โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“เยน” สะเทือนสถานะสินทรัพย์ปลอดภัย อ่อนค่าใกล้ 160 ต่อดอลลาร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 16 มีนาคม 2569 เวลา 23.38 น. • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

"เยน" อ่อนค่าต่อเนื่อง แม้เกิดสงครามตะวันออกกลาง นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามสถานะสกุลเงินปลอดภัย จับตารัฐบาลญี่ปุ่นอาจแทรกแซงตลาด หากอ่อนทะลุ 160 ต่อดอลลาร์

วันที่ 16 มีนาคม 2569 เวลา 16.02 น. สนำักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ค่าเงินเยนของญี่ปุ่น ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในสกุลเงินปลอดภัย (safe haven) ของโลก กลับอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความตึงเครียดจากสงครามระหว่างสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่าน สวนทางกับพฤติกรรมที่นักลงทุนเคยคาดหวังว่าเยนจะปรับตัวแข็งค่าขึ้นในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวน

ในอดีต ญี่ปุ่นมีดุลการค้าเกินดุลสูงและมีสินทรัพย์ลงทุนในต่างประเทศจำนวนมหาศาล ทำให้ค่าเงินเยนถูกมองว่าเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่นักลงทุนมักเข้าซื้อในช่วงวิกฤตตลาด อย่างไรก็ตามปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจญี่ปุ่นได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้สถานะสินทรัพย์ปลอดภัยของเยนเริ่มมีเงื่อนไขมากขึ้น

นักวิเคราะห์จาก HSBC ระบุว่า ค่าเงินเยนมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาน้ำมัน โดยในช่วงกลางปีที่ผ่านมา เยนก็เคยอ่อนค่าลงเช่นกันท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน

หนึ่งในปัจจัยสำคัญ คือ ญี่ปุ่นต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจำนวนมาก หลังโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จำนวนมากถูกปิดลงตั้งแต่เหตุการณ์ภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ขณะเดียวกันผู้ส่งออกญี่ปุ่นก็สูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับจีนและประเทศอื่น ๆ มากขึ้น ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนไปจากอดีต

ปัจจุบันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่รัฐบาลญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงตลาดเงินครั้งล่าสุดในเดือนกรกฎาคม 2567 ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มจับตาความเป็นไปได้ที่ทางการญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงค่าเงินอีกครั้ง

นักวิเคราะห์จาก Standard Chartered ระบุว่า ค่าเงินเยนมีความอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันอย่างมาก และหากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอีก ก็อาจทำให้ค่าเงินเยนทะลุระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์ได้

นักเศรษฐศาสตร์บางรายเตือนว่านักลงทุนไม่ควรคาดหวังว่าเยนจะกลับมาเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงวิกฤตครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม สถานะดังกล่าวก็อาจไม่ได้หายไปตลอดไป

นักกลยุทธ์ค่าเงินจาก Commonwealth Bank of Australia ระบุว่า หากสงครามยืดเยื้อจนกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ค่าเงินเยนกลับมาแข็งค่าได้อีกครั้ง

ความกังวล “Stagflation” กลับมาอีกครั้ง

นักลงทุนยังเริ่มนึกถึงบทเรียนจากวิกฤตราคาน้ำมันในช่วงทศวรรษ 1970 โดยเฉพาะหลังการคว่ำบาตรน้ำมันของชาติอาหรับในช่วงสงคราม Yom Kippur ปี 1973 ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง

ในเวลานั้น อัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นพุ่งสูงถึงเกือบ 25% ในปีถัดมา ซึ่งถือเป็นระดับสูงที่สุดระดับหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว ทำให้ความกังวลเรื่อง “Stagflation” หรือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมเงินเฟ้อสูง กลับมาอยู่ในความคิดของนักลงทุนอีกครั้ง

อิทธิพลของอัตราดอกเบี้ยลดลง

ในอดีต ส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐมักเป็นตัวชี้นำทิศทางค่าเงินเยนได้ค่อนข้างแม่นยำ แต่ปัจจุบันความสัมพันธ์ดังกล่าวเริ่มลดลง

นักวิเคราะห์ยังถกเถียงกันว่า ปัจจัยใดมีบทบาทมากกว่ากันระหว่างนโยบายการใช้จ่ายของรัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี Sanae Takaichi หรือการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น

ข้อมูลล่าสุดจาก CFTC ชี้ให้เห็นว่านักลงทุนเก็งกำไร เช่น กองทุนเฮดจ์ฟันด์ เริ่มเพิ่มสถานะ “ขายเยน” (short yen) มากขึ้น เนื่องจากยังไม่แน่ใจว่าทางการญี่ปุ่นจะเข้าแทรกแซงตลาดเงินที่ระดับใด

แม้ค่าเงินเยนจะอ่อนค่า แต่กลยุทธ์ carry trade ซึ่งนักลงทุนกู้เงินเยนต้นทุนต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ยังคงได้รับความนิยม

อย่างไรก็ตาม หลังจากมีความต้องการซื้อพันธบัตรญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนต่างชาติได้ขายพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นออกในสัปดาห์ล่าสุด ซึ่งถือเป็นการไหลออกของเงินทุนครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่กลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา

อ้างอิง : www.reuters.com

อ่านข่าว การเงิน-อัตราแลกเปลี่ยน-ราคาทอง ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...