คดีบุกรุกป่า "ของแสลง" นักการเมือง "สุดาวรรณ" วืด "นิกร" มวยแทน
และแล้ว “สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งก่อนหน้านี้มีชื่อนั่งว่าที่ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตามโควตา “บ้านใหญ่แป้งมัน” แต่หลังจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีแล้ว ชี้ว่าไม่ผ่าน อันอาจเป็นผลจากคดีพิเศษที่ 119/2566 กรณีบุกรุกที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ หาดสวนยา ต.ศรีวิเชียร อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ถือเป็นคนแรกที่วืดตำแหน่งในรัฐบาลอนุทิน 2
คดีนี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รับเรื่องร้องเรียนเมื่อปี 2562 และมีการสอบสวนแล้ว และได้ส่งกลับมาให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)ดำเนินการต่อ และรับคดีพิเศษเมื่อปี 2566 และเป็นที่มาของการแจ้งข้อกล่าวหา “ศุภกิจโกศล” ยกครัว และบริษัท แป้งมันเอี่ยมอีสาน นิติบุคคลอีก 1 แห่ง ตามขั้นตอนกฎหมาย ป.วิอาญา มาตรา 130
ก่อนหน้านี้ “กำนันป้อ” วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล อดีต รมช.คมนาคม และ อดีต รมช.พาณิชย์ ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนแล้ว ส่วน “ยลดา หวังศุภกิจโกศล” นายก อบจ.นครราชสีมา ส่งทนายความยื่นหนังสือขอเลื่อนออกไปก่อน ขณะที่ “สุดาวรรณ” จะเข้าให้ปากคำหลังปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถือเป็นสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา
มีรายงานจากดีเอสไอ ระบุว่า พนักงานสอบสวนจะเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาทั้งหมดชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเพื่อนำพยานหลักฐานมาหักล้าง โดยเจ้าหน้าที่จะฟังข้อหักล้างของทั้งสองฝ่าย หากไม่มีหลักฐานเพียงพอหรือล้างไม่ได้ ก็ส่งสำนวนคดีอัยการให้ฟ้องต่อศาล โดย DSI ต้องรายงานให้ป.ป.ช.รับทราบด้วย
และไม่ว่า “คดีบุกรุกที่ดินหาดสวนยา” จะเกี่ยวข้องกับการสกัดทางเมืองในระดับพื้นที่หรือไม่ก็ตาม แต่การชวดเก้าอี้รัฐมนตรีของ “บ้านใหญ่แป้งมัน” กลับไม่ส่งผลให้ต้องเสียโควตาเดิมจาก 10 เก้าอี้ สส.เมืองย่าโม แม้ “สุดาวรรณ” จะวืดเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการ แต่การมี สส.เป็นกอบเป็นกำ ถือเป็น “สายแข็ง” อยู่ในค่ายแดง โดยตระกูลหวังศุภกิจโกศล ได้ดันคนใกล้ชิด “นิกร โสมกลาง” สส.นครราชสีมา และกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย ให้รับตำแหน่งแทน
สำหรับ “นิกร” แม้จะเป็นสส.เพียง 2 สมัย แต่เติบโตจากครอบครัวการเมือง เนื่องจาก“สมศักดิ์ โสมกลาง” บิดาเคยเป็นสส.เมืองโคราช โดยอยู่ในสังกัดของบ้านใหญ่แป้งมันมาก่อน ขณะที่เติบโตจากสนามการเมืองท้องถิ่น “นิกร” ประเดิมสนามเล็ก เป็นเลขานุการ “ยลดา หวังศุภกิจโกศล” นายกอบจ.นครราชสีมา
หลังได้รับเลือกเป็น สส. “นิกร” ในรัฐบาลชุดที่แล้ว ได้ประเดิมเก้าอี้รองประธานและโฆษกคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ และเป็นเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 สภาผู้แทนราษฎร
หากย้อนรอย “คดีปมรุกป่า” หาก สลค. ปล่อยผ่าน ไม่ ”ตัดไฟแต่ต้นลม” สุดาวรรณ อาจเป็นนักการเมืองหญิงคนที่ 3 ที่อาจเดินซ้ำรอย อดีต สส.หญิงรุ่นพี่ 2 คน คือ “ปารีณา ไกรคุปต์” และ “กนกวรรณ วิลาวัลย์” ซึ่งต้องปิดฉากชีวิตทางการเมืองตาม “คำพิพากษา” ของศาลในคดีลักษณะนี้มาแล้ว
ในกรณีหากมีการเสนอรายชื่อขึ้นไปแล้ว และมีผู้ร้องเรื่องขัดต่อจริยธรรมและจริยธรรมร้ายแรงของผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ในอนาคตอาจส่งผลให้ทายาท “หวังศุภกิจโกศล” ถูกตัดสิทธิการเมืองโดยปริยาย ปฎิเสธไม่ได้ว่าคดีบุกรุกที่ดินรัฐ ถือเป็นของแสลงนักการเมือง ตามมาตรฐานจริยธรรมมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ
โดย “ปารีณา ไกรคุปต์” อดีต สส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ถือเป็นนักการเมืองหญิงคนแรกที่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาให้พ้นตำแหน่ง สส.ราชบุรี ตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค. 2564 ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี และเพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้งตลอดชีวิต เมื่อวันที่ 7 เม.ย.2568 จากคดีบุกรุกที่ดินป่าสงวน จ.ราชบุรี
คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2562 มีผู้กล่าวหา “ปารีณา” ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช) ว่า “ปารีณา” เข้าไปยึดถือครอบครองที่ดิน ภ.บ.ท.5 โดยไม่มีคุณสมบัติตามกฎหมาย เป็นจังหวะเดียวกับ “ปารีณา” ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินว่า มีทรัพย์สินเป็นที่ดิน ประเภท ภ.บ.ท. 5 จำนวน 29 แปลง เนื้อที่ 853 ไร่ 75 ตารางวา และใช้ประโยชน์ด้วยการทำเป็นฟาร์มเลี้ยงไก่ “เขาสนฟาร์ม”
ศาลฯ พิพากษา “ปารีณา” ฝ่าฝืนหรือไม่ปฎิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรง ครอบครองที่ดินโดยไม่มีเอกสารสิทธิ และแม้จะมีการคืนที่ดินให้ทั้งหมดโดยไม่มีเงื่อนไข แต่เป็นเพราะถูกตรวจสอบ ไม่ใช่คืนด้วยความสมัครใจ แม้จะอ้างว่า ใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อเลี้ยงดูบิดาก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเป็นหน้าที่ส่วนตน แต่กลับก่อให้เกิดภาระแก่สังคม
ไม่ต่างจาก “ครูโอ๋ะ” กนกวรรณ วิลาวัลย์ อดีต รมช.ศึกษาธิการ (ศธ.) ซึ่งถูกศาลฎีกาพิพากษาผิดจริยธรรมร้ายแรงรุกป่าเขาใหญ่ เมื่อวันที่ 22 ส.ค.2565 โดยมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิการเมืองตลอดชีวิต และให้พ้นตำแหน่ง รมช.ศธ. ตั้งแต่ 26 ส.ค.2565 จากปัญหาการขอออกโฉนดที่ดินในพื้นที่หมู่ที่ 15 ต.เนินหอม อ.เมืองปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี เนื้อที่ 30-2-80.5 ไร่
คดีนี้ผู้ถูกร้องอ้างว่าซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาจาก นายทิว มะลิซ้อน เมื่อปี 2533 แต่นายทิวไม่มีตัวตน อีกทั้งไม่เคยมีการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และแนวเขตป่าไม้ถาวรป่าเขาใหญ่ ทำให้รัฐสูญเสียที่ดินในเขตอุทยานแห่งชาติให้แก่ผู้คัดค้าน การออกโฉนดที่ดินเลขที่ 41158 ต.เนินหอม อ.เมืองปราจีนบุรี จึงมิชอบด้วยกฎหมาย
นอกจากนี้ “กนกวรรณ” ได้ออกโฉนดที่ดินโดยไม่มีคุณสมบัติตามกฏหมาย ไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามที่กล่าวอ้างว่าทำสวนผลไม้ ซึ่งจาการตรวจสอบจากภาพถ่ายดาวเทียมและเจ้าหน้าที่ไม่พบการเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ และการได้โฉนดที่ดินมาตั้งแต่ปี 2554 และยังถือครองที่ดินดังกล่าวมาจนถึงวันที่ดำรงตำแหน่ง รมช.ศธ. และจนถึงปัจจุบัน จึงเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเองตามมาตราฐานจริยธรรม
ศาลชี้ว่ามีลักษณะร้ายแรงตามมาตรฐานจริยธรรม ทั้งการกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง แม้ไม่ได้เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ของตนโดยตรงก็ตาม เพราะอาจทำให้สาธารณชนขาดความเชื่อถือศรัทธา
แม้บ้านใหญ่แป้งมัน “สุดาวรรณ” จะวืดตำแหน่ง รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จากคดีบุกรุกที่ดินหาดสวนยา “ของแสลง” ที่มีผลต่อเส้นทางการเมืองในระยะยาว แต่โควตา ”หวังศุภกิจโกศล” ยังอยู่ แม้จะมี “นิกร” มาเป็นมวยแทนขึ้นชก แต่ก็ถูกเทรนด์มาอย่างดี?
นายกฯ เซ็นตั้ง "ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง" ของ มท.
เดินหน้าอนุรักษ์ “กระรอกขาวเกาะสีชัง” ล่าสุดสำรวจประชากรพบ 176 ตัว
ดับฝันแป้งมัน "สุดาวรรณ" ปมรุกป่า ภท.เปิดทาง "พลพีร์" คุมโคราช ?