โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

อนุทิน เร่งเข้าสู่อำนาจ แก้วิกฤตน้ำมัน ก่อนวิกฤตการเมือง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

โสภณ ซารัมย์ ที่ขยับจากฝ่ายบริหาร รองนายกรัฐมนตรี ไปเป็น “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” หลังที่ประชุมสภามีมติเลือกเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569

และเมื่อได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ รับตำแหน่งประมุขฝ่ายนิติบัญญัติอย่างเป็นทางการ “โสภณ” สั่งบรรจุระเบียบวาระโหวตนายกรัฐมนตรี ทันทีในวันที่ 19 มีนาคมนี้

“อยากเห็นรัฐบาลได้มีอำนาจเต็มก่อนสงกรานต์ เพราะตอนนี้มีวิกฤตต่าง ๆ รุมเร้า หากมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ” โสภณกล่าว

ตามไทม์ไลน์พรรคภูมิใจไทยวางไว้ เมื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ได้รับการโหวตให้กลับมาเป็นนายกฯรอบที่ 2 จากนั้นจะเข้าสู่การตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ในการตรวจสอบคุณสมบัติ และทูลเกล้าฯ ครม.ชุดใหม่ในช่วงต้นเดือนเมษายน และคาดว่าจะมี ครม.ชุดใหม่ก่อนสงกรานต์

เร่งเข้าสู่อำนาจแก้วิกฤตพลังงาน

ตามขั้นตอน รัฐบาลใหม่จะต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาภายใน 15 วัน นับจากถวายสัตย์ปฏิญาณเข้าปฏิบัติหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 162 จึงจะมีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศ

แต่เมื่อสงครามการสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่านส่งผลสะเทือนมาถึงประเทศไทย โดยเฉพาะด้านพลังงาน-น้ำมัน กระทบทั้งต้นทุนการผลิต ต้นทุนภาคขนส่ง ปากท้องของประชาชน ลุกลามจนเกิดภาพที่สถานีบริการน้ำมันไม่มีน้ำมันให้เติม แม้รัฐบาลจะยืนยันว่ามีน้ำมันสำรองเพียงพอถึง 100 วัน

หากยังไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มอาจเกิดหายนะทางการเมือง ดังนั้น จึงมีรายงานจากที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 17 มีนาคม โดยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้หยิบยกมาตรา 161 วรรคสาม ประกอบ มาตรา 162 วรรคสอง ที่เปิดช่องให้รัฐบาลสามารถบริหารได้เร็วขึ้น มานำเสนอต่อที่ประชุม ครม.

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลระบุว่า นายบวรศักดิ์ได้มีการชี้แจงไทม์ไลน์การตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ในตอนท้ายการประชุมครม. ถึงการตั้งรัฐบาล 2 รูปแบบ

รูปแบบแรก คือแบบปกติ หลังโหวตนายกรัฐมนตรี วันที่ 19 มีนาคม จะมีการนำรายชื่อนายกฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ และหลังจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ นายกรัฐมนตรี แล้วจะมีการตรวจสอบประวัติ คุณสมบัติรัฐมนตรี ซึ่งแม้จะเป็นคนเดิมก็ต้องยืนยันคุณสมบัติอีกครั้ง

จากนั้นจะนำรายชื่อ ครม.ชุดใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ ซึ่งคาดว่าขั้นตอนตั้งรัฐบาลแบบปกติจะได้ช่วงวันที่ 10-11 เมษายน หรืออย่างช้าไม่เกินวันที่ 16 เมษายน

รูปแบบที่สอง ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตฉุกเฉินด้านพลังงาน ที่อยู่ในภาวะไม่ปกติ สามารถใช้มาตรา 161 วรรคสามประกอบมาตรา 162 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญมาใช้ โดยในการทูลเกล้าฯ ครม.ชุดใหม่ จะมีการขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย

ทั้งนี้ เจตจำนงของรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 ระบุว่า “เนื่องจากเพื่อมิให้การถวายสัตย์ปฏิญาณทำให้เกิดความล่าช้าในการเข้าบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี จึงได้บัญญัติให้พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจให้คณะรัฐมนตรีบริหารราชการแผ่นดินไปพลางก่อนที่จะมีการถวายสัตย์ปฏิญาณได้”

และรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 วรรคสองระบุถึงการที่รัฐบาลต้องการมีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศก่อนการแถลงนโยบายว่า “หากมีกรณีที่สําคัญและจําเป็นเร่งด่วน ซึ่งหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะกระทบต่อประโยชน์สําคัญของแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีที่เข้ารับหน้าที่จะดําเนินการไปพลางก่อนเพียงเท่าที่จําเป็นก็ได้”

ร่างนโยบายเตรียมพร้อม

อย่างไรก็ตาม ทีมนโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทย นำโดย อนุทิน-เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง-ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์-พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม-สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ได้ร่วมร่างแถลงนโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภา ขณะนี้ได้ยกร่างเสร็จแล้วในส่วนของภูมิใจไทย เน้นนโยบาย 10 พลัส ที่ได้หาเสียงไว้ช่วงเลือกตั้ง

1.เติมชีวิตให้คนตัวเล็กแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เติมชีวิตให้คนตัวเล็ก 13 ล้านราย บัตรสวัสดิการแห่งรัฐพลัส คนละครึ่งพลัส พันธบัตรรัฐบาล ออมพลัส ค่าไฟไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย (200 หน่วยแรก) ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ (AMC), 2.เมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัส เติมทุนให้ ค้ำประกันไว สู้ได้ทุกที่ 3.ลงทุนพลัส เพิ่มการลงทุน รัฐร่วมทุน กระตุ้นโตยาว

4.ผลิตได้ ขายออก พลัส ผลิตของที่ใช่ ขายของที่คนชอบ ตอบโจทย์ทุกคน 5.Trade พลัส ค้าขายฉลาด อัพเกรดการผลิต 6.เศรษฐกิจสีเขียว พลัส เพราะรักษ์โลกคือทางรอด และเป็นทางรวยอย่างยั่งยืน 7.ดิจิทัล AI พลัส AI ถึงมือ งานถึงตัว เงินถึงบ้าน 8.การศึกษาเท่าเทียม พลัส เรียนฟรีมีจริง มีงาน เรียนฟรีทุกที่ ทุกเวลา 9.สูงวัยพลัส ทักษะดี มีงาน มีเงิน มีคนดูแล 10.ไทยแลนด์ พลัส รัฐฉับไว เศรษฐกิจใหม่ คนไทยแฮปปี้

โดยมีนโยบายเร่งด่วน 6 เดือน เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ นอกเหนือจากแก้วิกฤตพลังงานที่เป็นผลกระทบจากสงคราม อาทิ รัฐบาลเตรียมแผนผลักดันคนละครึ่งพลัส เฟส 2 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายที่หาเสียงไว้

ขณะที่นโยบายช่วยเหลือราคาพลังงาน กำหนดผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 ยูนิตแรก จ่ายยูนิตละ 3 บาท ส่วนที่ใช้เกิน 200 ยูนิตจะจ่ายเป็นขั้นบันได โดยสามารถออกเป็นประกาศของกระทรวงพลังงาน ควบคู่กับการแก้กฎหมายเปิดช่องให้มีเปิดให้ซื้อ-ขายไฟตรง (Direct PPA) พร้อมผลักดันให้ชุมชนติด Solar บนหลังคา ให้มีฟาร์ม Solar ในชุมชน ทำโครงการ Low Carbon City ในท้องถิ่นต่าง ๆ เพื่อทำให้พลังงานสีเขียวลงไปถึงระดับชุมชน

พ.ร.บ.จัดระบบภาษีเงินได้และการบริจาคเงินเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น หรือที่เรียกว่า พ.ร.บ.บ้านเกิดเมืองนอน ซึ่งผ่านการรับฟังความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 แล้ว เพื่อให้ท้องถิ่นหารายได้ด้วยตัวเอง เพื่อนำมาพัฒนา โดยประชาชนสามารถเลือกสนับสนุนภาษี 30% ให้บ้านเกิดของตัวเอง

แก้ พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม เพื่อโอนสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯมารวมกับกระทรวงวัฒนธรรม โดยเห็นว่ากระทรวงการท่องเที่ยวฯกับกระทรวงวัฒนธรรมมีภารกิจที่สอดคล้องกัน ขณะเดียวกัน จะตรา พ.ร.บ.กระทรวงกีฬา แยกเป็นอีกหนึ่งกระทรวง เพื่อทำเรื่องกีฬาโดยเฉพาะ โดยคาดว่าจะสามารถเสนอแก้ไขกฎหมายผ่านสภาได้ภายใน 6 เดือน

เพื่อไทยดันกฎหมาย 47 ฉบับ

ด้านพรรคเพื่อไทยที่มีอยู่ 74 เสียงนั้น ได้รับผิดชอบกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับด้านสังคม ประกอบด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทีมนโยบายได้เตรียมผลักดันนโยบายผ่านการผลักดันกฎหมาย

โดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมทำงานทั้งในบทบาทฝ่ายบริหารและบทบาทฝ่ายนิติบัญญัติ สำหรับฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อเป็นการรักษาคำมั่นที่ให้ไว้กับพี่น้องประชาชน คือการเดินหน้าผลักดันประเทศไปสู่ประเทศรายได้สูง ทั้งบทบาทฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ผ่าน สส. 74 คน จะวางรากฐานผ่านการผลักดันกฎหมายทั้ง 47 ฉบับ ในจำนวนนี้มีกฎหมาย 16 ฉบับที่พร้อมผลักดันได้ทันที

การก้าวไปสู่เป้าหมายนี้ได้ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีรากฐาน 3 ด้านคือ 1.โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับเศรษฐกิจมูลค่าสูง ทั้งเรื่อง การศึกษา สาธารณสุข สวัสดิการ และการจัดการภัยพิบัติ 2.การวางรากฐานเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ทั้งจากหลักนิติธรรมและการมีกฎหมายที่ยุติธรรมและทันสมัย สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก 3.การวางรากฐานเพื่อความมั่นคงในทุกมิติ ทั้งความมั่นคงทางอาหาร และความมั่นคงของสังคม

“ทั้ง 3 ส่วนสามารถทำให้ประเทศเดินหน้าเข้าสู่ประเทศรายได้สูงได้ แต่บันไดขั้นแรกคือการแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ในทางปฏิบัติที่แท้จริง พรรคเพื่อไทยจึงเตรียมผลักดันร่างกฎหมาย 47 ฉบับ ที่สามารถตอบโจทย์ของประเทศ โดยกฎหมายทั้งหมดจะแบ่งกลุ่มออกเป็น 4 กลุ่มสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของการพัฒนาประเทศคือ 1.โครงสร้างพื้นฐาน 2.การวางมาตรฐานเพื่อสร้างความเชื่อมั่น 3.ความปลอดภัยและความมั่นคง 4.เศรษฐกิจมูลค่าสูง”

ชู 4 กลุ่มยกเครื่องประเทศ

ทั้งนี้ ใน 47 ฉบับมีกฎหมาย 16 ฉบับที่พรรคเพื่อไทยพร้อมผลักดันได้ในทันที กลุ่มแรก โครงสร้างพื้นฐาน ผลักดันในระยะแรก เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เชื่อมตลาดแรงงาน ไปจนถึงระบบการบริหารจัดการการศึกษา รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรและภัยพิบัติ ประกอบด้วย

พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ร.บ.การออกแบบที่เป็นสากล พ.ร.บ.การแพทย์ฉุกเฉิน พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่

กลุ่มที่สอง วางมาตรฐานเพื่อความเชื่อมั่น มีกฎหมายรวมทั้งสิ้น 9 ฉบับ ประกอบด้วย พ.ร.บ.แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ครอบครองปรปักษ์) พ.ร.บ.แรงงาน พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญา (ล้างมลทิน) พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญา (คุ้มครองสิทธิจําเลย) พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า

กลุ่มที่สาม ความมั่นคงและความปลอดภัย มีกฎหมาย 6 ฉบับ เช่น พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ร.บ.คุ้มครอง
ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรง พ.ร.บ.ความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร พ.ร.บ.ประมวลกฎหมายยาเสพติด

กลุ่มที่สี่ กลุ่มเศรษฐกิจมูลค่าสูง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ มี 21 ฉบับ อาทิ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.การส่งเสริมวิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม พ.ร.บ.โรงแรม พ.ร.บ.THACCA พ.ร.บ.ภาพยนตร์ พ.ร.บ.GIG Economy พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม พ.ร.บ.เกม พ.ร.บ.ยา พ.ร.บ.ส่งเสริมและควบคุมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ พ.ร.บ.อาหาร

พัฒนาทุนมนุษย์

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงนโยบายสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูงผ่านการสร้างทรัพยากรมนุษย์ ว่าพรรคเพื่อไทยมุ่งเน้นเรื่องการทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้สูงขึ้น คือการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจ เป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูง สิ่งสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจมีมูลค่าสูงคือเรื่องการศึกษา ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องทำทันที ท่ามกลางวิกฤตโลกดิสรัปชั่น และสภาพแวดล้อมที่ผันผวน

การปฏิรูปครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงห้องเรียน แต่คือการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานมนุษย์ที่แข็งแกร่งที่สุด สร้างระบบนิเวศทางการศึกษาใหม่ เป้าหมายสำคัญคือเพื่อผลิตคนให้ตรงงาน การสร้างโอกาสสำหรับทุกคน และให้การศึกษาได้สร้างคนที่มีสมรรถนะ

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายฉบับนี้มุ่งเน้นด้าน 1.การพัฒนาครู 2.การยกระดับให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางการทำหลักสูตร 3.การทำให้นักเรียนไม่หลุดออกนอกระบบการบริหารจัดการ ทำให้เกิดความเท่าเทียมกันของการศึกษา จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เรามีความจำเป็นต้องใส่ใจเรื่องนี้เต็มที่ และ 4.การเชื่อมโยงกับตลาดแรงงาน

รัฐบาลอนุทินเตรียมแผนรุกเพื่อให้มี “อำนาจเต็ม” ในการบริหารประเทศ รับเผือกร้อนปมวิกฤตพลังงาน ก่อนบานปลายเป็นวิกฤตการเมือง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อนุทิน เร่งเข้าสู่อำนาจ แก้วิกฤตน้ำมัน ก่อนวิกฤตการเมือง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...