เผยสองโรคสำคัญสาเหตุคน Gen X-Y เสียชีวิตก่อนวัยอันควร
วานนี้ (16 มี.ค. 2569) สำนักข่าวเดอะพีเพิลรายงานผลการศึกษาฉบับใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences ซึ่งมีเนื้อหาระบุว่า ผู้ที่เกิดหลังปีค.ศ. 1970 (พ.ศ. 2513) เป็นต้นไปมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง และสาเหตุภายนอกอื่นๆ สูงขึ้นเมื่อเทียบกับคนรุ่นก่อน ซึ่งบ่งชี้ว่าแนวโน้มของสุขภาพที่ย่ำแย่นี้จะยังคงดำเนินต่อไปเมื่อพวกเขาอายุมากขึ้น
ลีอาห์ อับรามส์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านสุขภาพชุมชนจากมหาวิทยาลัยทัฟส์ รัฐแมสซาชูเซตส์ หนึ่งในผู้เขียนงานวิจัยฉบับนี้ ระบุในบทความของมหาวิทยาลัยว่า "กลุ่ม ‘เบบีบูมเมอร์’ ที่เกิดระหว่างปีค.ศ. 1950 - 1959 คือจุดเปลี่ยนสำคัญ ก่อนหน้าคนรุ่นนี้ แต่ละรุ่นที่เกิดตามหลังกันมาดูจะมีอัตราการเสียชีวิตที่ต่ำลงเรื่อยๆ แต่กลุ่มนี้กลับมีผลลัพธ์ที่แย่ลงกว่าคนรุ่นก่อน และเจเนอเรชันที่ตามหลังพวกเขามา (เจเนอเรชันเอ็กซ์และมิลเลนเนียลหรือเจนฯวาย) ก็มีแนวโน้มด้านอัตราการเสียชีวิตที่แข็งแกร่งน้อยกว่าที่คนรุ่นก่อนๆ เคยทำไว้ได้”
อับรามส์ยังชี้ประเด็นที่น่าวิตกว่า "เราพบแนวโน้มที่น่ากังวลในกลุ่มคนที่เกิดช่วงปีค.ศ. 1970 - 1985 หรือรุ่นเจนฯเอ็กซ์ตอนปลาย และมิลเลนเนียลตอนต้น มีแนวโน้มที่แย่กว่าคนรุ่นก่อนในทุกสาเหตุการเสียชีวิต ทั้งจากโรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ รวมถึงสาเหตุภายนอกอื่นๆ"
อับรามส์เน้นย้ำว่า อัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก "การพบโรคมะเร็งมากขึ้นอาจหมายความว่าเราตรวจเจอเร็วขึ้น เพราะถ้าคุณตรวจคัดกรองในวัยที่น้อยลง คุณก็ย่อมจะเจอคนอายุน้อยที่เป็นโรคมากขึ้น แต่การศึกษาของเราแสดงให้เห็นถึงอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น ซึ่งการที่มีคนตายตั้งแต่อายุยังน้อยเพิ่มขึ้นนั้นไม่ใช่เรื่องดีเลย นี่คือแนวโน้มที่น่าตกใจอย่างยิ่ง”
เธอยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า การเสียชีวิตจากโรคมะเร็งและโรคหัวใจและหลอดเลือดที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มเจนฯ เอ็กซ์และมิลเลนเนียลตอนต้นเป็นประเด็นที่น่ากังวล เพราะโรคเหล่านี้ "มักจะไม่ค่อยพบในคนที่อยู่ในช่วงวัย 30-40 ปี ดังนั้น หากคนรุ่นนี้มีแนวโน้มการเสียชีวิตที่แย่ลงตั้งแต่ตอนอายุเท่านี้ (ตายเร็วขึ้น) จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อพวกเขาย่างเข้าสู่อายุ 60 หากไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง? นั่นคือผลกระทบที่น่ากลัวซึ่งกำลังรอเราอยู่"
ทั้งนี้ อับรามส์แนะนำว่า "เราอาจต้องหันมาแก้ปัญหาที่เกิดจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคอ้วน ส่วนการจัดการกับอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ในกลุ่มคนอายุน้อย อาจต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารควบคู่ไปด้วย"
ที่มา : people.com
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES