โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

1 ปี ซากตึก สตง. ‘วัตถุพยาน’ เพื่อการตรวจสอบคอร์รัปชัน ยังคงอยู่ที่เดิม

The Momentum

อัพเดต 13 มี.ค. เวลา 19.13 น. • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

ผ่านมานานเกือบ 1 ปี สำหรับเหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม จากเหตุแผ่นดินไหวในประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 จนทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 95 ราย

แต่ผ่านมาแล้ว 1 ปี ซากอาคารขนาดใหญ่ยังคงกองทับถมบริเวณที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ด้านหลังอาคารศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ใกล้กับสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ เพราะครั้งนั้นตำรวจต้องการเก็บซากตึก ซากปูน และซากเหล็ก เพื่อสืบสวนหาความผิดปกติที่เป็นต้นเหตุให้อาคารถล่ม โดยพื้นที่ดังกล่าวยังคงมีเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแล เพราะซากอาคารยังคงเป็น ‘วัตถุพยาน’ ในหลายคดีที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่พื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ติดกับถนนกำแพงเพชร 2 พื้นที่ในการก่อสร้างอาคารเดิมยังคงปล่อยรกร้าง และยังคงเหลือซากอาคารที่ไม่ถล่มคงไว้อยู่ที่เดิม

สำหรับความคืบหน้าการสอบสวนกรณีอาคารถล่ม มีหน่วยงานรับผิดชอบในการสอบสวน 3 หน่วยงานได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยแบ่งคดีออกเป็นคดีนอมินี คือมีคนไทยเป็นนอมินีให้ชาวต่างชาติเข้ามาดำเนินกิจการก่อสร้างแทนชาวต่างชาติ คดีฮั้วประมูลที่มีการแอบอ้างชื่อบุคคลอื่น เพื่อให้ได้รับการเสนอราคา และคดีก่อสร้างไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

โดยมีการดำเนินคดีแล้วทั้งผู้บริหารบริษัทเอกชน รวมถึง เปรมชัย กรรณสูตร กรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัท อิตาเลียนไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ไมนฮาร์ท (ประเทศไทย) ผู้ลงนามในแบบแปลนก่อสร้าง และบริษัท ฟอ-รัม อาร์คิเทค จำกัด บริษัทผู้ออกแบบ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด และอีกหลายบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอาคาร

ทั้งนี้มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568 กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ส่งรายชื่อ ‘เจ้าหน้าที่รัฐ’ ให้ ป.ป.ช.เพื่อดำเนินการไต่สวนกว่า 70 คน แบ่งออกเป็นผู้บริหารองค์กรอิสระ กลุ่มคณะกรรมการที่เกี่ยวกับการดำเนินโครงการจ้างออกแบบ จ้างก่อสร้าง และจ้างควบคุมงาน รวมถึงกลุ่มคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ แต่ยังคงไม่มีการเปิดเผยรายชื่อเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 สตง.แถลงผลสอบสวนอาคารถล่มว่า การก่อสร้างไม่เป็นไปตามและพบข้อบกพร่องหลายประการ เช่น ค่ากำลังอัดคอนกรีตจากผนังรับแรงเฉือนต่ำกว่าเกณฑ์ ระยะฝังเหล็กเสริมบริเวณจุดต่อ Link Beam กับผนังรับแรงเฉือนน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด ส่งผลให้จุดต่อโครงสร้างอ่อนแอ และการพังถล่มเริ่มจากชั้นล่างของอาคาร

ขณะที่พนักงานสอบสวน สน.บางซื่อสรุปสำนวนคดี และพนักงานอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลรวม 23 รายต่อศาลอาญา ในความผิดเกี่ยวกับการออกแบบ ควบคุม และก่อสร้างอาคารโดยประมาท เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย รวมถึงความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกันในภาพใหญ่ยังมีความผิดปกติอยู่หลายประการด้วยกัน ทั้งที่บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ชนะประมูลโครงการก่อสร้างอาคารของหน่วยงานราชการหลายแห่ง ทั้งที่มีประสบการณ์ในการก่อสร้างอาคารน้อยมาก และเป็นที่ชัดเจนว่า บริษัทในประเทศไทยไม่ได้มีความน่าเชื่อถือ ขณะเดียวกันบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ถล่มที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา โดยพบว่า บริษัทดังกล่าวรับงานโครงการรัฐเป็นจำนวนมาก ในยุครัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ทั้งนี้คะแนนดัชนีรับรู้การทุจริต (CPI) ของประเทศไทยประจำปี 2568 อยู่ที่ 33 จาก 100 คะแนน (ลดลงจาก 34 คะแนนในปี 2567) โดยอยู่อันดับที่ 116 จาก 180 อันดับ และตามหลังประเทศอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย และลาว โดยเหตุการณ์ใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อเรื่อง ‘ความเชื่อถือ’ ของประชาชนในเรื่องการคอร์รัปชันคือเหตุอาคาร สตง.ถล่มนี้เอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...