สร้างรายได้-ล็อกค่าใช้จ่ายด้วยประกัน ปลดล็อกกับดักอายุยืนแล้วเงินหมด
เมื่อประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุค “Longevity” การอยู่รอดทางการเงินในยุคนี้จึงไม่ใช่เรื่องของโชค หากเป็นเรื่องของการวางแผน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือ คนที่ใช้ชีวิตยืนยาวได้อย่างมั่นคงไม่ใช่คนที่มีเงินมากที่สุด แต่คือ คนที่เตรียมตัวได้ดีที่สุดตั้งแต่วันนี้
ปัจจุบัน ประเทศไทยได้เปลี่ยนจาก สังคมวัยทำงานสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Aged Society) เพราะมีจำนวนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ของทั้งประเทศ และในอีกไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า ไทยมีแนวโน้มก้าวสู่ สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-aged Society)ที่สัดส่วนผู้สูงอายุจะเพิ่มเกิน 28% ของประชากรทั้งหมด ควบคู่กับอายุคาดเฉลี่ยของคนไทยที่ขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 77-79 ปี และมีแนวโน้มแตะระดับ 80 ปีในอนาคตอันใกล้
จากข้อมูลตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า คนไทยกำลังมีชีวิตยืนยาวขึ้น ซึ่งมาพร้อมกับคำถามสำคัญคือ “ระบบการเงินส่วนบุคคลของคนไทย พร้อมรองรับชีวิตที่ยาวขึ้นแล้วหรือยัง” หากชีวิตหลังเกษียณ 20-30 ปี เป็นช่วงเวลาที่ไม่มีรายได้ประจำ เมื่ออายุยืนขึ้น คนไทยต้องใช้ชีวิตหลังเกษียณยาวนานขึ้นเฉลี่ย 20-25 ปี หรือบางกรณีอาจยาวถึง 30 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่รายได้จากการทำงานหยุดลง แต่ค่าใช้จ่ายยังคงดำเนินต่อเนื่อง
จากการประเมินของหน่วยงานเศรษฐกิจและสถาบันวิจัยในประเทศ พบว่า ค่าใช้จ่ายของผู้สูงอายุไทยสามารถแบ่งได้เป็น 3 ระดับหลักคือ ระดับพื้นฐาน 10,000-15,000 บาท/เดือน ระดับปานกลาง 15,000-25,000 บาท/เดือน ระดับคุณภาพชีวิตดี 25,000-40,000 บาท/เดือน
ซึ่งหากพิจารณาโครงสร้างค่าใช้จ่าย จะพบว่า ค่าอาหารและของใช้จำเป็น คิดเป็นสัดส่วน 30-40% ค่าที่อยู่อาศัย/สาธารณูปโภค 15-25% ค่าเดินทางและอื่นๆ 10-15% ค่ารักษาพยาบาล 20-35% โดยเฉพาะ ค่ารักษาพยาบาล จะกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดเพราะมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นทุกปี ไม่ต่ำกว่าปีละ 10%
Medical Inflation ตัวเร่งเงินหมดเร็ว
หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้แผนเกษียณของคนไทยพลาดเป้าหมายที่วางไว้ คือ Medical Inflation หรือเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาล โดยข้อมูลในปี 2569 ชี้ว่าอัตรา Medical Inflation ไทยอยู่ที่ 8-12% ต่อปี และมีโอกาสแตะ 15% ในบางช่วงซึ่งสูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไปหลายเท่า หมายความว่า ค่ารักษาพยาบาลจะเพิ่มขึ้นแบบ ทบต้นและเร็วกว่าเงินออมของคนส่วนใหญ่ ตัวอย่างเช่น ค่ารักษา 1 ล้านบาทในวันนี้ อาจเพิ่มเป็น 2-3 ล้านบาท ในอีก 10-15 ปีข้างหน้า และนี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ เงินเกษียณที่วางแผนไว้ ไม่พอใช้จริง
ถอดสมการเงินต้องมีหลังเกษียณ
หากคำนวณแบบง่าย โดยสมมติว่าจะเกษียณที่อายุ 60 ปี โดยมีชีวิตถึง 85 ปี (ใช้ชีวิต 25 ปีหลังเกษียณ) จะพบว่าเงินที่ต้องมีขั้นต่ำคือ ค่าใช้จ่ายเดือนละ 15,000 บาท ต้องมีเงินออมขั้นต่ำ 4.5 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายเดือนละ 25,000 บาท ต้องมีเงินออมขั้นต่ำ 7.5 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายเดือนละ 35,000 บาท ต้องมีเงินออม 10.5 ล้านบาท (ข้อมูลนี้ยังไม่รวมเงินเฟ้อ ไม่รวมค่ารักษาพยาบาลในอนาคต) ซึ่งหากรวมสองปัจจัยนี้เข้าไปด้วยจะทำให้เงินออมที่ต้องมีอาจ เพิ่มขึ้นอีกหลายล้านบาท
สำหรับหลักการในการวางแผนการเงินนั้น หากต้องการใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างมีความสุขและไม่พบกับปัญหาสภาพคล่องส่วนตัวนั้น คนไทยควรมีรายได้หลังเกษียณอย่างน้อย 50-70% ของรายได้ก่อนเกษียณ หรือคิดเป็นขั้นต่ำประมาณ 15,000-20,000 บาท/เดือน สำหรับการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่
แต่ในความเป็นจริง ผู้สูงอายุไทยจำนวนมากมีรายได้เพียงเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 600-1,000 บาท/เดือน เงินออมส่วนตัวในระดับจำกัดหรือพึ่งพาบุตรหลาน ซึ่งสถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึง “Retirement Income Gap” หรือช่องว่างรายได้หลังเกษียณที่ยังเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทย
5 เช็กลิสต์ต้องทำก่อนเข้าสู่วัยเกษียณ
1. ประเมินเงินออมว่าจะพอใช้ถึงอายุ 90 ปีหรือไม่
2. ตรวจสอบความคุ้มครองสุขภาพว่ายังเพียงพอหรือไม่
3. ปรับแผนประกันให้มี “รายได้สม่ำเสมอ”
4. ลดหนี้สินระยะยาวก่อนเกษียณ
5. วางแผนมรดกและผู้รับผลประโยชน์ให้ชัดเจน
Longevity Risk ความเสี่ยงเงียบ
ดังนั้น เมื่อรวมทุกปัจจัยเข้าด้วยกัน จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า “Longevity Risk” หรือความเสี่ยงที่มีชีวิตยืนยาวแต่เงินไม่พอใช้ โดยมี 4 กับดักสำคัญคือ กับดักที่ 1 อายุยืน แต่รายได้สั้น กับดักที่ 2 ค่ารักษาพุ่ง แต่เงินออมไม่พอ กับดักที่ 3 ไม่มีรายได้ต่อเนื่องหลังเกษียณ กับดักที่ 4 อายุยืนกว่าที่วางแผนไว้ โดยทั้ง 4 กับดักนี้ ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสี่ยงเฉพาะคนรายได้น้อยเท่านั้น แต่กำลังขยายไปสู่ ชนชั้นกลาง มากขึ้น ทั้งนี้ หากจะหลุดพ้นจากทั้ง 4 กับดักนั้น ทางออกคือ การเปลี่ยนเงินก้อนให้เป็นรายได้ตลอดชีวิต ซึ่งปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินเสนอ ได้แนวทางรับมือ Longevity Risk อย่างเป็นระบบ โดยเน้น 3 แกนหลัก คือ
- แกนที่ 1 สร้างกระแสเงินสด (Cashflow) แทนเงินก้อน ด้วยการทำประกันชีวิตแบบบำนาญ การซื้อกองทุนรวมที่มีรายได้สม่ำเสมอ และการลงทุนที่สร้าง Passive Income
- แกนที่ 2 บริหารความเสี่ยงค่ารักษาพยาบาล โดยการมีประกันสุขภาพวงเงินเพียงพอ ที่แยกเงินค่ารักษาออกจากเงินใช้ชีวิต พร้อมวางแผนรองรับ Medical Inflation ในระยะยาวด้วย
- แกนที่ 3 วางแผนการเงินแบบยืดหยุ่น โดยทำการทบทวนแผนทุก 3-5 ปี ปรับพอร์ตลงทุนให้ทันเงินเฟ้อ กระจายแหล่งรายได้
“หากจะอยู่ยืนต้องมาพร้อมอยู่ดี ในอดีต อายุยืน คือสัญญาณของคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ในโลกปัจจุบัน อายุยืนอาจกลายเป็น ความเสี่ยงทางการเงิน หากไม่มีการวางแผนที่เหมาะสม ดังนั้น โจทย์ของคนไทยวันนี้จึงไม่ใช่ จะมีเงินเกษียณเท่าไร แต่คือเงินจะอยู่กับเราได้นานเท่าชีวิตหรือไม่”
เปิดสูตรรับมือ Longevity
เมื่ออายุยืนขึ้นไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่ถ้าอายุยืนแบบไม่มีเงินพอ คือความเสี่ยงที่ต้องจัดการ ดังนั้น เพื่อช่วยในการวางแผนรับมือ Longevity อย่างมีคุณภาพ หนึ่งในเครื่องมือที่นำเสนอคือ การใช้แผนประกัน เป็นตัวช่วยในการวางแผนการเงินแบบ 3 มิติ ดังนี้
- มิติที่ 1 การใช้ประกันชีวิตสร้างรายได้ในช่วงที่ไม่มีรายได้ เพราะประกันชีวิตไม่ใช่แค่เครื่องมือคุ้มครองการเสียชีวิต แต่เป็นเครื่องมือบริหารกระแสเงินสดระยะยาว ในรูปแบบที่ตอบโจทย์ Longevity ได้แก่แบบบำนาญ (Annuity) เพื่อรับเงินรายปีหลังเกษียณ ลดความเสี่ยงเงินหมดก่อนชีวิต แบบสะสมทรัพย์ สร้างเงินก้อนในอนาคต และแบบยูนิตลิงค์ (Unit Linked) การทำประกันชีวิตควบการลงทุน เพื่อเพิ่มโอกาสเติบโตของเงินระยะยาว ภายใต้แนวคิดสำคัญ คือ ควรมีรายได้หลังเกษียณอย่างน้อย 50-70% ของรายได้ก่อนเกษียณ วางแผนให้มีกระแสเงินสดตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่เงินก้อน
- มิติที่ 2 ประกันสุขภาพ ปิดความเสี่ยง ค่ารักษาพุ่ง เพราะหนึ่งในกับดักใหญ่ของ Longevity คือ ค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ โดยควรทำประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย (IPD + OPD) ความคุ้มครองโรคร้ายแรง (Critical Illness)โดยควรเลือกแผนที่ต่ออายุได้ถึงอายุ 80-90 ปีขึ้นไป เลือกวงเงินที่เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ไม่ใช่แค่ปัจจุบัน ตรวจสอบเงื่อนไข Copayment / Deductible ให้เหมาะกับกำลังจ่ายเบี้ยประกัน
- มิติที่ 3 ประกันวินาศภัย ลดค่าใช้จ่ายไม่คาดคิด เพราะหลายคนมองข้ามประกันวินาศภัย แต่ในวัยสูงอายุ ความเสี่ยงเล็กๆ อาจกลายเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ โดยแผนประกันที่ควรต้องทำไว้ อาทิ ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) คุ้มครองการล้ม กระดูกหัก ซึ่งพบมากในผู้สูงวัย ประกันบ้าน/ทรัพย์สิน: ป้องกันความเสียหายจากไฟไหม้ น้ำท่วม ประกันรถยนต์ ลดภาระค่าใช้จ่ายจากอุบัติเหตุ ประกันความรับผิด (Liability): เช่น ทำทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย
“สำหรับการวางแผนรับมือกับ Longevity เพื่อช่วยล็อกค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ไม่ให้กระทบเงินเกษียณที่สะสมมา การจัดพอร์ตประกันให้สมดุล เพราะการวางแผน Longevity ที่ดี ไม่ใช่การซื้อประกันจำนวนมากแต่ต้องจัดพอร์ตประกันให้สมดุลด้วย”
ตัวอย่างการจัดพอร์ตให้สมดุล
ประกันชีวิต - สร้างรายได้ระยะยาว 40%
ประกันสุขภาพ - คุมความเสี่ยงค่ารักษา 40%
ประกันวินาศภัย - ลดความเสี่ยงเหตุไม่คาดคิด 20%ทั้งนี้ ต้องปรับตามช่วงวัย เช่น
วัยทำงาน : เน้นสะสม + คุ้มครองสูง
ก่อนเกษียณ : เพิ่มสุขภาพ + ลดความเสี่ยงลงทุน
หลังเกษียณ : เน้นรายได้ประจำ + คุมค่าใช้จ่าย
เตรียมตัวให้พร้อมเข้าสู่ยุค “Longevity” ในงาน “มหกรรมการเงิน Money Expo 2026” วันที่ 7–10 พฤษภาคม 2569 นี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้ธีม “AI Wealth Creation” งานเดียวที่รวมทุกคำตอบสู่การมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมั่นคงและมั่งคั่ง ด้วยผลิตภัณฑ์ประกันที่ครบถ้วนทั้ง ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และประกันวินาศภัย พร้อมแคมเปญโปรโมชั่นสุดพิเศษในรอบปี