ยอดจองรถ Motor Show 2026 ถล่มทลาย แต่ SCB EIC คาดว่าอาจส่งมอบจริงได้แค่ 70% เพราะสินเชื่อโหดขึ้นกว่าเดิม
งานมอเตอร์โชว์ครั้งล่าสุด กับภาพรวมเศรษฐกิจประเทศไทยกำลังบอกอะไรเรา? จากบทสรุปของ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC ชี้ว่า แม้ในปีนี้ยอดจองรถยนต์จะสูงเป็นประวัติการณ์ 132,951 คัน เพิ่มขึ้น 71.8% แต่มุมการเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังมีความน่ากังวลซ่อนอยู่
[ EV จีนมาแรงเกินจะฉุด ครอง 65% ปีนี้ ]
จากผลกระทบเรื่องราคาน้ำมัน มีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจในงานมหกรรม Motor Show 2026 โดยมียอดจองทุบสถิติเป็นประวัติการณ์ 1.32 แสนคัน แบ่งเป็นค่ายรถสัญชาติจีน 65%, รถสัญชาติญี่ปุ่น 27%, รถยุโรป 4% และอื่นๆ อีก 4%
ต้องพูดว่ากระแสความตื่นตัวต่อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ถูกเร่งด้วยราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากผลพวงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ขณะเดียวกัน พฤติกรรมการซื้อรถของผู้บริโภคไทยก็เปลี่ยนไปเช่นกัน โดยหันมาให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่าและครบครันของเทคโนโลยี” มากกว่าการยึดติดกับแบรนด์เดิม
นอกจากนี้ การที่รถ EV มักถูกเลือกเป็น ‘รถยนต์คันที่ 2’ ของบ้าน ถือเป็นข้อได้เปรียบของรถแบรนด์ใหม่ๆ หรือรุ่นใหม่ในการเข้ามาทำตลาดในไทย โดยเฉพาะรถยนต์ EV จากจีนที่มีตัวเลือกมาก หลากหลายยี่ห้อ โดยจะเห็นว่าช่วงหลังๆ เข้ามาในตลาดไทยอย่างรวดเร็ว
เปิด 5 อันดับค่ายรถยนต์ที่มียอดจองมากที่สุดภายในงาน ดังนี้
- BYD/DENZA จำนวน 18,057 คัน เพิ่มขึ้น 74% (YOY)
- TOYOTA จำนวน 15,750 คัน เพิ่มขึ้น 60% (YOY)
- OMODA & JEACOO จำนวน 15,088 คัน เพิ่มขึ้น 488% (YOY)
- MG จำนวน 10,537 คัน เพิ่มขึ้น 78% (YOY)
- CHANGAN (DEETAL/AVATAR) จำนวน 8,573 คัน เพิ่มขึ้น 30%
[ มีรอยร้าวซ่อน หลังยอดจองรถพุ่ง ]
สถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่มีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ SCB EIC วิเคราะห์ต่อว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงอยู่ที่หลังจบงานและได้รับยอดจองรถยนต์จากงานมากกว่า
โดยแบ่งเป็น 3 ประเด็นที่ต้องติดตามหลังงาน ก็คือ
(1) การส่งมอบจริงอาจน้อยกว่า:SCB EIC ประเมินว่าอัตราการส่งมอบรถจริงอาจจะอยู่ที่ 70% ของยอดจองทั้งหมด จากเดิมอยู่ที่เฉลี่ย 75% – 80% ระหว่างปี 2022-2025 เหตุผลสำคัญเลยก็คือ กระบวนการอนุมัติสินเชื่อที่ยังอยู่ในเกณฑ์ ‘เข้มงวดมาก’ โดยเฉพาะในกลุ่มรถ EV ที่มักมีเงื่อนไขเงินดาวน์สูงและระยะเวลาผ่อนชำระสั้น
รวมถึงกลุ่มรถ EV ขึ้นแท่นเป็นประเภทรถที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษจากสถาบันการเงิน เพราะราคารถมือสองยังไม่นิ่ง ทำให้แบงก์ต้องประเมินความเสี่ยงสูงขึ้น
ยังมีความเป็นไปได้ของการยกเลิกการจองจากผู้บริโภคเอง เพราะมีโอกาสที่ระยะการส่งมอบอาจยาวนานเกินรอ รวมไปถึง ระหว่างการรอนั้นมีรถรุ่นใหม่ๆ เปิดตัวและมีความน่าสนใจมากกว่า
(2) รถขายดีแต่เศรษฐกิจไม่โตตาม: พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ รถที่คนไทยจองกันอย่างล้นหลามที่ผ่านมานั้นล้วนเป็นรถยนต์นำเข้าทั้งสิ้น เงินที่ซื้อรถจึงไหลออกมากกว่าจะเป็นเงินหมุนเวียนในประเทศ
SCB EIC ใช้คำว่า “อานิสงส์ต่อมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจยังจำกัด” เพราะถึงแม้ว่ายอดจองรถยนต์จะเพิ่มขึ้นมหาศาล สะท้อนดีมานด์ของคนต้องการซื้อรถได้ แต่เศรษฐกิจไทยก็อาจไม่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยนั่นเอง
(3) มีต้นทุนแฝงจากรถ EV: ความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอุปทานชิ้นส่วนยานยนต์ โครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง โดยเฉพาะประกันภัย อาจจะเติบโตไม่ทันการขยายตัวของรถ EV
อย่างเช่น อะไหล่รถ EV ที่นำเข้าใช้เวลารอนาน, สถานีชาร์จรถมีจำนวนไม่เพียงพอต่อจำนวนรถที่คนไทยซื้อเพิ่ม ส่วนประกันภัยชั้น 1 ของรถ EV มีราคาเบี้ยประกันแพงกว่ารถสันดาป และรถไฮบริดเกือบเท่าตัว
เราเห็นดีมานด์การจับจองรถ EV ขนาดนี้ คำถามก็คือ ไทยจะขยับมา ‘คนทำ’ อุตสาหกรรมรถ EV เมื่อไหร่ การส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างฐานการผลิต EV ในประเทศควรดำเนินควบคู่ไปกับการยกระดับสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศด้วย
โดยดึงโรงงานผลิตชิ้นส่วนไทยเข้าสู่ระบบใหม่ และสร้างกติกาให้ค่ายรถเดิมกับค่าย EV สู้กันได้แบบแฟร์ๆ เพื่อให้เงินหมุนในไทยากขึ้น ไม่ใช่ไหลออกนอกประเทศไปเรื่อยๆ