2 บริษัทเรือแจงน้ำมันหาย 60 ล้านลิตร เผยสาเหตุแล่นนานกว่าปกติ
ภายหลังจากที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้ออกหนังสือเชิญกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทเจ้าของเรือขนส่งน้ำมัน จำนวน 8 บริษัท ซึ่งเป็นเจ้าของเรือ 12 ลำ (20 เที่ยวเรือ) มาสอบปากคำในฐานะพยาน โดยเริ่มต้นสอบสวนปากคำตั้งแต่วันที่ 21 เม.ย. 69-วันที่ 23 เม.ย. 69 ซึ่งประเด็นที่จะใช้ในการสอบถาม อาทิ การประกอบธุรกิจของบริษัท ใบกำกับการขนส่งน้ำมันทางเรือ ความเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันทางเรือในช่วงวิกฤติขาดแคลนพลังงาน หลังพบความผิดปกติหลายอย่างในการขนส่งน้ำมันทางเรือในจำนวนดังกล่าว ทั้งการปิดระบบ AIS หรือสัญญาณ AIS : Automatic Identification System จำนวน 10 เที่ยวเรือ และการที่มีเรือลอยลำประวิงเวลาอยู่กลางทะเล จนพบว่ามีเที่ยวเรือ 2 เที่ยว ที่คาดว่าอาจจะมีการผ่องถ่ายน้ำมันกลางทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานีระหว่างเรือกับเรือ (Ship to Ship) ซึ่งเป็นการประวิงเวลาเดินเรือในห้วงก่อนวันที่ 26 มี.ค. 69 ราว 1-3 วัน ก่อนที่คณะกรรมการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติค่ำวันที่ 25 มี.ค. 69 ปรับลดอัตราชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงกลุ่มเบนซินและดีเซลรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร จึงเป็นเหตุที่ต้องเชิญบริษัทเจ้าของเรือทั้ง 8 แห่งมาให้การชี้แจงในฐานะพยานเกี่ยวกับประเด็นการประกอบธุรกิจของบริษัท การรับจ้าง เอกสารใบกำกับขนส่งน้ำมันทางเรือ และความเกี่ยวข้องในการขนส่งน้ำมันที่รับจากโรงกลั่นในพื้นที่ภาคตะวันออกไปยังบริษัทคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเมื่อวันที่ 21 เม.ย. 69 ที่ผ่านมา ได้มีกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัท บิ๊กซี จำกัด - BIG SEA CO.,LTD และบริษัท ทรานส์โอเชี่ยน ซัพพลาย (1992) จำกัด - TRANS OCEAN SUPPLY (1992) COMPANY LIMITED ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเรียบร้อยแล้ว ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 22 เม.ย. พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยผลการสอบปากคำกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของ 2 บริษัทเจ้าของเรือ ได้แก่ บริษัท บิ๊กซี จำกัด - BIG SEA CO.,LTD และบริษัท ทรานส์โอเชี่ยน ซัพพลาย (1992) จำกัด - TRANS OCEAN SUPPLY (1992) COMPANY LIMITED ในฐานะพยาน ว่า วานนี้ (21 เม.ย. 69) คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ดำเนินการสอบปากคำกรรมการของบริษัทเจ้าของเรือทั้ง 2 แห่ง ซึ่งได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยทางกรรมการบริษัทฯ ได้มีการนำเอาเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันมาชี้แจงกับพนักงานสอบสวน อีกทั้งยังได้ให้ข้อมูลสาเหตุว่าทำไมเรือของเขาจึงไม่สามารถขนส่งน้ำมันไปยังบริษัทคลังน้ำมันที่ จ.สุราษฎร์ธานี ได้ตามกำหนด แต่ข้อเท็จจริงที่ตรงกัน คือ มันมีการใช้ระยะเวลาการแล่นเรือในน่านน้ำทะเลนานกว่าปกติจริง ส่วนรายละเอียดเชิงลึกว่าเป็นเพราะปัจจัยเรื่องเรือเสียต้องจอดชะลอไว้ก่อน หรือเพราะคิวเต็ม ต้องต่อคิวเพื่อรอเข้าส่งน้ำมันกับบริษัทคลังน้ำมันหรืออย่างไรนั้น ตรงนี้ต้องขอสงวนไว้เพื่อใช้ขยายผลสืบสวน รวบรวมข้อมูลสอบสวนต่อไป
แต่อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการให้ปากคำในฐานะพยานของทั้ง 2 บริษัทเรือที่ได้ให้ไว้นั้น คณะพนักงานสอบสวนรับฟังเต็มที่ และจะได้นำรายละเอียดไปประมวลเปรียบเทียบกับพยานหลักฐานอื่นๆ และใช้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง ทั้งนี้ ในวันพฤหัสบดีที่ 23 เม.ย. 69 จะยังมีบริษัทเรือขนส่งน้ำมันอีก 3 บริษัท ที่จะเดินทางเข้าพบคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเพื่อให้การชี้แจงในฐานะพยานตามนัดหมายต่อไป
“ประเด็นที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ รายละเอียดในการประกอบธุรกิจ เพื่อพิสูจน์ทราบว่าข้อมูลการดำเนินธุรกิจที่ได้รับมานั้นสอดคล้องกับข้อเท็จจริงหรือไม่ ส่วนในด้านพฤติการณ์การเดินเรือก็ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน ต้องตรวจสอบหาสาเหตุและแรงจูงใจกรณีการเดินเรือล่าช้าผิดปกติ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการขยายผลสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อสรุปทางคดีต่อไป โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษจะมุ่งเน้นการตรวจสอบในส่วนของเส้นทางเดินเรือเป็นหลัก ส่วนการขยายผลนอกเส้นทางเดินเรือ ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ทำงานเชิงบูรณาการร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรอื่นๆ เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดการทำงานก็ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสืบสวนและเร่งนำตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้เร็วที่สุด” พ.ต.ต.วรณัน กล่าว.