“เยน” สะเทือนสถานะสินทรัพย์ปลอดภัย อ่อนค่าใกล้ 160 ต่อดอลลาร์
"เยน" อ่อนค่าต่อเนื่อง แม้เกิดสงครามตะวันออกกลาง นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามสถานะสกุลเงินปลอดภัย จับตารัฐบาลญี่ปุ่นอาจแทรกแซงตลาด หากอ่อนทะลุ 160 ต่อดอลลาร์
วันที่ 16 มีนาคม 2569 เวลา 16.02 น. สนำักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ค่าเงินเยนของญี่ปุ่น ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในสกุลเงินปลอดภัย (safe haven) ของโลก กลับอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความตึงเครียดจากสงครามระหว่างสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่าน สวนทางกับพฤติกรรมที่นักลงทุนเคยคาดหวังว่าเยนจะปรับตัวแข็งค่าขึ้นในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวน
ในอดีต ญี่ปุ่นมีดุลการค้าเกินดุลสูงและมีสินทรัพย์ลงทุนในต่างประเทศจำนวนมหาศาล ทำให้ค่าเงินเยนถูกมองว่าเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่นักลงทุนมักเข้าซื้อในช่วงวิกฤตตลาด อย่างไรก็ตามปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจญี่ปุ่นได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้สถานะสินทรัพย์ปลอดภัยของเยนเริ่มมีเงื่อนไขมากขึ้น
นักวิเคราะห์จาก HSBC ระบุว่า ค่าเงินเยนมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาน้ำมัน โดยในช่วงกลางปีที่ผ่านมา เยนก็เคยอ่อนค่าลงเช่นกันท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน
หนึ่งในปัจจัยสำคัญ คือ ญี่ปุ่นต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจำนวนมาก หลังโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จำนวนมากถูกปิดลงตั้งแต่เหตุการณ์ภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ขณะเดียวกันผู้ส่งออกญี่ปุ่นก็สูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับจีนและประเทศอื่น ๆ มากขึ้น ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนไปจากอดีต
ปัจจุบันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่รัฐบาลญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงตลาดเงินครั้งล่าสุดในเดือนกรกฎาคม 2567 ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มจับตาความเป็นไปได้ที่ทางการญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงค่าเงินอีกครั้ง
นักวิเคราะห์จาก Standard Chartered ระบุว่า ค่าเงินเยนมีความอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันอย่างมาก และหากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอีก ก็อาจทำให้ค่าเงินเยนทะลุระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์ได้
นักเศรษฐศาสตร์บางรายเตือนว่านักลงทุนไม่ควรคาดหวังว่าเยนจะกลับมาเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงวิกฤตครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม สถานะดังกล่าวก็อาจไม่ได้หายไปตลอดไป
นักกลยุทธ์ค่าเงินจาก Commonwealth Bank of Australia ระบุว่า หากสงครามยืดเยื้อจนกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ค่าเงินเยนกลับมาแข็งค่าได้อีกครั้ง
ความกังวล “Stagflation” กลับมาอีกครั้ง
นักลงทุนยังเริ่มนึกถึงบทเรียนจากวิกฤตราคาน้ำมันในช่วงทศวรรษ 1970 โดยเฉพาะหลังการคว่ำบาตรน้ำมันของชาติอาหรับในช่วงสงคราม Yom Kippur ปี 1973 ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง
ในเวลานั้น อัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นพุ่งสูงถึงเกือบ 25% ในปีถัดมา ซึ่งถือเป็นระดับสูงที่สุดระดับหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว ทำให้ความกังวลเรื่อง “Stagflation” หรือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมเงินเฟ้อสูง กลับมาอยู่ในความคิดของนักลงทุนอีกครั้ง
อิทธิพลของอัตราดอกเบี้ยลดลง
ในอดีต ส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐมักเป็นตัวชี้นำทิศทางค่าเงินเยนได้ค่อนข้างแม่นยำ แต่ปัจจุบันความสัมพันธ์ดังกล่าวเริ่มลดลง
นักวิเคราะห์ยังถกเถียงกันว่า ปัจจัยใดมีบทบาทมากกว่ากันระหว่างนโยบายการใช้จ่ายของรัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี Sanae Takaichi หรือการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น
ข้อมูลล่าสุดจาก CFTC ชี้ให้เห็นว่านักลงทุนเก็งกำไร เช่น กองทุนเฮดจ์ฟันด์ เริ่มเพิ่มสถานะ “ขายเยน” (short yen) มากขึ้น เนื่องจากยังไม่แน่ใจว่าทางการญี่ปุ่นจะเข้าแทรกแซงตลาดเงินที่ระดับใด
แม้ค่าเงินเยนจะอ่อนค่า แต่กลยุทธ์ carry trade ซึ่งนักลงทุนกู้เงินเยนต้นทุนต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ยังคงได้รับความนิยม
อย่างไรก็ตาม หลังจากมีความต้องการซื้อพันธบัตรญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนต่างชาติได้ขายพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นออกในสัปดาห์ล่าสุด ซึ่งถือเป็นการไหลออกของเงินทุนครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่กลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา
อ้างอิง : www.reuters.com