นับหนึ่งก็เริ่มติดลบ
ถือเป็นทุกขลาภของรัฐบาลนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เพราะคงนึกไม่ถึงว่าจะต้องมาเผชิญปัญหาวิกฤติพลังงาน อันเนื่องมาจากปัญหาสงครามในตะวันออกกลาง ระหว่าง "สหรัฐ-อิสราเอล" กับ "อิหร่าน" จนทำให้เกิดวิกฤติขาดแคลนน้ำมันในประเทศ แม้รัฐบาลจะยืนยันว่า จะไม่มีปัญหา น้ำมันมีเพียงพอ แต่ภาพที่ประชาชนหลายจังหวัด ไปต่อคิวเติมน้ำมันตามปั๊มต่างๆ ทำให้เกิดการตั้งคำถาม และวิพากษ์วิจารณ์การแก้ไขปัญหาของรัฐบาล ยิ่งมีเสียงวิจารณ์จากบางคน มี "ไอ้โม่ง" หาประโยชน์จากการกักตุนน้ำมัน ซึ่งมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ซึ่งคงต้องรอบทสรุป แต่อย่างไรก็ตามผลสะท้อนความคิดเห็นประชาชน ที่ผ่านทางโพลสำนักดัง ก็ตอกย้ำถึงศักยภาพของรัฐบาล กับการแก้ไขปัญหาปมร้อน อย่าลืมว่าน้ำมันถือเป็นปัจจัยสำคัญกับการผลิตสินค้า หากเกิดปัญหาขึ้น ย่อมมีผลกระทบกับการใช้ชีวิตของประชาชน
โดยศูนย์สำรวจความคิดเห็น "นิด้าโพล" สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลสำรวจความคิดเห็น เรื่อง "น้ำมันขาดแคลน คุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ" ระหว่างวันที่ 17-18 มี.ค. 69 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ทั่วประเทศ 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับวิกฤติการณ์น้ำมันในประเทศ เมื่อสอบถามถึงความตื่นตระหนกเกี่ยวกับวิกฤติการณ์น้ำมันในประเทศ พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีแนวโน้มวิตกกังวล โดยร้อยละ 31.76 ระบุว่า ค่อนข้างตื่นตระหนก และร้อยละ 17.71 ตื่นตระหนกมาก ขณะที่ร้อยละ 26.64 ระบุว่า ไม่ค่อยตื่นตระหนก และร้อยละ 23.89 ไม่ตื่นตระหนกเลย
ในประเด็นความมั่นใจต่อรัฐบาลเกี่ยวกับกรณีที่มีข้อมูลระบุว่า "น้ำมันสำรองในประเทศจะเพียงพอใช้ได้ 98 วัน" (ข้อมูล ณ วันที่ 13 มี.ค. 2569) และความสามารถของรัฐบาลในการหาน้ำมันเพิ่มเติม พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 44.28 ไม่มั่นใจทั้งสองประเด็น คือ ไม่มั่นใจว่าน้ำมันจะพอ 98 วัน และไม่มั่นใจว่ารัฐจะหาเพิ่มได้ รองลงมา ร้อยละ 28.93 มั่นใจว่าน้ำมันสำรองจะพอ 98 วัน และมั่นใจว่ารัฐจะหาเพิ่มได้ ร้อยละ 16.72 ไม่มั่นใจว่าน้ำมันจะพอ 98 วัน แต่มั่นใจว่ารัฐจะหาเพิ่มได้ และร้อยละ 9.54 มั่นใจว่าน้ำมันจะพอ 98 วัน แต่ไม่มั่นใจว่ารัฐจะหาเพิ่มได้
เมื่อสอบถามถึงการวางแผนเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง หากวิกฤติการณ์น้ำมันยังไม่ยุติ พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 57.56 ระบุว่า ไม่มีแผนการเดินทางอยู่แล้ว แต่สำหรับผู้ที่มีแผนเดินทางนั้น พบว่า ร้อยละ 14.80 ตัดสินใจยกเลิกแผนการเดินทางทั้งหมด ส่วนกลุ่มที่ยังคงเดินทาง แบ่งเป็น ร้อยละ 12.06 ดำเนินการตามแผนการเดินทางที่วางไว้ตามปกติ ร้อยละ 9.62 ยังคงเดินทาง แต่จะปรับเปลี่ยนวิธีการเดินทาง ร้อยละ 2.98 ยังคงเดินทาง แต่ปรับทั้งวิธีเดินทางและจุดหมายปลายทาง ร้อยละ 2.75 ยังคงเดินทาง แต่ปรับเปลี่ยนจุดหมายปลายทาง
ส่วน "สวนดุสิตโพล" มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง "ความคาดหวังต่อรัฐบาลและฝ่ายค้าน" กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,456 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 17-20 มีนาคม 2569 ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างอยากเห็นบทบาทของฝ่ายรัฐบาลในการบริหารจัดการในภาวะวิกฤติได้ดี ร้อยละ 72.94 และค่อนข้างคาดหวังต่อการทำงานของรัฐบาลใหม่ ร้อยละ 39.15 ด้านฝ่ายค้านอยากให้ตรวจสอบรัฐบาล อย่างตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์ ร้อยละ 75.62 โดยค่อนข้างคาดหวังต่อการทำงานของฝ่ายค้าน ร้อยละ 50.83 ทั้งนี้สิ่งที่อยากบอกนายกฯ อนุทิน คือ อยากให้เร่งแก้ไขปัญหาน้ำมันแพงและวิกฤติพลังงาน ร้อยละ 44.71
สิ่งที่น่าสนใจคือ คือข้อมูลของ "นิด้าโพล" ในประเด็นสำคัญคือ ทั้งคำถามคือ น้ำมันสำรองในประเทศจะเพียงพอใช้ได้ 98 วัน และความสามารถของรัฐบาลในการหาน้ำมันเพิ่มเติม พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 44.28 ไม่มั่นใจทั้งสองประเด็น ทั้งที่ "นายอนุทิน" ได้ตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) และลงนามในคําสั่งกําหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พ.ศ.2569 ให้กระทรวงยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สํานักงานตํารวจแห่งชาติ (ตร.) และกรมการปกครอง คอยไปจัดการดําเนินคดีกับผู้ที่เข้าลักษณะการกักตุนน้ำมัน กักตุนสินค้า โดยที่ไม่มีเหตุจําเป็นที่จะต้องทําอย่างนั้น และเมื่อสอบถามถึงการวางแผนเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง หากวิกฤติการณ์น้ำมันยังไม่ยุติ พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 57.56 ระบุว่า ไม่มีแผนการเดินทางอยู่แล้ว แต่สำหรับผู้ที่มีแผนเดินทางนั้น พบว่า ร้อยละ 14.80 ตัดสินใจยกเลิกแผนการเดินทางทั้งหมด ดังนั้นที่คาดหวังว่าช่วงเทศกาลสำคัญจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็จะไม่เป็นตามนั้น
ต้องถือว่า การแก้ไขปัญหาวิกฤติพลังงาน ถือเป็นความเป็นความตายของรัฐบาล ถ้าหากบริหารจัดการไม่ดี ย่อมมีผลต่อความรู้สึกกับประชาชน ยิ่งโพลระบุเสียงส่วนใหญ่ไม่มั่นใจกับศักยภาพฝ่ายบริหาร ถ้าหากปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อไปเรื่อยๆ กระแสความไม่พอใจของคนในประเทศอาจสูงเพิ่มขึ้น และกระทบกับเสถียรภาพฝ่ายบริหาร
ส่วนความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาล ภายหลังมีการโปรดเกล้าฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ดํารงตําแหน่งนายกฯ เมื่อวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยขั้นตอนต่อไปเป็นการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยนายกฯ จะนํารายชื่อ ครม.ทั้งหมดส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติ โดยขั้นตอนทั้งหมดจะเสร็จสิ้นและนํารายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ โดยพรรคภูมิใจไทย (ภท.) วางไทม์ไลน์การแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ก่อนวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ อยู่ระหว่างวันที่ 7-9 เม.ย.นี้
ทั้งนี้ สำหรับร่างแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ในส่วนของพรรค ภท. โดยเฉพาะนโยบายเร่งด่วน เพื่อให้เกิดผลในเชิงปฏิบัติ โดยจะมีคำว่า "พลัส" (Plus) ติดไว้ห้อยท้าย ขณะที่การกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะใช้ชื่อ "Thailand 10 Plus" ซึ่งมี 4 ด้าน คือ นโยบายการเติบโตอย่างทั่วถึง, นโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน, นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจและจัดการหนี้ รวมถึงนโยบายอุตสาหกรรมเพื่อการสร้างรายได้ นอกจากนี้ จะมีการผลักดันร่างกฎหมายคู่ขนานด้วย อาทิ ร่าง พ.ร.บ.บ้านเกิดเมืองนอน ส่วน พ.ร.ก.กู้เงินชดเชยกองทุนน้ำมัน เป็นที่สังเกตว่าไม่ได้อยู่ในเนื้อหาร่างนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา
ด้าน "นายรังสิมันต์ โรม" สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงกรณีคุณสมบัติของรัฐมนตรี ที่มีรายชื่อออกมาในขณะนี้ ซึ่งหลายคนมีปัญหาในเรื่องคดีความ พรรคฝ่ายค้านจะยื่นตรวจสอบจริยธรรมหรือไม่ ว่า คงต้องรอความชัดเจนก่อนว่าโฉมหน้า ครม.จะออกมาอย่างไร และใครนั่งในเก้าอี้ใดบ้าง ซึ่งยอมรับว่า ว่าที่รัฐมนตรีหลายคนมีปัญหาในเรื่องคุณสมบัติ เมื่อมีความชัดเจนในเรื่องการแต่งตั้ง ครม.แล้ว พรรคจะมีการหารือกันในเรื่องนี้อีกครั้งว่า จะดำเนินการอย่างไร ส่วนกรณีการตรวจสอบนายสุริยา วงศ์อารีย์ สส.อุดรธานี เขต 7 พรรค ปชน. ที่สวนมติพรรคโหวตหนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ นั้น นายรังสิมันต์ กล่าวว่า พรรคกำลังเรียกตรวจสอบพยานหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยในการประชุมพรรควันอังคารที่ 24 มี.ค.นี้จะพิจารณาว่า จะดำเนินการกับนายสุริยาอย่างไร ซึ่งพรรคจะมีมาตรการที่ชัดเจนออกมาแน่นอน
คงต้องรอดูท่าทีพรรคฝ่ายค้าน จะใช้กระบวนการตรวจสอบด้านจริยธรรม มาดำเนินการกับรัฐมนตรีบางคน ในรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือไม่ หลังเคยปฏิเสธว่า จะไม่ใช้กระบวนการนิติสงครามมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง
ขณะที่ "นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม" สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี (ทภ.) ยังเรียกร้องให้ลดสิทธิพิเศษของ สส. อย่างต่อเนื่อง หลังจากในโลกโซเชียลแสดงความชื่นชม เมื่อเรียกร้องให้ตัดงบประมาณจัดเลี้ยงอาหารให้กับ สส. ล่าสุดได้โพสต์คลิปผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า สิ่งที่พี่น้องประชาชนถาม พวกท่าน สส. มีผู้ช่วย 8 คนไปทำไมเยอะแยะ ทุกวันนี้เป็นสังคมการสื่อสารยุคดิจิทัล การประสานงานติดต่อสื่อสาร การค้นหาข้อมูลง่ายมาก เชื่อหรือไม่ว่า 1 ต.ค.ที่จะถึงนี้ ผู้ช่วยต่างๆ เหล่านี้จะมีการปรับเงินเดือนขึ้น ตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ จาก 24,000 บาท เป็น 28,800 บาท ผู้ช่วย สส.จาก 15,000 บาท เป็น 18,000 บาท สส. 1 คน จะมีรายได้ผ่านผู้ช่วย สส. 154,800 บาท
"ผมคิดว่าถ้าเราช่วยกันประหยัดภายใต้ภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ อย่าเอื้อประโยชน์ให้กับนักการเมืองมากเกินไป ถ้าจะเหลือ 3 คน จะประหยัดงบประมาณแผ่นดินปีละ 540 ล้านบาท 1 สมัยหรือ 4 ปี จะประหยัด 2,160 ล้านบาท เงินตรงนี้มีจำนวนมากพอที่จะนำไปดูแลผู้สูงอายุ หรือดูแลเรื่องอาหารเด็กนักเรียน หรือแม้แต่ดูแลทหารชายแดน" นพ.วรงค์ ระบุ
ต้องรอดูการเรียกร้องของ "คุณหมอวรงค์" จะได้รับการสนองตอบจากพรรคการเมืองอื่นหรือไม่ เพราะบางพรรคอาจคิดว่า ผู้ช่วย สส. มีความจำเป็นกับการทำหน้าที่เป็นเครื่องมือทางการเมือง ให้กับบรรดาพวกพ้อง และใช้สำหรับการรองรับกับการดูแลสมาชิกพรรคเดียวกัน
"ทีมข่าวการเมือง"