เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
#ทันหุ้น – บล.ฟินันเซียไซรัส ประเมินแนวโน้มตลาดวันนี้ คาด SET Index จะแกว่งตัวในแดนลบหากรอบ 1,410-1,430 จุด โดยถูกกดดันจากสถานการณ์สงครามที่ตึงตัวและเริ่มเห็นการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในแต่ละประเทศมากขึ้น หนุนราคาน้ำมันดีดตวขึ้น
ล่าสุด Brent อยู่ที่ราว US$110 ต่อบาร์เรล ขณะที่ด้านตัวเลขเศรษฐกิจ PPI เดือน ก.พ. สหรัฐฯออกมาสูงกว่าคาดมาก (+0.7% m-m, +3.4% y-y) สะท้อนความเสี่ยงด้านต้นทุนที่สูงขึ้น ส่วนการประชุม Fed เมื่อคืนที่ผ่านมาคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.50-3.75% ตามคาด แต่มองความไม่แน่นอนของสงครามอาจทำให้เงินเฟ้อปรับตัวขึ้นและกระทบต่อเศรษฐกิจได้
ด้านประมาณการเศรษฐกิจมีการปรับ GDP ขึ้นเล็กน้อย รวมถึงปรับคาดการณ์เงินเฟ้อขึ้น ขณะที่ Dot Plot ยังมองโอกาสลดดอกเบี้ย 1 ครึ้งในปีนี้เช่นเดิม ปัจจัยทั้งหมดส่งผลให้ Dollar Index และ Bond Yield สหรัฐฯดีดตัวขึ้น ซึ่งกดดันสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกรวมถึงตลาดหุ้นเอเชียวันนี้ โดยวันนี้ติดตามการประชุมของ BoJ ECB BoE สำหรับไทยวานนี้ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องปมบาร์โค้ดเลือกตั้งไว้พิจารณา ซึ่งเรามองเป็น Noise ระยะสั้น
ส่วนวันนี้สภาฯจะโหวตเลือกนายกฯซึ่งคาดว่าจะผ่านไปอย่างราบลื่น ด้านราคาน้ำมันในประเทศติดตามว่าจะขยับเพิ่มราคาขึ้นเร็วมากน้อยเพียงใดสู่เพดานน้ำมันดีเซลที่ 33 บาท โดยหากราคาน้ำมันดิบยังปรับตัวขึ้นและยืนสูงต่อเนื่อง จะเป็นความเสี่ยงเศรษฐกิจในประเทศอย่างมีนัยยะจากภาวะ Stagflation ยังเน้นเก็งกำไรในกลุ่มพลังงานต้นน้ำและพักเงินในกลุ่ม Consumer Staple และ Defensive Play
กลยุทธ์ : เน้นลงทุนในหุ้นที่มีกระทบจำกัดต่อความเสี่ยงราคาน้ำมันและเงินเฟ้อจากผลของสงคราม
หุ้นเด่นเดือน มี.ค. : BDMS, CPALL, CPF, MTC, NSL
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, ERW, KTB, MTC, OSP, WHAUP
หุ้นเด่นวันนี้ : PTTEP
• แนะนำ “เก็งกำไร” ราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก Bloomberg Consensus 146.93 บาท
• ประเด็นสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่ดูตึงตัวขึ้นในแง่การโจมตีไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั้งในอิหร่าน กาตาร์ UAE เป็นต้น เป็นประเด็นความเสี่ยงที่จะหนุนราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุด Brent ขยับขึ้นสู่ระดับ US$110 ต่อบาร์เรล หนุนหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำต่อเนื่อง
• ราคาพลังงานพุ่งขึ้นและมีแนวโน้มยืนในระดับสูงต่อเนื่องจะทำให้แนวโน้มกำไรในช่วง 1H26-2026 มี Upside โดยเบื้องต้นราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นทุกๆ US$1 ต่อบาร์เรล จะหนุนกำไรของ PTTEP เพิ่มขึ้นราว 1.5%+-
• แนวรับ 143.50//140 บาท แนวต้าน 149.50-150//155 บาท
ด้าน บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ จะปรับตัวลงตามตลาดอื่นๆ หลังอิหร่านจะตอบโต้ประเทศอื่นๆ หลังแหล่ง Gas ถูกโจมตีไปเมื่อวานนี้ ราคาน้ำมันดิบและราคา Gas ในตลาดโลกพุ่งขึ้น ด้านของไทยนักลงทุนบางส่วนอาจชะลอการลงทุนเพื่อประเมินผลตัดสินของศาลฯ และรอดูความสำเร็จในการตั้งรัฐบาลในวันนี้ปัจจัยในประเทศ
- ศาลรับคำร้องบัตรเลือกตั้ง: ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องกรณีการใช้บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่อาจละเมิดความลับในการลงคะแนน ซึ่งสร้างความเสี่ยงต่อการที่ผลการเลือกตั้งจะเป็นโมฆะและอาจส่งผลกระทบต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยศาลได้สั่งให้คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) และผู้ที่เกี่ยวข้องจัดทำคำชี้แจงและส่งพยานหลักฐานภายใน 15 วันเพื่อพิจารณาวินิจฉัยต่อไป ซึ่งตรงกับช่วงที่จะมีการโปรดเกล้าฯ ครม. ชุดใหม่หากการโหวตเลือกนายกฯ ในวันนี้ดำเนินไปตามปกติ …. ตลาดอาจรอดูผลการวินิจฉัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อใกล้วันตัดสิน วันนี้ จับตาการประชุมสภาฯ เพื่อตั้งรัฐบาล
- ค่าเงินบาท: ปิดตลาดที่ระดับ 32.36 บาท/ดอลลาร์ นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงรอดูท่าทีและประเมินถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ เพื่อดูแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยเป็นหลัก
- กระแส Fund Flow: นักลงทุนต่างชาติ ในตลาดหุ้น ขายสุทธิ 1,603 ล้านบาท (รวมตลาด SET และ MAI)
ในตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนต่างชาติมี ยอดซื้อสุทธิ 2,599 ล้านบาท
ปัจจัยต่างประเทศ
- อิหร่านอ้างว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลได้โจมตีแหล่งก๊าซ South Pars ซึ่งหากได้รับการยืนยัน จะถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มสงครามที่โครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตต้นน้ำ (Upstream) ถูกล็อกเป้า ข่าวนี้ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ดีดตัวขึ้นทะลุ 105 ดอลลาร์/บาร์เรล ในช่วงสั้นๆ
- โรงงาน LNG กาตาร์เสียหายหนัก: แหล่งผลิตและส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างศูนย์อุตสาหกรรม Ras Laffan ในกาตาร์ (ซึ่งเคยครองสัดส่วน 20% ของซัพพลายโลก) ถูกขีปนาวุธอิหร่านโจมตีจนเกิดเพลิงไหม้และได้รับ “ความเสียหายอย่างกว้างขวาง” เหตุการณ์นี้ส่งผลให้กาตาร์สั่งขับไล่เจ้าหน้าที่ทูตทหารและฝ่ายความมั่นคงของอิหร่านออกนอกประเทศภายใน 24 ชั่วโมง….ผู้เชี่ยวชาญจาก Wood Mackenzie และ Columbia University ประเมินว่านี่คือสิ่งที่ตลาดก๊าซโลกหวาดกลัวที่สุด และคาดว่ากาตาร์อาจไม่สามารถกลับมาผลิตและส่งออก LNG สู่ตลาดโลกได้ทันก่อนช่วงกลางปีนี้ (Middle of the year) ซึ่งจะกระทบอย่างหนักต่อเอเชียและยุโรปที่พึ่งพาก๊าซเพื่อผลิตไฟฟ้า
- ผลการประชุม FOMC: Fed มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% …… Fed คงดอกเบี้ยตามคาด และยังคง median forecast ที่บ่งชี้การลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ พร้อมยอมรับว่าความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง
- การประชุม BOJ: ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.75% ดังเดิม เนื่องจากสงครามอิหร่านที่มีผลกระทบต่อราคาพลังงาน และทิศทางเศรษฐกิจโลกอยู่ในขณะนี้ ขณะที่นายกฯ ทาคาอิจิ พบปธน. ทรัมป์ ณ กรุงวอชิงตัน หารือเรื่องการส่งเรือรบไปช่องแคบฮอร์มุซและความมั่นคง ซึ่งญี่ปุ่นปฏิเสธ ทำให้ทรัมป์วิจารณ์ญี่ปุ่นในประเด็นดังกล่าว ….. ญี่ปุ่นค่อนข้างระมัดระวังในการแสดงจุดยืนสนับสนุนสงคราม เนื่องจากจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นอย่างมาก เพราะมีการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเป็นหลัก
Technical : BCH, KAMART
ตัวเลขเศรษฐกิจและ Event
- EC – ECB Main Refinancing Rate; (คาดการณ์: 2.15%, ครั้งก่อน: 2.15%)
- JN – BOJ Target Rate; (คาดการณ์: 0.75%, ครั้งก่อน: 0.75%)
- TH – การประชุมรัฐสภาลงมติโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 33
Strategy
- ตลาดกลับมากังวลกับการที่อิหร่านถูกโจมตีแหล่ง Gas ‘South Pars’ และอาจมีการตอบโต้ที่ตามมาจากทางอิหร่าน ขณะที่ตลาดจะรอดูผลการวินิจฉัยของศาลฯ ในเรื่องบัตรเลือกตั้ง นักลงทุนบางส่วนอาจชะลอการลงทุนเพื่อรอดูผล ทั้งนี้ เราประเมินว่า หากมีการตั้งรัฐบาลเสร็จแล้ว(น่าจะวันนี้) โอกาสที่จะมีการตัดสินให้เลือกตั้งใหม่ จะเป็นไปได้ค่อนข้างยาก
- กลยุทธ์ลงทุน ยังมีความไม่แน่นอนในเรื่องสงคราม แต่สำหรับนักเก็งกำไร สามารถเรามาลงทุนในกรอบเวลาสั้นๆได้
- ผลจากการที่แหล่ง Gas ของอิหร่านถูกโจมตี ควรระวังหุ้นที่จะถูกกระทบจากราคา Gas ที่สูงขึ้น คือ หุ้นโรงไฟฟ้า ขณะเดียวกัน หุ้นกลุ่มปิโตรเคมี จะเป็นผู้ได้ประโยชน์จากกำลังการผลิตปิโตรเคมีของตะวันออกกลางที่จะลดลง รวมไปถึง PTTEP ที่ได้ประโยชน์ทางตรงจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นด้วย
- นในพอร์ตแนะนำ: เรานำ AOT ออก หุ้นในพอร์ตประกอบด้วย BDMS(20%), SCB(10%), ADVANC(10%)
Technical : KKP, AAI
ขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี 1,420 – 1,430 แนวต้าน 1,450 คาดดัชนี SET ถูกกดดันจากราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้น หลังกิดเหตุการโจมตีแหล่งน้ำมัน & ก๊าซระหว่างกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง บ่งชี้สถานการณ์มีโอกาสยืดเยื้อ แนะนำทยอยซื้อเมื่อดัชนีอ่อนตัวในกลุ่ม Value เช่น ADVANC,TRUE,SCB,KTB,GULF / เก็งกำไรกลุ่มเกษตร CPF, GFPT, BTG,S TA, NER จากแนวโน้มราคาขายมีโอกาสปรับสูงขึ้นตามต้นทุนน้ำ
HANA* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 24.40 บาท) ช่วงสั้นมีปัจจัยหนุนจากค่าเงินบาทที่กลับมาอ่อนค่า ด้านแนวโน้มผลการดำเนินงานผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วจากการทยอยปรับโครงสร้างลดต้นทุนลดขนาดธุรกิจ แม้ภาพของตัวธุรกิจเดิมยังไม่เห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดโดยเฉพาะโรงงานในจีนและธุรกิจ SiC และก็มีความหวังจากการเซ็นสัญญาร่วมกับ Phononic ที่เป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยี Solid State Cooling System คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้เข้ามาใน 2H69 และเติบโตขึ้นในปี 70 สอดคล้องกับความต้องการในอุตสาหกรรม AI Data Center ที่ต้องใช้พลังงานสูงและต้องการระบบ Cooling GPU อิงจาก consensus ตลาดคาดกำไรปี 69-70 อยู่ที่ 843 ล้านบาท +26%YoY และ 1.16 พันล้านบาท +38%YoY
BCH (ซื้อ/ ราคาเป้าหมาย 14.20บาท) สำหรับภาพรวมการดำเนินงานปี2569 คาดหวังรายได้ประกันสังคมโรคมีความเสถียรมากขึ้น รวมถึงการเติบโตของผู้ป่วยต่างชาติหากสงครามในตะวันออกกลางไม่รุนแรงยืดเยื้อ โดยเฉพาะการกลับมาของผู้ป่วยคูเวต ส่วนกำไรสุทธิในช่วง 1Q69 นี้ เราคาดว่าจะเห็นการ +QoQ ได้แม้มีปัจจัยกดดันตามฤดูกาลหลัง 4Q68 มีแรงกดดันจากรายการพิเศษและปิดร.พ.ที่อรัญประเทศราว 2 สัปดาห์ ขณะที่ภาพ YoY คาดทรงตัว โดยมีแรงกดดันจากผู้ป่วยไทยเนื่องจากการระบาดของโรคท้องถิ่นน้อยลง YoY แต่พอ Offset ได้ด้วยกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เข้ามารักษาแผลเบาหวานจากตะวันออกกลางตั้งแต่ต้นปี