกแล้ว

ฉินสือโอวในวันนี้ถูกบีบบังคับจนอับจนหนทางมองไปทางไหนก็มืดแปดด้านไปหมด

เมื่อส่งเจ้าของห้องเช่ากลับไปแล้ว ฉินสือโอวก็กลับไปนั่งนอนลงอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าเหนื่อยล้า ในหัวของเขาคิดเรื่องอนาคตไม่ออกและยังสิ้นหวังกับเรื่องราวในปัจจุบัน

อีกไม่นานเขาก็จะสามสิบแล้ว แต่กลับไม่มีงาน ไม่มีบ้าน ไม่มีรถ และพอนึกถึงหน้าพ่อแม่ใจของเขาก็ยิ่งห่อเหี่ยวเข้าไปใหญ่

ในตอนนั้นเองจู่ๆ ประตูห้องของเขาถูกเคาะอีกครั้ง และเสียงดังบาดหูของเจ้าของห้องเช่าก็ดังขึ้นมา

“เสี่ยวฉิน เปิดประตู เปิดประตูเดี๋ยวนี้!”

พอได้ยินเสียงเจ้าของห้องเช่าความรู้สึกห่อเหี่ยวและสิ้นหวังในใจของเขาก็ถูกแทนที่ด้วยความโกรธ ตาลุงเจ้าของห้องชักจะมากเกินไปแล้วนะ ไหนบอกว่าให้เวลาเขาสองวัน พอถึงเวลาแล้วจะมาเก็บเงินไง แล้วทำไมถึงกลับมาทวงเร็วขนาดนี้?

ฉินสือโอวข่มกลั้นความโกรธแล้วเปิดประตูออกไป แต่เขากลับพบว่าข้างกายของเจ้าของห้องเช่ามีตำรวจในเครื่องแบบที่สวมหมวกปีกกว้างอีกคนอยู่ด้วย

เมื่อตำรวจเห็นฉินสือโอว เขาก็เอ่ยปากถามขึ้นมา

“คุณคือคุณฉินใช่ไหมครับ?”

ฉินสือโอวพยักหน้า จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงพูดต่อ

“ถ้าอย่างนั้นเชิญไปกับผมด้วยครับ มีคนอยากพบคุณ”

พอได้ยินตำรวจพูดอย่างนั้น ยังไม่ทันที่ฉินสือโอวจะพูดอะไร เจ้าของห้องเช่าก็รีบพูดขึ้นมาทันที

“คุณเจ้าหน้าที่ครับ ผมไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับเสี่ยวฉินนะครับ ถ้าเขาไปก่อคดีอะไรมา มันไม่เกี่ยวกับห้องของผมนะครับ”

ฉินสือโอวจะไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เขาคิดว่าคดีก่อนหน้านี้อาจจะมีปัญหาอะไรขึ้นมา เขาจึงได้แต่เดินตามเจ้าหน้าที่ตำรวจหนุ่มไปยังสถานีตำรวจด้วยสภาพไร้วิญญาณ

พอถึงสถานีตำรวจ เจ้าหน้าที่ก็พาเขาตรงไปยังห้องของผู้อำนวยการทันที

เมื่อเข้าไปในห้องเขาก็กวาดตามองไปรอบๆ ห้องก่อนจะเห็นตำรวจพุงพลุ้ยวัยกลางกำลังชงชาให้ชายในชุดสูทสองคนที่นั่งอยู่ตรงโซฟา

สิ่งที่ทำให้ฉินสือโอวจับต้นชนปลายไม่ถูกก็คือหนึ่งในสองคนที่นั่งอยู่บนโซฟาเป็นชายสวมสูทรูปร่างสูงใหญ่ ผมสีบลอนด์ นัยน์ตาสีฟ้าและผิวขาวซีดราวกับแวมไพร์ อายุของเขาน่าจะไม่ต่ำกว่าห้าสิบหกสิบเห็นจะได้ เพราะเคราของเขากลายเป็นสีขาวราวกับหิมะไปแล้ว แต่ร่างกายที่กำยำนั้นช่างดูทรงพลังและน่าเกรงขามเหลือเกิน

เจ้าหน้าที่ตำรวจวัยกลางคนคนนั้นคือผู้อำนวยการสถานีตำรวจอย่างไม่ต้องสงสัย ว่าแล้วเขาก็ยื่นมือมาทางฉินสือโอวแล้วพูดขึ้น

“คุณคือคุณฉินสือโอวสินะครับ? สวัสดีครับ ผมหลัวหย่งจื้อผู้อำนวยการสถานีตำรวจท้องที่ถนนซวงเหอเขตหลัวซานครับ”

ช่วงก่อนหน้านี้ฉินสือโอวถูกพวกตำรวจทำให้เขารู้สึกเหมือนอยู่ไม่สู้ตาย เมื่อเห็นหลัวหย่งจื้อยื่นมือมาจึงรีบเข้าไปจับ ก้มหัวโค้งแนะนำตัวเองทันที

หลังจากหลัวหย่งจื้อปล่อยมือฉินสือโอวแล้ว ชายวัยกลางคนที่ก่อนหน้านี้นั่งอยู่ตรงโซฟาก็ลุกขึ้นมาจับมือเขาแล้วพูดขึ้น

“สวัสดีครับคุณฉิน ผมหลี่ซิ่นจากศาลประชาชนกลางแห่งเมืองไหเต่าครับ ส่วนท่านนี้คือคุณเออร์บัก ชาร์คแมน ทนายความที่มีชื่อเสียงจากสำนักงานกฎหมายฟาสเกนส์ ประเทศแคนาดาครับ”

หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้แนะนำตัวกันแล้ว แวมไพร์เฒ่าที่วางตัวสูงสง่าน่าเกรงขามมาตลอดก็ถามออกมาเป็นภาษาอังกฤษ

“สวัสดีครับคุณฉินสือโอว คุณรู้จักฉินหงเต๋อไหมครับ”

ขณะหลี่ซิ่นกำลังจะแปล ฉินสือโอวก็ตอบออกมาด้วยภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว

“ฉินหงเต๋อหรอครับ? เขาคือปู่รองของผม อืม..ก็คือพี่ชายคนที่สองของปู่ผม”

เออร์บักพยักหน้าแล้วถามอีก

“ถ้าอย่างนั้นคุณคงจะมีหัวใจโพไซดอนใช่ไหมครับ มันเป็นจี้สีน้ำเงินเล็กๆ ที่สวยมากๆ อันหนึ่ง ช่วยเอาออกมาให้ผมดูหน่อยได้ไหมครับ?”

ฉินสือโอวขมวดคิ้ว เขาไม่เข้าใจว่าฝรั่งคนนี้พูดถึงอะไร แต่กระนั้นเขาก็เลื่อนมือไปปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตเม็ดบนสุดออกแล้วดึงสร้อยเส้นสีแดงที่มีจี้รูปหัวใจสีน้ำเงินออกมา

เออร์บักยื่นมือไปรับหัวใจโพไซดอน แล้วหันไปพูดกับหลัวหย่งจื้อ

“ผมขอแก้วกระดาษใบหนึ่งหน่อยได้ไหมครับ?”

หลัวหย่งจื้อยกหูโทรศัพท์ อึดใจต่อมาแก้วคริสทัลราคาแพงก็ถูกยื่นมาให้เขาอย่างรวดเร็ว

เออร์บักเติมน้ำลงไปในแก้วแล้วนำหัวใจโพไซดอนหย่อนลงไปในน้ำ ทันใดนั้นน้ำในแก้วก็เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเช่นเดียวกับหัวใจโพไซดอน และเมื่อเออร์บักขยับข้อมือ น้ำในแก้วก็กระเพื่อมส่งกลิ่นน้ำทะเลออกมา

ทุกคนในที่นั้นตกตะลึงจนพูดไม่ออก ฉินสือโอวก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าจี้เล็กๆ ที่ตัวเองห้อยมาตลอดมีพลังวิเศษแบบนี้

เมื่อเสร็จแล้วเออร์บักก็พูดออกมาอย่างจริงจังว่า

“คุณฉินสือโอว สวัสดีครับ ผมเออร์บัก ชาร์คแมน ทนายความมือหนึ่งจากสำนักงานกฎหมายฟาสเกนส์ คุณฉินหงเต๋อมอบหมายให้ผมนำพินัยกรรมมาส่งมอบให้กับคุณ เดี๋ยวผมจะอ่านให้ฟังนะครับ…”

เออร์บักเปิดพินัยกรรมแล้วพูดออกมา

“นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป คุณฉินสือโอว หลานคนโตของคุณฉินหงเต๋อ จะเป็นผู้สืบทอดฟาร์มปลาต้าฉิน ซึ่งตั้งอยู่ที่รัฐนิวฟันด์แลนด์และแลบราดอร์ นครเซนต์จอห์น ประเทศแคนาดา! ซึ่งมีมูลค่าการตลาดตามการประเมินโดยธนาคารแคนาดาอยู่ที่ประมาณ 42 ล้านดอลลาร์แคนาดา หรือก็คือ 233,100,000 หยวนครับ! "

หัวใจของฉินสือโอวเต้นดัง ‘ตุบ ตุบ ตุบ’ ราวกับจะหลุดออกมา ไม่ง่ายเลยที่เขาจะทำใจให้สงบลงได้ จากนั้นเขาก็ถามออกไปด้วยเสียงสั่นๆ

“นี่คุณเออร์บักไม่ได้กำลังล้อผมเล่นใช่ไหมครับ? คุณปู่รองของผมทิ้งทรัพย์สินมูลค่า 230 ล้านหยวนให้ผมอย่างนั้นเหรอ?”

เออร์บักพยักหน้าเพื่อยืนยัน ต่อมาเขาก็แนะนำอะไรอีกนิดหน่อย ประมาณว่าตอนนี้เขาเป็นทนายส่วนตัวของฉินสือโอวแล้ว และต้องการให้ฉินสือโอวเดินทางไปแคนาดาโดยเร็วที่สุดเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการส่งมอบอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ให้เสร็จสิ้น

ฉินสือโอวลงนามในเอกสารยินยอมรับมรดก ภายใต้การรับรองของหลัวหย่งจื้อและหลี่ซิ่น จากนั้นเขาก็พาหลี่ซิ่นกับเออร์บักเดินทางไปยังห้องเช่าของตัวเอง

พอไปถึงอพาร์ตเมนต์เขาก็ต้องตกใจเมื่อได้เห็นกองข้าวของที่วางอยู่หน้าห้อง เมื่อมองดูดีๆ เขาก็พบว่าทั้งหมดเป็นของของเขา จำพวกผ้าห่ม ที่นอน หนังสือและคอมพิวเตอร์

เมื่อเจ้าของห้องเช่าเดินออกมาเห็นฉินสือโอว เขาก็ล็อกประตูดัง ‘กริ๊ก’ แล้วพูดออกมาอย่างเย็นชา

“กลับมาแล้วเหรอ? ดีเลย ฉันจะได้พูดให้นายเข้าใจ นายไปทำอะไรไม่ดีมาใช่ไหม? ไม่อย่างนั้นตำรวจจะมาหานายถึงที่ทำไม”

พอฉินสือโอวทำท่าจะตอบกลับ เขาก็แสดงสีหน้าเย็นชาแล้วพูดต่อ

“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว เก็บของของนายแล้วไสหัวออกไปซะ ฉันปล่อยห้องเช่าให้คนไม่ได้เรื่องอย่างนายไม่ได้หรอก”

ทันใดนั้นฉินสือโอวก็ได้สติขึ้นมาทันที

……………………………………….

บทที่ 2 มุ่งหน้าสู่ฟาร์มปลา

บทที่ 2 มุ่งหน้าสู่ฟาร์มปลา

คราวนี้ฉินสือโอวโมโหจริงๆ เจ้าของห้องเช่าทำเกินไปแล้ว ให้ตายสิ เขาควรจะโดนสักหมัดจริงๆ นะ!

แต่แล้วหางตาของฉินสือโอวก็เหลือบไปเห็นเออร์บักที่ยื่นถือกระเป๋าเอกสารอยู่ เขาจึงเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมาทันที เขานึกถึงฉากที่มักจะปรากฏในซีรีส์ฝรั่งและหนังฮอลลีวูดที่เมื่อเกิดเรื่องขึ้นมาทนายก็จะเป็นคนจัดการเรื่องทุกอย่างให้

ดังนั้นฉินสือโอวจึงเลิกโมโหแล้วเดินไปบอกเออร์บักเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่ดีของเจ้าของห้องเช่าอยู่สองสามประโยคแล้วจึงพูดขึ้นมาอีกครั้ง “คุณทนายครับ ที่เหลือผมฝากคุณด้วยนะ ทำให้พวกคนเลวรู้ถึงพลังของกฎหมายสักหน่อย”

เออร์บักได้ยินดังนั้นก็ยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยก่อนจะหยิบโทรศัพท์ของเขาขึ้นมาถ่ายภาพข้าวของที่วางอยู่หน้าประตูและประตูห้องที่ถูกล็อกเอาไว้สามสี่รูปดัง ‘แชะ! แชะ! แชะ!’

เออร์บักอ่านสัญญาห้องเช่าที่ฉินสือโอวยื่นให้แล้วจึงหันไปพูดกับเจ้าของห้องเช่า “สวัสดีครับ ผมเป็นทนายความของคุณฉินสือโอว ผมคิดว่าสิ่งที่คุณทำเป็นการละเมิดสิทธิลูกความของผมและผมจะฟ้องร้องดำเนินคดีกับคุณ พวกเราไปเจอกันที่ศาล XX ก็แล้วกันนะครับ”

ก่อนหน้านี้ตอนที่เจ้าของห้องเช่าเห็นฉินสือโอว เออร์บักและหลี่ซิ่นยืนอยู่ด้วยกัน เขาก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย เพราะที่ตรงนี้คือทางเดิน เขาจึงคิดว่าสองคนนี้แค่เดินมาทางเดียวกับฉินสือโอวก็เท่านั้น

แต่ตอนนี้เมื่อเออร์บักเดินเข้าไปรัวภาษาอังกฤษใส่เจ้าของห้องเช่า ถึงแม้เจ้าของห้องเช่าจะฟังไม่ออกแต่ก็พอจะคาดเดาสถานการณ์ได้

และถึงเจ้าของห้องเช่าจะฟังไม่ออกแต่ก็ยังมีคนที่ฟังออกอยู่ หลี่ซิ่นเดินเข้าไปหาพวกเขาพร้อมยื่นบัตรผู้พิพากษาของตัวเองไปให้เขาและแนะนำตัว “ผมหลี่ซิ่น เป็นผู้พิพากษาศาลประชาชนกลางครับ ส่วนชาวแคนาดาท่านนี้เป็นทนายความ ตอนนี้เขากำลังจะฟ้องร้องคุณเนื่องจากคุณละเมิดข้อตกลงการเช่าของลูกความเขา”

เมื่อได้ยินดังนั้นเจ้าของห้องเช่าก็กลัวจนฉี่จะราด เขาไม่คิดว่าหลี่ซิ่นกับเออร์บักกำลังขู่เขา ไม่ต้องพูดถึงบัตรผู้พิพากษาของหลี่ซิ่นที่มีตราสัญลักษณ์ประจำชาติจีนสีแดงดวงใหญ่ประทับอยู่ แต่เพียงมองจากภาพภาพลักษณ์ภายนอกของเขา เช่นทรงผมที่ถูกจัดทรงมาอย่างพิถีพิถัน ชุดสูทที่สวมใส่เรียบไร้รอยยับและกระเป๋าเอกสารที่อยู่ในมือของเขา มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นคนระดับสูงที่ทำงานได้เงินเดือนละมากๆ ซึ่งไม่ใช่คนที่ประชาชนตาดำๆ หาเช้ากินค่ำอย่างเขาจะไปหาเรื่องด้วยได้

พอเห็นเจ้าของห้องเช่านิ่งงันด้วยความกลัว ฉินสือโอวก็รู้สึกราวกับได้ดื่มน้ำบ๊วยเปรี้ยวๆ เย็นๆ มันช่างสดชื่นไปถึงวิญญาณจริงๆ

จากนั้นเออร์บักก็หยิบสมุดเล่มเล็กๆ ออกมา มันคือบัตรประจำตัวทนายความของเขา หลังจากที่ยื่นให้เจ้าของห้องเช่าดูแล้วเขาก็หมุนตัวเดินออกมา จากนั้นหลี่ซิ่นก็เดินเข้าไปแล้วทิ้งประโยคสุดท้ายเอาไว้ “รอรับหมายเรียกจากศาลได้เลยครับ”

เจ้าของห้องกลัวจนฉี่จะราดจริงๆ เขารีบพุ่งไปดึงเออร์บักไว้ เออร์บักขมวดคิ้วสีเทาเข้าหากัน เจ้าของห้องเช่าที่กลัวจนตัวสั่นจึงรีบปล่อยมือพร้อมทำหน้าราวกับจะร้องไห้แล้วพูดออกมา “ยะ ยะ อย่าฟ้องผมเลยนะครับ คือ..มันเป็นเรื่องเข้าใจผิด! แค่เข้าใจผิดกันเฉยๆ ครับ!”

ฉินสือโอวกอดอกมองดูอยู่เงียบๆ อย่างเย็นชา แต่ภายในใจของเขานั้นแสนจะสะใจ คนรวยนี่ดีจริงๆ มีเรื่องอะไรก็มีลูกน้องคอยสะสางให้โดยไม่ต้องจัดการด้วยตัวเอง

หลังจากเจ้าของห้องเช่าถูกทนายฝรั่งเออร์บักกับผู้พิพากษาหลี่ซิ่นขู่จนตกใจกลัว เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกฟ้องร้อง เมื่อหลี่ซินอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างเออร์บักและฉินฉือโอวเสร็จเขาจึงรีบเดินมายิ้มให้ฉินสือโอวแล้วพูดออกมาอย่างขอลุแก่โทษ

“เสี่ยวฉิน ยะ…อย่าทำแบบนี้เลยนะ ปล่อยพี่ชายคนนี้ไปเถอะ… ไม่ใช่สิ ปล่อยไอ้โง่อย่างฉันไปเถอะ นายเป็นคนใหญ่คนโตมีอำนาจมากมาย อย่าถือสาคนธรรมดาโง่ๆ อย่างฉันเลยนะ ช่วยพูดกับทนายความของนายให้หน่อยสิว่าเรื่องเล็กแค่นี้พวกเราตกลงกันเองได้ ไม่ต้องถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาลหรอก!”

ฉินสือโอวมองไปยังคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่ถูกทิ้งอยู่บนพื้นแล้วถามขึ้นมา “จะตกลงกันเองยังไงล่ะ?”

“ฉันจะคืนเงินประกันห้องให้นาย นี่ไง…” เจ้าของห้องกัดฟันพูด

ฉินสือโอวมองไปยังคอมพิวเตอร์ที่อยู่บนพื้นแล้วยกยิ้มเย็นขึ้นมา

เจ้าของห้องเช่ายิ้มออกมาด้วยรอยยิ้มน่าเกลียดราวกับร้องไห้ออกมาอยู่รอมร่อแล้วพูดต่อ “แล้วฉันก็จะให้เงินชดเชยอีกห้าพันหยวนด้วย นายจะได้เอาไปซื้อคอมพ์ใหม่!”

แต่ไหนแต่ไรฉินสือโอวก็ไม่ใช่คนดีอะไรขนาดนั้น เงินพวกนั้นก็ไม่ใช่ว่าเขาไม่ต้องการ ดังนั้นพอเจ้าของห้องเช่าคืนเงินให้เขา เขาก็ไม่เอาเรื่องอีกฝ่ายและให้เออร์บักลบรูปพวกนั้นออกจากโทรศัพท์ด้วย

พอถึงตอนเที่ยงเขาก็ใช้เงินที่เพิ่งได้มาเลี้ยงข้าวเออร์บักกับหลี่ซิ่น หลังจากนั้นเขาก็กลับไปเก็บของแล้วนั่งรถบัสกลับบ้านเกิดเพื่อเตรียมตัวไปจัดการเรื่องที่แคนาดา

การไปแคนาดาครั้งนี้ เขาต้องเตรียมเอกสารจำนวนมากเพื่อจะรับมรดก รวมไปถึงหนังสือรับรองความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับฉินหงเต๋อผู้เป็นปู่รองของเขา และเอกสารที่ว่านี้ต้องได้รับตราประทับจากระดับหมู่บ้านไปจนถึงระดับจังหวัด นอกจากนี้ยังต้องทำหนังสือเดินทางอีกด้วย

จู่ๆ ลูกชายก็กลับบ้านมาแถมยังบอกว่าตัวเองต้องเดินทางไปต่างประเทศจึงทำให้พ่อแม่ของเขาตกใจมาก ดีที่ฉินสือโอวยังไม่ได้บอกเรื่องที่ตัวเองถูกไล่ออกจากบริษัท เขาจึงอ้างเหตุผลว่าบริษัทส่งตัวไปอบรมที่ต่างประเทศ

ใช้เวลาในการเตรียมตัวไปสี่วันเต็มๆ ในที่สุดฉินสือโอวก็ทำตามขั้นตอนทั้งหมดที่เออร์บักแนะนำจนเสร็จ หลังจากนั้นพวกเขาก็นั่งรถไปปักกิ่งและเตรียมตัวบินไปยังแคนาดาเพื่อเริ่มต้นชีวิตของการเป็นทายาทเศรษฐีคนใหม่

เมื่อเดินทางมาถึงสถานีขนส่งปักกิ่งใต้ ทันทีที่ฉินสือโอวเดินออกมา เขาก็เห็นชายหนุ่มตาโตคิวเข้มยืนอยู่ด้านหน้าผู้คนที่มารอรับพร้อมชูป้ายกระดาษขนาดใหญ่ที่เขียนว่า ‘ขอต้อนรับไอ้สัตว์สู่เมืองหลวง’ เอาไว้ในมือ

ชายหนุ่มคิวเข้มตาโตก็คือเหมาเหว่ยหลง รุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยของฉินสือโอว ตอนนี้เขาทำงานอยู่ที่กรมสรรพากร และที่ฉินสือโอวได้เข้าทำงานในบริษัทปิโตรเลียมก็เพราะเส้นสายของเขาคนนี้นี่แหละ

ฉินโซ่ว เป็นฉายาของฉินสือโอว เมื่ออ่านชื่อของเขาด้วยสำเนียงภาษาถิ่นมันก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก แต่ถ้าอ่านเร็วๆด้วยสำเนียงภาษากลาง มันจะฟังดูไม่ต่างจากคำว่า ‘ฉินโซ่ว’ ที่แปลว่า ‘ไอ้สัตว์’ เลย เพราะฉะนั้นฉายานี้จึงติดตัวเขามาตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยใหม่ๆ

พอถึงที่จอดรถ เหมาเหว่ยหลงก็เดินไปเปิดประตูรถจี๊ปคันหนึ่ง ฉินสือโอวถีบล้อรถไปสองสามทีแล้วพูดขึ้น

“คันนี้ไม่เลวเลยนี่”

เหมาเหว่ยหลงพยักหน้า แล้วพูดพลางถอนหายใจออกมา “นี่รถเพื่อนฉัน ส่วนรถฉันน่ะเหรอ อยู่ฉางอันโน้น ค่าขนย้ายรถสี่หมื่นแปด! ฉันต้องขอร้องอ้อนวอนแทบตายกว่าจะแคะเงินออกมาจากปากพ่อของฉันได้ ตอนแรกที่ฉันบอกพ่อว่าฉันอยากได้บัมเบิ้ลบี [1] แต่ปรากฏว่าตกเย็นพ่อฉันแม่งไปสถาบันวิจัยแมลงแล้วเอาผึ้งบัมเบิ้ลบีตัวนึงกลับมา! เอาผึ้งที่บินได้จริงๆ กลับมาเลยนะ!”

พอถึงโรงแรมและวางสัมภาระเรียบร้อย เหมาเหว่ยหลงก็พูดขึ้นมา “เพื่อนของพวกเราทำงานอยู่ที่นี่เยอะนะ เอาไง นัดรวมตัวกันสักหน่อยไหม?”

มีเวลากระชั้นชิดเกินไป เขาต้องขึ้นเครื่องคืนนี้แล้ว ถ้านัดกินข้าวกันคงไปขึ้นเครื่องไม่ทันแน่นอน ฉินสือโอวจึงทำได้เพียงปฏิเสธออกไปอย่างเสียดาย

ห้าทุ่มคืนนั้นเหมาเหว่ยหลงก็เป็นคนพาทั้งสองไปส่งที่สนามบินอีกเช่นเคย เขาบ่นไปตลอดทางว่าชีวิตในเมืองหลวงนั้นทั้งเร่งรีบและแสนจะน่าเบื่อ

แต่ระหว่างนั้นเหมาเหว่ยหลงก็ทำเรื่องหนึ่งสำเร็จ เขาให้เลขาของพ่อค้นหาข้อมูลของเออร์บักจากกระทรวงการต่างประเทศ และการค้นหาก็ทำให้พวกเขาทั้งสองถึงกับพูดไม่ออกกันเลยทีเดียว

‘เออร์บัก ทนายความชาวยิวที่มีชื่อเสียงในแคนาดา เขาสำเร็จการศึกษาด้านกฎหมายแพ่งจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันในสหรัฐอเมริกาต่อด้วยมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดในสหราชอาณาจักร ปี1970 เป็นรองเอกอัครราชทูตประจำประเทศจีนหลังจากที่แคนาดากับจีนสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตกันแล้ว ปี 1987 และ 1989 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศาลรัฐนิวฟันด์แลนด์ เคยเป็นทนายตัวแทนประเทศแคนาดาในคณะผู้แทนสหประชาชาติ ก่อนที่จะเกษียณอายุเขาทำงานให้กับฟาสเกนส์-มาติโน สำนักงานกฎหมายที่มีชื่อเสียงที่สุดในแคนาดาหรือที่รู้จักกันในชื่อสำนักงานกฎหมายฟาสเกนส์…’

เมื่อตัวตนของเออร์บักได้รับการยืนยัน ฉินสือโอวก็วางใจที่จะเดินทางไปยังแคนาดาเพื่อรับมรดกของตัวเอง

นี่เป็นการนั่งเครื่องบินครั้งแรกของฉินสือโอว เออร์บักซื้อตั๋วปักกิ่งไปยังเซนต์จอห์นซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐนิวฟันด์แลนด์และลาบราดอร์โดยพวกเขาแวะจะเปลี่ยนเครื่องที่โทรอนโต และราคาค่าตั๋วเที่ยวนี้ก็อยู่ที่ห้าหมื่นหยวนเลยทีเดียว!

ค่ำคืนนั้นท้องฟ้ามืดสลัว สภาพอากาศในเมืองหลวงนั้นขึ้นชื่อว่าเลวร้ายมาก ระหว่างทางฉินสือโอวมองไม่เห็นดวงดาวซักดวงและคิดว่าฝนกำลังจะตกด้วยซ้ำ แต่เหมาเหว่ยหลงก็บอกกับเขาว่ามันคือสีปกติของท้องฟ้าในเมืองหลวง

สนามบินสว่างไสวด้วยแสงจากหลอดไฟแอลอีดี เครื่องบินผลัดกันขึ้นหลงไม่หยุดหย่อน เครื่องบินลำใหญ่มากมายจอดอยู่บนลานบิน บางลำถูกทาสีเป็นรูปก้อนเมฆสีส้มจนดูสวยงามยากจะหาอะไรมาเปรียบ

……………………………………….

[1] รถ Chevrolet รุ่น Camaro สีเหลืองจากเรื่องภาพยนตร์ Transformers

บทที่ 3 ปลาของฉัน บ่อประมงของฉัน

บทที่ 3 ปลาของฉัน บ่อประมงของฉัน

ภายนอกเครื่องโบอิ้ง 777 จากปักกิ่งไปยังโทรอนโตตกแต่งด้วยลวดลายก้อนเมฆสีฟ้าอ่อน ตัวเครื่องมีความยาวเกือบ 70 เมตรและมีปีกยาวกว่า 60 เมตร รูปร่างของมันดูราบเรียบ ในตอนกลางคืนสีเคลือบของมันก็สะท้อนแสงออกมางดงามราวภาพฝันจนทำให้ฉินสือโอวตื่นตาตื่นใจสุดๆ

เวลาขึ้นเครื่องบินจะมีพนักงานต้อนรับสาวบนเครื่องบินคอยนำทาง และส่วนใหญ่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเหล่านั้นก็มักจะมีผมสีทองตาสีฟ้าชวนให้ฉินสือโอวต้องมองตามอย่างตื่นเต้น กระทั่งมาถึงที่นั่งเขาจึงพบว่าที่นั่งของตนเองอยู่ติดหน้าต่าง

เดิมทีทุกอย่างควรจะทำให้เขารู้สึกเต็มตื้นไปด้วยความสุข หลังจากเครื่องบินออกตัวไปเขาก็จะน่าจะได้เห็นฉากตระการตาของแสงไฟตามบ้านเรือนนับหมื่น แต่ปรากฏว่าเมื่อฉินสือโอวมองออกไปนอกหน้าต่างทรงกลมหลังจากที่เครื่องบินออกตัวขึ้นไปจริงๆ ใบหน้าของเขากลับเปลี่ยนสีไปทันที

เขาบอกไม่ได้ว่ารู้สึกอย่างไร เมื่อเครื่องบินยิ่งเร่งความเร็วขึ้น หัวใจของฉินสือโอวก็ยิ่งเต้นรัว “ตึกตัก” ตามไปด้วยความรู้สึกอึดอัดอัดแน่นอยู่ในหน้าอกของเขาจนทำให้เขาหายใจ ไม่ออกภาพตรงหน้าของเขามืดมนลง จากนั้นมุมมองจากที่สูงอันบิดเบี้ยวก็ปรากฏอยู่ในใจของเขาและทำให้อาหารในกระเพาะของเขาพุ่งมาจ่อที่คอหอย ตอนนี้เขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการอดทนต่ออาการคลื่นไส้ที่พุ่งขึ้นมา

เครื่องบินส่งเสียงดังขึ้นมาและเริ่มทะยานขึ้นฟ้าเป็นครั้งที่สอง เออร์บักสูดหายใจลึกด้วยความตกใจ ฉินสือโอวในตอนนี้ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นเหมือนตอนที่เครื่องบินเพิ่งจะทะยานขึ้นฟ้าอีกต่อไป ทว่าตอนนี้ใบหน้าของเขากลับขาวซีด เหงื่อเย็นๆผุดพรายขึ้นมาจนเปียกชุ่มไปหมด ส่วนสองมือของเขาก็ประสานเข้าด้วยกันแน่นอย่างน่าสงสารราวกับการทำงานของอวัยวะภายในกำลังจะล้มเหลวลง

เออร์บักจับข้อมือของเขาอย่างใจเย็นแล้วกดปุ่มเหนือหัวเรียกพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน แล้วทันใดนั้นพนักงานในเครื่องแบบสีฟ้าและรองเท้าส้นสูงผ้าไหมสีดำก็เดินมาอย่างรวดเร็ว

“รบกวนคุณช่วยดูเพื่อนผมด้วยครับ เขาน่าจะเมาเครื่องแล้วล่ะ” เออร์บักยิ้มขมขื่น

หลังจากที่พนักงานต้อนรับสาวเห็นท่าทางของฉินสือโอวแล้วเธอก็รีบจากไป ไม่นานหลังจากนั้นฉินสือโอวก็สัมผัสได้ถึงมือเล็กๆ แสนอ่อนโยนที่ติดจะเย็นเล็กน้อยกำลังวางอยู่บนหน้าผากของเขา

“ไม่เป็นไรค่ะ ผู้ชายท่านนี้แค่มีอาการกลัวความสูงเท่านั้น อาการแบบนี้มักจะพบได้บ่อยๆ ค่ะ” เสียงที่นุ่มนวลน่าฟังดังขึ้นอย่างช้าๆ

ทันใดนั้นฉินสือโอวรู้สึกว่ามือน้อยๆ เคลื่อนมาแตะบนฝ่ามือของเขาก่อนที่ใครบางคนจะพูดขึ้นมา “คุณคะ ผ่อนคลาย หายใจเข้าลึกๆ นะคะ มาค่ะ หายใจลึกๆ ตามจังหวะของฉันนะคะ ลองจินตนาการดูว่าตอนนี้คุณกำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะทานข้าวที่บ้านหรือในสวยหรือในทุ่งกว้าง พ่อแม่ของคุณอยู่ข้างๆ คุณ… เห็นไหมคะ พวกเขากำลังยิ้มให้คุณด้วย คุณมีอะไรจะพูดไหมคะ? ค่อยๆ พูดกับพ่อแม่ของคุณสิคะ…”

“แม่ครับ ผมจะอ้วก!” ฉินสือโอวพยายามจินตนาการภาพในไร่นาที่บ้านเก่าเขา แต่เมื่อเสียงอันไพเราะบอกให้เขาพูดออกมาเขาจึงหลุดปากพูดประโยคนี้ออกมาอย่างอดไม่ได้

เพียงเอ่ยปากพูดออกไปเขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะของเออร์บักดังขึ้นมาทันที

พนักงานต้อนรับสาวข้างกายเขายังคงกระซิบข้างหูเขาเบาๆ เพื่อปลอบโยน ขณะที่กลิ่นหอมอ่อนๆ ก็ลอยมาปะทะเข้ากับจมูกจนพาลให้เขาคิดถึงดอกโซโฟร่าที่บ้านเก่าในช่วงเทศกาลไหว้บ๊ะจ่างอย่างอดไม่ได้

มันทั้งสง่างามและอ่อนหวานเหมือนกันไม่มีผิด

ในที่สุดอาการวิงเวียนศีรษะและคลื่นไส้ก็เริ่มสงบลง ฉินสือโอวกลืนน้ำลายลงแล้วลืมตาขึ้นช้าๆ ทันทีที่หันหน้าไป เขาก็สัมผัสได้ว่าความรู้สึกแย่ๆ ทั้งหมดที่เขามีล้วนหายไปอย่างน่าทึ่ง

ตอนนี้คนที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งของเออร์บักคือเด็กสาวผมดำท่าทางอ่อนโยน ใบหน้าของเธองดงามเหมือนกระเบื้องเคลือบ ปากเล็กเป็นสีแดงราวกับผลเชอร์รี ดวงตาสีฟ้างดงามเหมือนฟ้าหลังฝนอันสดใส ผิวของเธอเนียนละเอียดราวกับหยก ซึ่งแตกต่างกับผู้หญิงผิวขาวทั่วไปที่มักจะมีผิวหยาบกระด้าง และยิ่งอยู่ภายใต้ดวงไฟสีส้มมันก็ดูยิ่งเปล่งประกายงดงามขึ้นมา

เครื่องแบบพนักงานต้อนรับสีฟ้าพอดีตัวที่เธอสวมใส่ขับให้เรือนร่างงดงามของเธอยิ่งโดดเด่น เธอมองมาที่ฉินสือโอวพร้อมรอยยิ้มหวานฉ่ำบนใบหน้าและยังมองมาที่เขาด้วยสายตาอ่อนโยนจนทำให้เขารู้สึกเหมือนได้เห็นนางฟ้าที่หลุดออกมาจากภาพวาดขึ้นมาทันที

“คุณดีขึ้นบ้างหรือยังคะ?” พนักงานต้อนรับสาวบนเครื่องบินถามด้วยรอยยิ้มบาง จากนั้นเธอก็ประคองฉินสือโอวอย่างแผ่วเบาแล้วพาเขามานั่งลงตรงที่นั่งของเออร์บัก ขณะเดียวกันนั้นก็เอ่ยปากอธิบายให้เออร์บักฟังด้วย “คุณเปลี่ยนที่นั่งกับคุณผู้ชายท่านนี้ได้ไหมคะ เขาไม่เหมาะจะนั่งริมหน้าต่างค่ะ”

เออร์บักยิ้ม “ยินดีอย่างยิ่งครับ”

กระทั่งฉินสือโอวนั่งลงแล้วพนักงานต้อนรับสาวก็พยักหน้าอย่างอ่อนโยน เธอจัดชุดกระโปรงของเธอให้เรียบร้อยก่อนจะยืนขึ้น ขาเรียวยาวงดงามทั้งสองข้างยืดตัวขึ้นและเผยให้เห็นเรียวขางดงามเหมือนงาช้างที่ถูกห่อหุ้มด้วยถุงน่องสีเนื้อมันวาว

พนักงานต้อนรับสาวโค้งตัวลงอีกครั้งจนฉินสือโอวต้องรีบร้อนกล่าวขอบคุณ “ขอบคุณที่ช่วยนะครับ ตอนนี้ผมดีขึ้นมากแล้ว ถ้าไม่มีคุณผมก็ไม่รู้จะทำยังไงดี”

“นี่เป็นสิ่งที่ฉันควรทำค่ะ ขอให้คุณมีความสุขกับการเดินทางนะคะ แล้วพบกันค่ะ” พนักงานต้อนรับสาวยิ้มหวานแล้วเอื้อมมือไปปิดปุ่มเรียกพนักงานเหนือหัวฉินสือโอว และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่เขาได้กลิ่นหอมหวานของดอกโซโฟร่า

เวลาในการเดินทางครั้งนี้ค่อนข้างยาวนานพอสมควร มันใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 12-13 ชั่วโมง ระหว่างนั้นก็จะมีพนักงานต้อนรับสาวเดินไปมาไม่หยุด แต่พนักงานต้อนรับคนที่ปลอบฉินสือโอวก่อนหน้านี้กลับไม่ปรากฏตัวออกมาอีกเลย และขณะที่กำลังทานอาหารเออร์บักก็ได้ถามพนักงานต้อนรับที่แจกอาหารบนเครื่องจนได้ทราบว่าพนักงานต้อนรับคนนั้นก็คือหัวหน้าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินลำนี้นี่เอง

“เธอชื่ออะไรเหรอครับ?” ฉินสือโอวถาม

พนักงานต้อนรับสาวผมสีน้ำตาลอ่อนคนนั้นยิ้มอย่างมีมารยาทพลางตอบกลับมา “คำถามนี้คุณถามเธอเองน่าจะดีกว่าค่ะ”

เสียดายที่จนถึงเวลาลงจากเครื่องฉินสือโอวก็ไม่ได้พบพนักงานต้อนรับสาวผู้แสนใจดีคนนั้นอีก

พวกเขากำลังจะเปลี่ยนเครื่องที่ท่าอากาศยานนานาชาติโทรอนโตเพียร์สัน แต่เพราะเวลาที่แตกต่างกันทำให้เวลาของโทรอนโตที่อยู่โซนตะวันตกช้ากว่าปักกิ่งที่อยู่ในเขตตะวันออกอยู่ 12 ชั่วโมง ดังนั้นตอนนี้จึงยังคงเป็นเวลากลางคืน

ในตอนที่ต้องลงจากเครื่องบินเพื่อเปลี่ยนเครื่อง ทันใดนั้นฉินสือโอวก็เงยหน้าขึ้นมองฟ้าก่อนที่เขาจะต้องรู้สึกตื่นเต้นไปกับทางช้างเผือกอันงดงามราวกับอัญมณีที่กระจัดกระจายอยู่บนผืนผ้าสีดำ ดวงดาวเหล่านั้นมีขนาดต่างกันออกไป แต่พวกมันกลับเปล่งแสงส่องประกายระยับอย่างเจิดจ้าและนุ่มนวล

ความมืดกว้างไกลไร้ที่สิ้นสุดและแสงสว่างจากดวงดาวที่กระจัดกระจายไปทุกที่กลายเป็นฉากหลังของท้องฟ้ากว้างไกลไร้สิ้นสุดและทำให้ฉินสือโอวที่ยืนอยู่บนพื้นดินรู้สึกตื้นตันอย่างบอกไม่ถูก

นี่คือท้องฟ้าดารดาษไปด้วยหมู่ดาวที่เขาทั้งคุ้นเคยและไม่รู้จัก แล้วจู่ๆฉินสือโอวที่กำลังเงยหน้ามองฟ้าก็รู้สึกโดดเดี่ยวขึ้นมา เขากำลังคิดว่าห้าพันปีก่อนตอนที่บรรพบุรุษเหยียนหวาง (แกนนำบรรพบุรุษชนชาติจีนเมื่อหลายพันปีก่อน) ได้เห็นท้องฟ้าที่มีหมู่ดาวลอยเกลื่อนเป็นครั้งแรกนั้นเขาจะรู้สึกตื่นเต้นเช่นเดียวกับตนเองหรือไม่?

แท้จริงแล้วตอนยังเด็กฉินสือโอวยังเคยเห็นท้องฟ้าแบบนี้มาก่อนในตอนที่เขาอยู่ที่บ้านเกิด ฤดูร้อนในเวลานั้นบ้านของเขาไม่มีพัดลมและเครื่องปรับอากาศ ดังนั้นเมื่อถึงเวลากลางคืนคนในบ้านจึงเอาเก้าอี้และม้านั่งตัวเล็กๆ ออกมานั่งบนลานนวดข้าวในหมู่บ้านเพื่อรับอากาศเย็นพร้อมกับเพื่อนบ้าน

ตอนเย็นหลังจากเล่นกับเพื่อนๆ จนเหนื่อยแล้ว ฉินสือโอวก็จะนอนอยู่ที่ลานนวดข้าวอันเพื่อดูดาวบนท้องฟ้าอย่างสบายอารมณ์

กี่ปีมาแล้วนะ เขาคิดว่าตนเองก็ลืมช่วงเวลาเหล่านั้นไปหมดแล้ว ตอนนี้หลังจากเขาได้เห็นดวงดาวบนแผ่นดินแคนาดาอันห่างไกลเขาจึงได้พบว่าช่วงวัยเด็กที่เป็นความทรงจำที่งดงามที่สุดของเขาไม่เคยจางหายไปไหน เพียงแต่มันถูกซ่อนอยู่ในส่วนลึกที่สุดของจิตใจเขาเท่านั้น!

ฉินสือโอวหายใจเข้าออกลึกๆ ไม่หยุด “ที่นี่อากาศไม่เลว”

โทรอนโตเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในรัฐออนแทรีโอและชื่อออนแทรีโอนี้มาจากภาษาดั้งเดิมของคนพื้นที่ซึ่งมีหมายความว่า ‘สายน้ำอันเปล่งประกาย’ ชื่อของมันเหมาะกับสถานที่แห่งนี้จริงๆ ที่นี่มีอ่าวฮัดสันอยู่ทางตอนเหนือ รวมถึงแม่น้ำเกรตเลกส์และแม่น้ำเซนต์ลอว์เรนซ์ที่อยู่ทางใต้ ดังนั้นอากาศจึงได้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยไอน้ำ

แต่เออร์บักกลับหัวเราะอย่างไม่เห็นด้วย “อากาศโทรอนโตแย่นะ เชื่อเถอะ ไอ้หนู รอนายได้ไปที่เมืองแฟร์เวลก่อน นายจะได้รู้ว่าอากาศที่นั่นหอมหวานเชียวล่ะ”

เราเครื่องบินอีกครั้ง สถานที่ต่อไปคือเมืองเซนต์จอห์น

ขณะอยู่บนเครื่องบินเออร์บักก็ใช้เวลานี้ในการแนะนำความรู้พื้นฐานและเมืองเซนต์จอห์นให้เขาฟัง เซนต์จอห์นเป็นเมืองหลวงของรัฐนิวฟันด์แลนด์และแลบราดอร์ พื้นที่ทะเลใกล้เคียงเป็นแหล่งตกปลาค็อดที่มีชื่อเสียง ฟาร์มปลาขนาดใหญ่ที่เขาต้องรับสืบทอดก็เป็นส่วนหนึ่งของแหล่งตกปลาค็อด

ปลาค็อดของแคนาดามีชื่อเสียงทั่วโลก ฉินสือโอวเรียนวิชาภูมิศาสตร์ตอนมัธยมต้นจนบัดนี้ก็ยังจำเรื่องการประเมินพื้นที่จับปลาในนิวฟันด์แลนด์ได้ว่ามันเป็นสถานที่ที่อุดมไปด้วยปลาและพื้นที่ชายฝั่ง

เขายังไม่เคยทานปลาค็อด แต่ตอนนี้เขาลับมีดเตรียมพร้อมและวางแผนที่เอาไว้ว่าหลังจากที่เขาไปถึงฟาร์มปลาเขาจะเอาปลาค็อดสองตัวลงหม้อแล้วนึ่งน้ำแดงพร้อมเสิร์ฟไปเลย!

เมื่อเครื่องบินลงก็เป็นเวลาฟ้าสางแล้ว เมื่อเครื่องบินบินลงต่ำ ฉินสือโอวยังพอฝืนใจยอมรับระดับความสูงได้ เขามองออกไปด้านนอกหน้าต่าง และสิ่งที่ปรากฏสู่สายตาของเขาเป็นอย่างแรกก็คือผิวน้ำทะเลสีฟ้ากว้างไกลไร้ที่สิ้นสุด

นอกจากนี้บริเวณอ่าวยังมีบ้านไม้หลากสีสันตั้งเรียงรายกระจายตัวออกไปอย่างไม่เป็นระเบียบอีกด้วย

ท่าอากาศยานเซนต์จอห์นอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 10 กิโลเมตร แต่รถแท็กซี่กลับมีจำนวนน้อยมากไม่เหมือนท่าอากาศยานในประเทศที่มีคนบินไปมาเลยสักนิด ตอนอยู่บนเครื่องบินฉินสือโอวสังเกตเห็นว่าเมืองแห่งนี้มีขนาดค่อนข้างเล็กและไม่ได้เจริญรุ่งเรืองมากนัก และขณะที่เขานั่งแท็กซี่ไปถึงเขตเมืองบนถนนสะอาดสะอ้านและกว้างขวางก็มีคนเดินสัญจรไปมาเพียง 2-3 คนเท่านั้น

อย่างไรก็ตามหากไม่กล่าวถึงเรื่องทิวทัศน์ของเมืองคงไม่ได้ ทันทีที่ลงจากรถเขาก็ได้กลิ่นลมทะเลจางๆแต่สดชื่นพัดโชยมา ตอนนี้ฉินสือโอวมองเห็นอะไรก็รู้สึกแปลกใหม่ไปหมด และเมื่อเขามาถึงเรือประมงที่จอดอยู่ที่ท่าเรือเขาก็เห็นน้ำแข็งก้อนหนึ่งลอยตัวไปตามกระแสน้ำ

“ฟาร์มปลาของนายอยู่ท่างทิศตะวันออกเฉียงใต้ มันเป็นตำแหน่งที่ชาญฉลาดมากทีเดียว กระแสน้ำเย็นแลบราดอร์และกระแสน้ำอุ่นจากอ่าวเม็กซิโกจะมาบรรจบกันที่บริเวณฟาร์มปลาของนาย” เออร์บักยืนอยู่ที่ดาดฟ้าพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

ฉินสือโอวตื่นเต้นอย่างถึงที่สุด ยิ่งใกล้ถึงฟาร์มปลาเขาก็ยิ่งรู้สึกหวาดกลัวอนาคตที่ต้องเจอมากยิ่งขึ้น ฉินสือโอวยืนอยู่บนดาดฟ้าและปล่อยให้ลมทะเลพัดมากระทบใบหน้าแต่เขากลับไม่รู้สึกถึงความเย็นแม้แต่น้อย

ตอนนี้เป็นเวลาที่ดวงอาทิตย์กำลังจะขึ้น แสงส้มอ่อนโยนสาดส่องมาจากทางตะวันออกราวกับใบหน้ายิ้มแย้มของเด็กสาว จากนั้นดวงอาทิตย์อันงดงามก็กระโดดขึ้นมาก่อนที่มันจะสาดแสงลงบนผิวน้ำทะเลแล้วทำให้ความมืดมิดยามค่ำคืนจางหายไปทันที

ตอนนี้ผิวทะเลอันกว้างใหญ่ดูคล้ายน้ำส้มที่ฉินสือโอวชื่นชอบเมื่อยังเป็นเด็ก แสงอาทิตย์สาดส่องผ่านระลอกคลื่นน้ำที่กระเพื่อมไหวไปมาและทำให้ท้องทะเลแห่งนี้งดงามราวกับมหาสมุทรในฝัน

‘จิ๊บๆ’ เสียงนกร้องหลายเสียงดังขึ้น ลมทะเลพัดเข้ามาปะทะขณะที่นกนางนวลสีขาวราวหิมะสี่ห้าตัวก็ร่อนลงมา

ฉินสือโอวเห็นดังนั้นก็รู้สึกเต็มตื้นในจิตใจ

มีคำว่า “โอว” ในชื่อของเขา (นกนางนวลภาษาจีนเรียกว่าไห่โอว) ดังนั้นตั้งแต่เล็กจนโตเขาจึงกระตือรือร้นอยากเห็นนกนางนวลมานานแล้ว แต่น่าเสียดายที่สภาพแวดล้อมบริเวณชายฝั่งที่เมืองไหเต่าได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง นกนางนวลจึงได้หายไปนานแล้ว แต่ตอนนี้ ณ อีกปากฝั่งมหาสมุทรที่ไกลออกไป ในที่สุดเขาก็เห็นนกทะเลชนิดนี้

การปรากฏตัวของนกนางนวลแสดงให้เห็นว่าผืนดินอยู่ไม่ไกล และในไม่ช้าเกาะเล็กๆ ก็ปรากฏขึ้น

มันเป็นเกาะเล็กๆ แห่งแหนึ่ง แต่ที่จริงหมู่เกาะนี้ก็ไม่นับว่าเล็กนัก ฉินสือโอวคาดว่ามันคงมีเนื้อที่ประมาณ 400 กว่าตารางกิโลเมตรได้ และเมื่อมองเห็นหมู่เกาะแห่งนั้น ในใจของเขาก็เต้นแรงขึ้นมาเพราะเขาได้มาถึงฟาร์มปลาของตัวเองแล้ว

………………………………………

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...