‘ญี่ปุ่น’ ปลุกคนรุ่นใหม่ ให้กล้าทำสตาร์ทอัพได้ยังไง ในสังคมที่เกลียดความเสี่ยง
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความมีระเบียบวินัยและคลั่งไคล้ความมั่นคงมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่ข้อเท็จจริงนี้กลับเป็นทั้งพรจากสวรรค์และคำสาปไปพร้อมๆ กัน
เพราะการยึดติดกับระเบียบวินัย ไม่กล้าเสี่ยงทำอะไรที่มันขัดกับบรรทัดฐานของสังคม มันทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นหยุดนิ่งไป จนเกิดภาวะที่เรียกว่า Lost Decades ทศวรรษที่สูญหาย ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในทศวรรษ 1990 และลากยาวราวๆ 30 ปี
จริงอยู่ว่าทศวรรษที่สูญหายของญี่ปุ่นนั้นเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งปัญหาเงินล้นระบบจากข้อตกลง Plaza Accord ซึ่งนำมาสู่การล่มสลายของฟองสบู่ รวมถึงภาวะเงินฝืด แต่เหตุการณ์นี้ก็ทำให้ญี่ปุ่นค้นพบอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญมากๆ นั่นก็คือ ‘นิสัยแบบญี่ปุ่นๆ’
ถ้ากรรม คือผลของการกระทำ ในช่วงทศวรรษที่สูญหายราว ๆ 30 ปีนั้น ญี่ปุ่นก็น่าจะเข้าใจคำว่า ‘กรรม’ ชัดขึ้น
ก่อนที่ญี่ปุ่นจะเจอช่วงเวลาแห่งความมืดมิด สังคมญี่ปุ่นมีฉันทามติร่วมกันอย่างนึงคือการออกนอกลู่นอกทาง และการลองทำอะไรใหม่ๆ นั้นเป็นบาป เพราะทำให้คนอื่นลำบากที่จะปรับตัว
ผู้คนยึดติดความมั่นคงถึงขนาดที่มีระบบจ้างงานตลอดชีวิต (แต่มันกลับทำให้พนักงานรู้สึกปลอดภัยจนไม่อยากพัฒนาตัวเอง)
หรือมีวัฒนธรรมที่เรียกว่า ยาริกาตะ (Yarikata) ซึ่งแข็งแกร่งพอๆ กับศาสนา เป็นแนวทางการปฏิบัติตัวในองค์กรโดยสร้างปัญหาน้อยที่สุด และอยู่อย่างเงียบเชียบที่สุด ซึ่งหลักการก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร เพียงแค่ทำวิธีที่ถูกต้องตามระบบ ไม่แตกต่าง และทำแบบที่คนก่อนหน้าเคยทำแล้วรอด
ส่วนเด็กรุ่นใหม่เดินออกจากรั้วมหาลัยก็มีความฝันแค่อยากเข้าบริษัทใหญ่ ๆ ซึ่งสุดท้ายก็ลงเอยด้วยการเป็นหมากตัวหนึ่งที่แสนจืดชืดในกระดานที่คนรุ่นปู่เขียนกฎไว้หมดแล้ว ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเลือกอาหารกลางวันที่ตัวเองอยากกินด้วยซ้ำ (ที่ญี่ปุ่นมีธรรมเนียมว่า เวลาไปกินข้าวกลางวันกับเพื่อนร่วมงาน หากผู้อาวุโสที่มักจะเป็นคนเลือกเมนูคนแรก สั่งอาหารอะไรก็ตาม คนที่เหลือควรสั่งเมนูเดียวกัน เพื่อประหยัดเวลาทำอาหาร)
พอมาเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ นิสัยแบบญี่ปุ่นๆ ก็ยิ่งกลายเป็นแผลที่ชัดเจนขึ้น คนกลัวความเสี่ยงจนไม่กล้าใช้เงิน เศรษฐกิจก็ไม่ถูกกระตุ้น คนรุ่นใหม่จากเดิมที่ไม่กล้าเสี่ยงอยู่แล้ว ยิ่งกอดขาเก้าอี้ไว้แน่น ทำงานต่อไม่หือไม่อือ
หนักสุดคือเกิด Zombie Companies เป็นจำนวนมาก หรือก็คือบริษัทที่ควรจะตายไปแล้ว เพราะไม่ตอบโจทย์เศรษฐกิจ แต่ด้วยความเป็น ‘ญี่ปุ่น’ ธนาคารก็ยังแช่แข็งบริษัทเหล่านี้ต่อไปเหมือนซอมบี้ ไม่ตายแต่ก็ไม่โต ผลคือพอมีบริษัทซอมบี้เยอะๆ ก็ยิ่งเสียทรัพยากรเงินไปดูแลองค์กรเหล่านี้ แถมยังเสียทรัพยากรคนไปพร้อมๆ กัน เพราะพอไม่โดนบีบ ก็ไม่ออกไปหางานใหม่
ทีนี้ด้วยสถานการณ์ที่เริ่มบีบบังคับ ไม่ปรับก็ไม่เปลี่ยน ทำให้ญี่ปุ่นต้องเริ่มหามาตรการกระตุ้นให้คนกล้าออกจากคอมฟอร์ทโซน และกล้าทิ้งอะไรเก่าๆ เพื่อเริ่มต้นใหม่ แต่การจะทำแบบนั้นกับประเทศที่ประชากรเติมโตมากับการอยู่ในกรอบที่รัดตัวแน่นมาตลอดชีวิตมันไม่ใช่เรื่องง่าย และญี่ปุ่นก็รู้เรื่องนั้นดี
สิ่งที่ญี่ปุ่นทำ นอกเหนือจากการออกนโยบายกระตุ้นทางการเงินต่างๆ นั่นก็คือการยกเครื่อง Mindset ให้คนทั้งประเทศใหม่ โดยใช้แนวทางในแบบของตัวเอง
อเมริกาอาจจะสร้างนวัตกรรมได้ในโรงรถ แต่ญี่ปุ่นไม่ใช่แบบนั้น คนญี่ปุ่นจะกล้าเสี่ยงก็ต่อเมื่อมั่นใจว่าตัวเองปลอดภัยมากพอ นั่นเลยเป็นที่มาของกฎหมายปฏิรูปแนวปฏิบัติในการทำงาน (ฮาตาราคิคาตะ ไคคะคุ)
ซึ่งเจ้ากฎหมายฉบับนี้มีรายละเอียดใหม่ๆ เยอะมาก ทั้ง ห้ามทำงานเกินเวลา (พนักงานญี่ปุ่นชอบนั่งเกินเวลาเพราะไม่กล้ากลับบ้านก่อนเจ้านาย สุดท้ายก็ผลาญเงิน OT โดยไร้ประโยชน์) เพิ่มสวัสดิการที่หลากลายมากขึ้น
รวมถึงนโยบายสำคัญคือ การยอมให้พนักงานที่ทำสัญญาจ้างงานตลอดชีพสามารถทำงานให้กับนายจ้างสองแห่งควบคู่กันไป ซึ่งต่อยอดมาเป็นแนวคิดเรื่องสนับสนุนให้พนักงานญี่ปุ่นออกไปทำธุรกิจของตัวเอง โดยที่ยังมีงานเดิมรองรับอยู่
บริษัทใหญ่ๆ ของญี่ปุ่นเริ่มตื่นตัวเรื่องสวัสดิการประเภท Employee Entrepreneurship หรือ Corporate Spin-off / Startup Leave โดยให้ลาหยุดจากงานประจำชั่วคราว ออกไปทำธุรกิจของตัวเอง แต่ถ้าไม่สำเร็จ สามารถกลับเข้าทำงานเดิมได้
หรือบางบริษัทให้พนักงานเอาไอเดียธุรกิจออกไปตั้งบริษัท โดยบริษัทแม่ร่วมบางส่วน พนักงานกลายเป็น founder ถ้าเติบโต บริษัทแม่จะกลายเป็น strategic shareholder ซึ่งแนวคิดนี้เรียกว่าการเป็นผู้ประกอบการภายในองค์กร เช่น Sony ที่ทำ Sony Startup Acceleration Program
สิ่งที่ญี่ปุ่นทำอาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว เพราะอย่างสวีเดนก็มีกฎหมายออกมาชัดเจนว่าให้พนักงานลางาน 6 เดือน ไปเริ่มธุรกิจของตัวเอง แล้วกลับมาทำงานเดิมได้
สิ่งที่อยู่เบื้องหลังนโยบายเหล่านี้ต่างหากที่น่าสนใจ ญี่ปุ่นไม่พยายามฝืนเอาแนวทางของประเทศที่ประสบความสำเร็จแล้วมาปรับใช้กับญี่ปุ่นทั้งที่บริบทไม่ใกล้เคียงกัน
แต่เริ่มที่การทำความเข้าใจวัฒนธรรมและสังคมของประเทศ จากนั้นค่อยๆ ปรับ โดยริเริ่มจากส่วนหัว เช่น การสร้างความคุ้นชินกับระดับหัวหน้าก่อน และให้ระดับหัวหน้าเป็นผู้กระจายแนวคิดต่ออีกที เพราะต่อให้พยายามปลูกฝังแนวคิดนี้กับเหล่าพนักงานทั่วไป ก็อาจจะไม่เห็นผลลัพธ์อะไร ด้วยค่านิยมที่ไม่กล้าแตกแถว ไม่กล้าขัดใจนาย
ปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีสตาร์ทอัพที่เติบโตไปเป็นยูนิคอร์นราว ๆ 11-15 แห่ง (ขณะที่ไทยมี 3-4 แห่ง) แต่รัฐบาลญี่ปุ่นจะยังไม่ค่อยภูมิใจกับตัวเลขนี้ และมีเป้าหมายจะสร้างยูนิคอร์นให้ได้ 100 บริษัท ภายในปี 2027
บริษัทยูนิคอร์นส่วนใหญ่ของญี่ปุ่นอยู่ในอุตสาหกรรม High Tech, AI, software, HR tech และ marketplace platform
ซึ่งสิ่งนี้เป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมที่กำลังมาแรงและมีโอกาสเติบโตมากในอนาคตจัดอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ญี่ปุ่นให้ความสนใจในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา หันหลังให้อุตสาหกรรมประเภทการประกอบชิ้นส่วนหรือที่ต้องอาศัยแรงงาน
ความสำเร็จของญี่ปุ่นในฐานะประเทศที่เป็นผู้นำด้านสตาร์ทอัพอาจจะยังไม่ชัดเจนมากนักถ้ามองในระดับโลก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่านับตั้งแต่ก้าวผ่านช่วงเวลาแห่ง Lost Decades ญี่ปุ่นมีพัฒนาการด้านนี้มากขึ้นเรื่อยๆ อาจไม่ถึงกับก้าวกระโดด แต่ก็ก้าวหน้าขึ้นอย่างต่อเนื่อง
บทเรียนที่เราสามารถเรียนรู้จากเหตุการณ์นี้ของญี่ปุ่นคงจะเป็นการฟังเสียงภายนอกให้มาก แต่ก็อย่ามองข้ามเสียงภายใน
ญี่ปุ่นฟังเสียงโลกภายนอกจึงรู้ว่าตัวเองต้องปรับตัวอย่างไร และต้องเดินไปในทิศทางไหนจึงจะสามารถสร้างที่ทางของตัวเองได้ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ฟังมากไป จนเอาวิธีการของชาติอื่นมาปรับใช้โดยไม่สนใจคนในประเทศ
ความถ้อยทีถ้อยอาศัยและประณีประนอมของญี่ปุ่น ทำให้คนในประเทศค่อยๆ ปรับตัว เปลี่ยนแนวคิด และเปิดใจโดยที่พวกเขาเองก็ไม่ทันได้สังเกต กว่าจะรู้ตัวอีกที ญี่ปุ่นก็เดินหน้ามาไกลจากจุดเดิมที่เคยติดลบแล้ว
อ้างอิงจาก
หนังสือ ญี่ปุ่นใหม่ พลิกเกมธุรกิจพิชิตโลก โดย Ulrike Schaede
https://tracxn.com/d/unicorns/unicorns-in-japan/__hz_aW4kKQWJ9rbPLD4BlDqj695doLuzwM5DttdUEHR0
‘Big in Japan’ is not enough — where are Japan’s global startups?
https://www.sony.com/en/SonyInfo/technology/stories/entries/StartDash/