โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

วิกฤตพลาสติกขาดตลาด อย. จ่อ ‘รียูส’ ขวดน้ำเกลือ-น้ำยาล้างไต

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 17 มี.ค. เวลา 02.27 น. • เผยแพร่ 17 มี.ค. เวลา 08.57 น.

ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า จากสถานการณ์โลกช่วงภาวะสงคราม นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้มอบหมายให้ อย.หารือร่วมกับผู้ผลิตและผู้นำเข้ายา รวมถึงเวชภัณฑ์จำเป็น กว่า 300 ราย เพื่อประเมินปริมาณสำรองและความเสี่ยงด้านซัพพลายอย่างใกล้ชิด

พบว่าปัจจุบันประเทศไทยยังมียาและเวชภัณฑ์สำรองในระบบเพียงพอ ซึ่งอยู่ในมือผู้ประกอบการผลิตอย่างน้อยประมาณ 3 เดือน ทั้งในส่วนของยาสำเร็จรูปและวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต โดยผู้ประกอบการได้รายงานข้อมูลสต๊อกเข้ามาเป็นรายสัปดาห์ เพื่อให้ภาครัฐสามารถติดตามสถานการณ์ได้แบบเรียลไทม์

ขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็กำลังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น ทั้งค่าระวางเรือ ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นผลจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในหลายภูมิภาคของโลก ระยะเวลาการขนส่งสินค้าจากต่างประเทศก็ยังยาวนานขึ้น

จากเดิมที่สามารถส่งมอบได้ตามรอบปกติ แต่กลับมีความล่าช้า เนื่องจากต้องปรับเส้นทางการขนส่ง หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง หรือมีข้อจำกัดด้านการเดินเรือและการบิน ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องบริหารสต๊อกใหม่ และเพิ่มปริมาณสำรองให้มากขึ้นเพื่อป้องกันความเสี่ยง ซึ่งตอนนี้ต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 10-15%

ภญ.สุภัทรา กล่าวว่า ความไม่แน่นอนของซัพพลายเออร์ในต่างประเทศก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ บางกรณีผู้ผลิตไม่สามารถยืนยันระยะเวลาการส่งมอบวัตถุดิบหรือยาสำเร็จรูปได้ชัดเจนเหมือนเดิม ทำให้การวางแผนจัดซื้อและการบริหารคลังสินค้ามีความซับซ้อนมากขึ้น แต่ยาหลายรายการยังอยู่ภายใต้ระบบควบคุมราคา ทำให้ราคาจำหน่ายอาจไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในปัจจุบัน

ทั้งนี้ อย.จะรวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการ เพื่อนำเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแนวทางช่วยเหลือหรือมาตรการรองรับต่อไป และถึงแม้ “ตัวยา” จะยังไม่มีปัญหา แต่ความเสี่ยงสำคัญเริ่มปรากฏในห่วงโซ่อุปทานด้าน “บรรจุภัณฑ์” โดยเฉพาะขวดและแกลลอนพลาสติกที่ใช้กับน้ำเกลือและน้ำยาล้างไต ซึ่งมีการใช้ในปริมาณสูงต่อวัน

วัตถุดิบหลักของบรรจุภัณฑ์ดังกล่าวคือ “เม็ดพลาสติก” อยู่ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะบางส่วนมาจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้มีความเสี่ยงจากสถานการณ์สงคราม ทั้งด้านการผลิต การขนส่ง และต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

ปัจจุบันผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ในประเทศยังสามารถผลิตได้ แต่ต้องพึ่งพาเม็ดพลาสติกจากต่างประเทศ เมื่อเกิดความผันผวน จะกระทบต่อการผลิตภาชนะทันที อีกทั้งพลาสติกยังถูกใช้ในหลายอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการแข่งขันแย่งวัตถุดิบ ซึ่ง อย. ได้เตรียมมาตรการรองรับหลายด้านเพื่อรับมือสถานการณ์ดังกล่าวแล้ว

ได้แก่ เปิดทางให้ผู้ประกอบการสามารถเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบ (second source) ได้รวดเร็วขึ้น พร้อมจัดช่องทางอนุมัติแบบเร่งด่วน (fast track) เพื่อไม่ให้การผลิตสะดุด รวมถึงหารือเรื่อง “การจัดสรรเม็ดพลาสติก” ที่ต้องประสานหน่วยงานที่กำกับดูแลอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและการผลิตพลาสติก เพื่อกำหนดสัดส่วนการจัดสรรเม็ดพลาสติกให้ภาคการแพทย์ก่อน

พร้อมการขอความร่วมมือผู้ผลิตเม็ดพลาสติกและโรงงานแปรรูปในประเทศให้กันกำลังการผลิตบางส่วนสำหรับเวชภัณฑ์ เช่น ขวดน้ำเกลือและแกลลอนน้ำยาล้างไต ติดตามปริมาณสต๊อกเม็ดพลาสติกของผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ เพื่อประเมินความเพียงพอและวางแผนล่วงหน้า ทั้งเตรียมมาตรการรองรับกรณีต้องจำกัดการใช้พลาสติกในบางอุตสาหกรรม เพื่อให้ภาคการแพทย์เข้าถึงวัตถุดิบได้ก่อน

ภญ.สุภัทรา กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นวิกฤตหรือขาดแคลน แต่ อย.ได้วางแผน “การนำภาชนะกลับมาใช้ใหม่” (reuse) ไว้ล่วงหน้า ภายใต้การควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ซึ่งปกติขวดน้ำเกลือและน้ำยาล้างไตเป็นแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง การนำกลับมาใช้ใหม่มีต้นทุนสูง มีความเสี่ยงเรื่องการปนเปื้อนจากผู้ป่วยกว่าซื้อใหม่ แต่ในสถานการณ์จำเป็นจริงๆ อาจต้องพิจารณารียูส โดยต้องมีระบบทำความสะอาด ฆ่าเชื้อ และตรวจสอบคุณภาพอย่างเคร่งครัด

สำหรับกระบวนการรียูสจะต้องผ่านขั้นตอนสำคัญ เช่น การเก็บรวบรวมภาชนะที่ใช้แล้วอย่างเป็นระบบ, การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อในระดับที่ปลอดภัยต่อการใช้งานทางการแพทย์, การตรวจสอบความสมบูรณ์ของภาชนะ เพื่อป้องกันการรั่วซึมหรือปนเปื้อน และการรับรองมาตรฐานก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการผลิต

“การรียูสจะทำได้เฉพาะในภาวะจำเป็นจริงๆ ต้องมีระบบควบคุมครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเก็บรวบรวม การทำความสะอาด ฆ่าเชื้อ ตรวจสอบคุณภาพ และรับรองมาตรฐาน เพื่อป้องกันการปนเปื้อนและความเสี่ยงต่อผู้ป่วย โดยมาตรการดังกล่าวเป็นเพียงแผนสำรองในสถานการณ์เลวร้ายซึ่งขณะนี้ยังไม่ถึงจุดนั้น”

อย่างไรก็ตาม อย.ได้ขอความร่วมมือไปยังโรงพยาบาลและสถานพยาบาล ให้สั่งซื้อยาและเวชภัณฑ์ตามความจำเป็นในภาวะปกติ หลีกเลี่ยงการกักตุนเกินความต้องการ เนื่องจากอาจทำให้ระบบกระจายสินค้าเกิดความผันผวน และกระทบต่อผู้ป่วยรายอื่นที่จำเป็นต้องใช้ยา

“สิ่งสำคัญในตอนนี้คือการบริหารจัดการให้สมดุล เพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้าถึงยาและเวชภัณฑ์ได้อย่างต่อเนื่อง แลเขอความร่วมมือไปยังประชาชนว่าไม่ควรตื่นตระหนกและซื้อยา หรือเวชภัณฑ์กักตุนเกินความจำเป็น เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์ยังอยู่ในระดับควบคุมได้ และมีปริมาณสำรองเพียงพอ การซื้อไปกักตุนเกินความจำเป็น นอกจากจะทำให้ยาหมดอายุโดยไม่ได้ใช้แล้ว ยังอาจกระทบต่อผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้จริง ทำให้เข้าถึงยาได้ยากขึ้น”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...