โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

รอง ผบ.ตร. สั่งลุยสอบเรือน้ำมันปริศนา 2 ลำ สงสัยถ่วงเวลารอขึ้นราคา

Amarin TV

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
รอง ผบ.ตร. สั่งลุยสอบเรือน้ำมันปริศนา 2 ลำ สงสัยถ่วงเวลารอขึ้นราคา ฟันกำไรนับสิบล้าน

รอง ผบ.ตร. สั่งลุยสอบเรือน้ำมันปริศนา 2 ลำ สงสัยถ่วงเวลารอขึ้นราคา ฟันกำไรนับสิบล้าน

พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีสถานีบริการน้ำมันหลายแห่งประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมันในช่วงวิกฤตราคาน้ำมันระหว่างวันที่ 21-25 มี.ค. ก่อนที่ราคาน้ำมันจะปรับขึ้นลิตรละ 6 บาท ในวันที่ 26 มี.ค. ว่า ภายหลังราคาปรับขึ้นกลับพบว่าน้ำมันในตลาดมีเพียงพอ จึงเกิดข้อสงสัยจากประชาชนว่ามีการกักตุนหรือมีผู้ใดอยู่เบื้องหลังหรือไม่

ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับมอบหมายให้ร่วมดำเนินการกับกระทรวงยุติธรรม โดยมีการสืบสวนขยายผลไปยังคลังน้ำมันต่างๆ ต่อเนื่อง จากที่เคยแถลงข่าวเมื่อวันที่ 16 เมษายน ที่กระทรวงยุติธรรม ล่าสุดได้เข้าตรวจสอบเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ซึ่งพบพฤติกรรมผิดปกติในการเดินทางส่งน้ำมันไปยังปลายทาง ขณะที่เรือลำอื่นๆ อีกหลายร้อยลำที่ออกจากโรงกลั่นทั้ง 5 แห่งทั่วประเทศ อยู่ระหว่างการตรวจสอบเช่นกัน

พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวว่า ตั้งแต่เวลา 04.00 น. ของวันนี้ (21 เม.ย. 2569) ได้สั่งการให้กองบังคับการตำรวจน้ำใช้เรือชัยจินดา ของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เข้าตรวจสอบเรือทั้ง 2 ลำ โดยช่วงเช้าเข้าตรวจสอบเรือลำแรกบริเวณ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ในอ่าวไทย ส่วนช่วงบ่ายเข้าตรวจสอบอีกลำที่กำลังเดินทางเข้าใกล้กรุงเทพมหานคร เพื่อเก็บข้อมูลบนเรือทั้งหมดและเปรียบเทียบกับข้อมูลจากระบบติดตามการเดินเรือ

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า เรือบางลำใช้เวลาเดินทางล่าช้ากว่าปกติ ทั้งที่ตามกำหนดควรถึงปลายทางในวันที่ 25 มีนาคม แต่กลับไปถึงวันที่ 26 มีนาคม จึงต้องตรวจสอบว่ามีสาเหตุจากน้ำขึ้นน้ำลง ความหนาแน่นของท่าเรือ เรือขัดข้อง หรือมีผู้สั่งให้ชะลอการเดินทางหรือไม่

หนึ่งในกรณีที่น่าสงสัย คือ เรือบรรทุกน้ำมันจากระยองไปกรุงเทพฯ ซึ่งตามปกติใช้เวลาเดินทางประมาณ 8 ชั่วโมง และควรถึงปลายทางภายในวันที่ 25 มี.ค. แต่กลับออกจากท่าแล้วไปทอดสมอกลางอ่าว ก่อนจะเดินทางต่อในช่วงบ่ายวันที่ 26 มีนาคม หากมีการส่งมอบน้ำมันตามกำหนดเดิม ราคาจะยังไม่ปรับขึ้น แต่เมื่อส่งมอบหลังวันที่ 26 มี.ค. ซึ่งราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นลิตรละ 6 บาท จากปริมาณน้ำมันประมาณ 5 ล้านลิตร อาจทำให้เกิดกำไรเพิ่มขึ้นประมาณ 30 ล้านบาท

อีกกรณีเป็นเรือที่ขนน้ำมันจากภาคตะวันออก 3.2 ล้านลิตรไปยังภาคใต้ ออกเดินทางช่วงเย็นวันที่ 24 มีนาคม โดยปกติใช้เวลาประมาณ 25 ชั่วโมง และควรถึงปลายทางวันที่ 25 มี.ค. เวลา 18.00 น. แต่กลับมีการจอดกลางทะเลทั้งบริเวณภาคตะวันออกและภาคใต้ ก่อนเข้าคลังปลายทางในวันที่ 26 มีนาคม ทำให้ล่าช้ากว่ากำหนด 34 ชั่วโมง ซึ่งหากคิดส่วนต่างราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นลิตรละ 6 บาท อาจมีผลประโยชน์เพิ่มขึ้นประมาณ 18 ล้านบาท โดยเรือลำนี้อาจจะมีความเชื่อมโยงกับเคสบริษัทคลังน้ำมันใน จ.สุราษฎร์ธานี

พล.ต.อ.ธัชชัย ระบุว่า การพิจารณาความผิดจะต้องใช้พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ประกอบ ไม่ใช่อาศัยเพียงคำให้การบุคคล เช่น ข้อมูลน้ำขึ้นน้ำลง ความหนาแน่นของท่าเรือ ระบบบันทึกการเดินเรือ และเหตุขัดข้องต่างๆ เพื่อพิสูจน์ว่าการล่าช้าเกิดจากเหตุจำเป็นหรือเป็นการประวิงเวลาโดยเจตนา

ส่วนหลักฐานของตำรวจจะเบาบางไปหรือไม่นั้น หากเป็นเรื่อง "กักตุน" อาจพิจารณาได้ยาก เนื่องจากปริมาณการครอบครองน้ำมันตามกฎหมายยังมีช่วงกว้าง แต่หากเข้าข่าย "ประวิงเวลาเพื่อจำหน่ายในราคาสูงขึ้น" ตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท

ส่วนบริษัทเจ้าของคลังน้ำมัน โรงกลั่น หรือเจ้าของเรือ จะมีความผิดหรือไม่นั้น ต้องตรวจสอบว่ามีส่วนร่วมสั่งการหรือรู้เห็นหรือไม่ เพราะบางกรณีเรือเป็นเพียงผู้รับจ้างขนส่งตามคำสั่งของบริษัท

ทั้งนี้ จะมีการมอบหมายให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางรับคดีไว้ดำเนินการในเบื้องต้น และเมื่อพยานหลักฐานครบถ้วน จะส่งต่อให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับเป็นคดีพิเศษต่อไป โดยยืนยันว่าจะตรวจสอบเรือทุกลำที่ขนส่งน้ำมันออกจากโรงกลั่นในช่วงเดือนมีนาคม รวมถึงตรวจสอบการรับ-จ่ายน้ำมันของคลังทั่วประเทศควบคู่กันไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...