“ผู้นำเกาหลีใต้-เวียดนาม” นัดพบรอบ 2 ในไม่ถึงปี ดันชิป-AI เร่งเครื่องเศรษฐกิจขั้นสูง
“ผู้นำเกาหลีใต้-เวียดนาม” เจอกันรอบ 2 ในไม่ถึงปี ผนึกกำลังดันชิป-AI เร่งเครื่องเศรษฐกิจสู่ยุคเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมดึงลงทุนใหม่และลดพึ่งพาจีน
วันที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 12.17 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เวียดนามเดินหน้าเร่งยกระดับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยผู้นำเวียดนาม โต เลิม เตรียมให้การต้อนรับประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อี แจ-มยอง ที่กรุงฮานอยในวันพุธนี้ นับเป็นการพบกันครั้งที่สองในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี ท่ามกลางความพยายามของเวียดนามในการดึงดูดการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีจากนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดของประเทศ
เวียดนาม ซึ่งเป็นฐานการผลิตสำคัญของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรศัพท์มือถือ กำลังพยายามขยับขึ้นห่วงโซ่มูลค่าไปสู่อุตสาหกรรมที่ซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว
เกาหลีใต้ถือเป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในเวียดนามเมื่อพิจารณาจากมูลค่าการลงทุนสะสม โดยเฉพาะกลุ่มซัมซุง ซึ่งเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุด มีเม็ดเงินลงทุนรวมกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่กระจุกตัวในโรงงานผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่บริษัทชิปยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung Electronics ก็มีบทบาทสำคัญในระบบการผลิตของเวียดนาม
ด้านเกาหลีใต้คาดว่าจะใช้โอกาสการเยือนครั้งนี้ เสนอบทบาทของบริษัทเกาหลีในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐเวียดนาม ไม่ว่าจะเป็นโครงการพลังงานนิวเคลียร์ เมืองใหม่ดงนาม และสนามบินเจียบิน รวมถึงขยายตลาดสำหรับสินค้าเกษตรและวัฒนธรรมเกาหลีเข้าสู่เวียดนามมากขึ้น
นอกจากนี้ผู้นำทั้งสองประเทศยังเตรียมหารือเกี่ยวกับความร่วมมือในประเด็นสำคัญ เช่น ห่วงโซ่อุปทานโลก และแร่ธาตุสำคัญ ซึ่งกำลังกลายเป็นประเด็นยุทธศาสตร์ของเศรษฐกิจโลก
การเยือนครั้งนี้ของประธานาธิบดีเกาหลีใต้เกิดขึ้นหลังจากเดินทางเยือนอินเดีย พร้อมคณะนักธุรกิจขนาดใหญ่ และมีกำหนดหารือในเวียดนามเป็นเวลา 2 วัน โดยคาดว่าจะมีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือระหว่างภาครัฐอย่างน้อย 12 ฉบับ และย้ำเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศให้แตะ 150,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2573
ในปีที่ผ่านมา มูลค่าการค้าระหว่างเวียดนามและเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 9.6% สู่ระดับ 89,500 ล้านดอลลาร์ สะท้อนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ในด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เวียดนามกำลังผลักดันความร่วมมือไปสู่ภาคส่วนที่มีมูลค่าสูงขึ้น โดยเอกอัครราชทูตเวียดนามประจำเกาหลีใต้ระบุว่า ทั้งสองประเทศควรเน้นความร่วมมือในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจยุคใหม่
ปัจจุบัน เวียดนามมีฐานการผลิตชิปในระดับปลายน้ำ (back-end) อยู่แล้ว โดยมีบริษัทข้ามชาติอย่าง Intel, Amkor และบริษัทอื่น ๆ ตั้งโรงงานประกอบ ทดสอบ และบรรจุชิป ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใช้แรงงานเข้มข้น
อย่างไรก็ตาม ความพยายามของเวียดนามในการดึงดูดการลงทุนในโรงงานผลิตชิปขั้นสูง หรือที่เรียกว่า fabs ยังไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนสูง เทคโนโลยีซับซ้อน และบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทาง
นักวิเคราะห์จาก Korea Institute for International Economic Policy มองว่า บริษัทเกาหลีใต้สามารถมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทุนมนุษย์ของเวียดนาม ผ่านโครงการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะแรงงาน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนเป้าหมายด้านอุตสาหกรรมของเวียดนามในระยะยาว
ในขณะเดียวกัน ความร่วมมือที่ลึกขึ้นยังช่วยให้เวียดนามสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมชิ้นส่วนในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้า และเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน
ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเวียดนามกำลังเผชิญแรงกดดันจากสหรัฐให้ลดการพึ่งพาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากจีน โดยวอชิงตันได้เพิ่มการตรวจสอบอย่างเข้มงวดในช่วงที่ผ่านมา เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าจีนถูกส่งผ่านเวียดนามเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้า
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เวียดนามต้องเดินเกมอย่างระมัดระวัง โดยต้องรักษาสมดุลระหว่างการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ การพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ และการบริหารความสัมพันธ์กับมหาอำนาจ
อ้างอิง : reuters.com