INVX ประเมิน หุ้นไทย ไตรมาส 2/69 เสี่ยงทดสอบ 1,350 จุด รับแรงกดดันสงคราม
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมินตลาด หุ้นไทย ไตรมาส 2/69 ผันผวนสูงจากความไม่แน่นอนภูมิรัฐศาสตร์ เสี่ยงหลุด 1,350 จุด หากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจลงลึกถึง 1,100 จุด คงเป้าทั้งปี 1,500-1,530 จุด แนะลงทุนแบบคัดเลือกหุ้นเด่นพื้นฐานแกร่ง
30 มีนาคม 2569 - นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) ประเมินทิศทางการลงทุนไตรมาส 2 ปี 2569 ว่า ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มผันผวนสูง จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งยังเป็นปัจจัยหลักกดดันสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก โดยดัชนี SET ในไตรมาส 2/69 มีโอกาสทดสอบแนวรับบริเวณ 1,350 จุด ในกรณีสถานการณ์ไม่เลวร้ายลงจากปัจจุบัน แต่หากความขัดแย้งรุนแรงและยืดเยื้อ อาจเห็นดัชนีปรับตัวลงลึกถึงระดับ 1,100 จุด
อย่างไรก็ตาม ยังคงประเมินเป้าหมายดัชนีทั้งปี 2569 ไว้ที่ 1,500–1,530 จุด โดยมีแรงหนุนจากกลุ่ม ICT ท่องเที่ยว และอิเล็กทรอนิกส์
ภายใต้ภาวะตลาดผันผวน กลยุทธ์หลักยังคงเป็น “Stay Invested, Stay Selective” โดยเน้นการคัดเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและมีศักยภาพเติบโตระยะยาว ได้แก่ ADVANC, BBL, BDMS, BEM และ GULF ซึ่งมีฐานะการเงินมั่นคง ความผันผวนต่ำ และความสามารถในการทำกำไรต่อเนื่อง
นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Research กล่าวถึงภาพรวมการลงทุนทั่วโลก ว่า สถานการณ์สงครามที่เริ่มตั้งแต่ปลายไตรมาส 1/69 ได้ผลักดันราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งหากยืนในระดับสูงต่อเนื่อง จะกระทบต่อเศรษฐกิจโลกผ่านแรงกดดันเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ย รวมถึงลดความน่าสนใจของสินทรัพย์เสี่ยง
ทั้งนี้ แนะนำให้นักลงทุนให้ความสำคัญกับการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) เพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ตราสารหนี้ระยะสั้นคุณภาพดี และถือทองคำในสัดส่วนเหมาะสมเพื่อป้องกันความเสี่ยง แม้ระยะสั้นอาจเผชิญแรงกดดันจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น
สำหรับธีมการลงทุนระยะยาว แนะนำกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก ได้แก่ เทคโนโลยี AI โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงาน และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเติบโตในกรอบ 1.0–1.7% โดยกรณีฐานคาดขยายตัวเพียง 1.4% จากผลกระทบของสงครามและราคาพลังงานที่สูงขึ้น
ขณะเดียวกัน ไทยยังมีความเปราะบางด้านพลังงานสูง โดยนำเข้าพลังงานสุทธิกว่า 7% ของ GDP และพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางถึง 57% ส่งผลให้ทุกการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน 10% จะกด GDP ลง 0.04% และดันเงินเฟ้อเพิ่ม 0.35%
นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่พุ่งขึ้น ทั้งค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า การขาดแคลนวัตถุดิบปิโตรเคมี และต้นทุน LNG ที่ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 100%
ทั้งนี้ คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ขณะที่ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่ามาที่ระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางแรงกดดันจากดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นจากสถานการณ์สงคราม