รับมือ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ภัยแล้ง-ร้อนทะลุพิกัด
เปิดสัญญาณเตือน “เอลนีโญ” ที่อาจทวีความรุนแรงระดับซูเปอร์ นักวิชาการเตือนรับมือ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ทั้งสงคราม ภูมิอากาศ และความมั่นคงทางอาหาร สอดรับกับข้อมูลจาก GISTDA ชี้ชัด ผลกระทบครั้งนี้จะลุกลามตั้งแต่น้ำ อากาศ ไปจนถึงเศรษฐกิจรากหญ้า อะไรคือทางออก – ทางรอดที่ต้องรู้
โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสภาพอากาศครั้งใหญ่ สัญญาณเตือน “เอลนีโญ” ที่อาจทวีความรุนแรงระดับซูเปอร์ กำลังจ่อคิวทดสอบความแข็งแกร่งของสังคมไทย นักวิชาการเตือนรับมือ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ทั้งสงคราม ภูมิอากาศ และความมั่นคงทางอาหาร สอดรับกับข้อมูลจาก GISTDA ที่ชี้ชัดว่าผลกระทบครั้งนี้จะลุกลามตั้งแต่น้ำ อากาศ ไปจนถึงเศรษฐกิจรากหญ้า รัฐและประชาชนต้องร่วมกันหา “ทางรอด” อย่างเร่งด่วน
“วิกฤตซ้อนวิกฤต” ร้อนสุดขั้ว
รศ.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่ากังวลว่า โลกกำลังจะเปลี่ยนขั้วจากปรากฏการณ์ลานีญา ไปสู่เอลนีโญ ซึ่งอาจทวีความรุนแรงเป็นระดับ Strong หรือ Super El Niño ในช่วงปลายปี 2569
จากสถิติในอดีต (พ.ศ. 2483 – ปัจจุบัน) ซูเปอร์เอลนีโญเกิดขึ้นเพียง 3 ครั้ง โดยครั้งล่าสุด (พ.ศ. 2558-2559) ดันให้อุณหภูมิในเดือนเมษายนเพิ่มสูงขึ้นกว่า 2.3°C และสร้างสถิติร้อนสุดขั้วในไทยถึง 44.6°C ที่ อ.เถิน จ.ลำปาง
ข้อกังวลสำคัญ: ภาวะโลกร้อนทวีคูณ เพราะการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกในระยะยาว เมื่อรวมกับเอลนีโญ จะทำลายสถิติสภาพอากาศสุดขั้วให้เกิดบ่อยขึ้น ขณะที่ วิกฤตซ้อนวิกฤต เนื่องจากสังคมไทยไม่ได้เผชิญแค่ภัยธรรมชาติ แต่ยังถูกซ้ำเติมด้วยผลกระทบจากสงคราม ความไม่มั่นคงทางน้ำ และความขาดแคลนทางอาหาร เหตุการณ์เหล่านี้สามารถพยากรณ์ล่วงหน้าได้ ประชาชนจึงต้อง “เตรียมสภาพร่างกายและจิตใจ” ให้พร้อมรับมือกับฤดูร้อนและภัยแล้งที่กำลังจะมาถึง
จิสด้าเปิดผลกระทบ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ภัยคุกคามทุกมิติ
ข้อมูลจาก สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) สอดคล้องกับคำเตือนข้างต้น โดยระบุว่าหากเกิด “ซูเปอร์เอลนีโญ” อุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ยเกิน 1.5 – 2 องศาเซลเซียส ซึ่งคาดว่าจะเห็นผลชัดเจนในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ส่งผลให้ประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนต้องเผชิญกับสภาพอากาศ แปรปรวนที่ยาวนานกว่าปกติ
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ ‘วิกฤตขาดแคลนน้ำ’ ปริมาณฝนจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อ่างเก็บน้ำหลักจะแห้งขอด กระทบเป็น
โดมิโนไปยังภาคอุตสาหกรรม และความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจอย่าง ข้าว น้ำตาล และปาล์มน้ำมัน ในไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย ที่อาจมีผลผลิตตกต่ำจนราคาอาหารพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก
นอกจากนี้ ‘คลื่นความร้อน’ หรือ Heatwave จะทุบสถิติใหม่อีกครั้ง ส่งผลต่อสุขภาพประชาชนโดยตรง กระทบต่อกลุ่มเปราะบาง รวมถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าที่จะพุ่งสูงจนกระทบความมั่นคงทางพลังงาน ขณะที่ปัญหา ‘ฝุ่นควันข้ามพรมแดน’ จะกลายเป็นวิกฤตซ้ำซากที่รุนแรงขึ้น
ปัจจุบันไทยมีการใช้ เทคโนโลยีอวกาศจาก GISTDA โดยใช้ดาวเทียมอย่าง THEOS-2 ติดตามสถานการณ์น้ำแบบ Near Real-time เพื่อประเมินพื้นที่วิกฤต รวมถึงใช้ ‘ดัชนีความเขียวของพืช’ วิเคราะห์สุขภาพพืชผลเพื่อเตือนภัยเกษตรกรก่อนจะเสียหายยืนต้น
นอกจากนี้ ระบบตรวจจับจุดความร้อน (Hotspot) ยังทำงานครอบคลุมทั้งอาเซียน และประชาชนสามารถติดตามผ่านแอปฯ ‘เช็คฝุ่น’ ได้ตลอดเวลา
ข้อเสนอ “ทางออกและทางรอด” ของสังคมไทย
เพื่อผลประโยชน์สาธารณะและการลดทอนความสูญเสีย ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันบูรณาการแผนรับมืออย่างเป็นรูปธรรมด้วยการ
ยกระดับการจัดการน้ำ โดยภาคประชาชนและรัฐ รณรงค์ประหยัดน้ำอย่างจริงจัง ภาครัฐต้องกักเก็บน้ำในช่วงที่มีฝนให้มากที่สุด และจัดลำดับความสำคัญของน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นอันดับแรก
พลิกวิกฤตภาคการเกษตร ที่รัฐต้องเร่งส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือพืชอายุสั้น เลื่อนเวลาเพาะปลูกให้สอดคล้องกับสภาพอากาศ และสนับสนุนระบบประกันภัยพืชผลเพื่อลดความเสี่ยง
แก้ปัญหาฝุ่นควันระดับภูมิภาค สำคัญมากที่รัฐบาลต้องเป็นแกนนำในการบังคับใช้ข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดนอย่างเข้มงวด
เฝ้าระวังสาธารณสุขเชิงรุก ด้วยเตรียมระบบสาธารณสุขให้พร้อมรับมือกับโรคฮีทสโตรก (Heatstroke) และโรคระบบทางเดินหายใจจาก PM2.5 โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว
ซูเปอร์เอลนีโญแม้เป็นภัยธรรมชาติที่เราควบคุมไม่ได้ แต่ “การเตรียมความพร้อม” ด้วยข้อมูลที่แม่นยำและการลงมือทำอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้ คือกุญแจสำคัญที่จะพาคนไทยรอดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้ไปได้