โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คำสารภาพของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (3) เป็นผู้ว่าฯ กทม. มีไม่กี่โครงการหรอก ที่ทำให้นอนหลับ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 20 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 04 พ.ค. เวลา 01.51 น.

รายงานพิเศษ | พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร

‘แยกทำไม เดี๋ยวก็ไปเทรวมกันในรถขยะ’

ไม่อาจปฏิเสธว่า นี่คือคอมเมนต์จำนวนมากในช่วงแรกๆ ของการรณรงค์โครงการเก็บขยะ ‘ไม่เทรวม’ จนถึง ‘บ้านนี้ไม่เทรวม’ ของกรุงเทพมหานคร

หวังชาวกรุง ‘แยกขยะ’ อย่างจริงจัง โดยตั้งแรงจูงใจให้รับสิทธิ์ ‘ลดค่าขยะ’ เหลือ 20 บาทต่อเดือน จากยอดเต็ม 60 บาทอันเป็นอัตราใหม่ที่เริ่มใช้เมื่อ 1 ตุลาคม 2568

ทว่า เมื่อเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน จากการดำเนินการอย่างจริงจังให้ประจักษ์ชัดว่า ยังไงๆ ก็ไม่เทรวม (ในรถขยะ กทม.) นอกจากคอมเมนต์ในลักษณะข้างต้นจะค่อยๆ ซาลงจนแทบไม่เหลือ สวนทางกับจำนวนครัวเรือนที่เข้าร่วมทะลุล้าน ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา

“เป็นผู้ว่าฯ กทม.เนี่ย มีไม่กี่โครงการหรอกที่ทำให้นอนหลับ (หัวเราะ) แต่ต้องบอกว่า ถ้าความฝันยังไม่ทำให้เรากลัว แสดงว่าเรายังฝันไม่ไกลพอ ไม่เทรวมเป็นหนึ่งในโครงการที่ทำให้ใจสั่น” ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ สารภาพ

นั่นเพราะโปรเจ็กต์นี้คือ ‘การเปลี่ยนพฤติกรรมครั้งใหญ่’ ของทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่ จึงเป็นความท้าทายมิใช่น้อย

“ประเทศไทยเราไม่เคยมีการแยกขยะอย่างเป็นรูปธรรมมาก่อน ครั้งนี้มีเรื่องกฎหมาย เปลี่ยนค่าใช้จ่ายที่ต้องแพงขึ้นถ้าคุณไม่แยกขยะ จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่เราก็หนักใจ ยังถาม พรพรหม (พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาฯ ด้านสิ่งแวดล้อมและผู้บริหารด้านความยั่งยืนของ กทม.) ถามท่านจักกพันธุ์ (จักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าฯ) ถามเจ้าหน้าที่ว่าเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมไหม ข้อดีคือประชาชนก็ร่วมมือกันมาก คนลงทะเบียนเป็นล้านแล้ว เราเห็นขยะที่ลดลง เห็นความตื่นตัวต่างๆ จะเห็นว่า ตามห้างใหญ่ๆ แยกขยะ แทบไม่มีขยะให้เราเก็บแล้ว เขาเอาขยะไปใช้ได้หมด”

นับเป็นความสำเร็จของความพยายามบริหารจัดการขยะมูลฝอยในมหานครแห่งนี้ ที่มีปริมาณเฉลี่ยเฉียดวันละ 9,000 ตัน ซึ่งต้องใช้งบประมาณระดับ ‘มหาศาล’

“ขยะในกรุงเทพฯ มีต้นทุนในการจัดการปีละ 7-8 พันล้าน แต่เก็บ (ค่าธรรมเนียม) ได้แค่ 600 ล้าน ขยะควรเป็นสมบัติมากกว่า ผมว่าต้องเริ่มเปลี่ยนมายด์เซ็ต ท่านสามารถจัดการตัวเองได้ เช่น เอาขยะไปทำปุ๋ย หรือรีไซเคิล แทบไม่ต้องส่งให้เราเลย” ผู้ว่าฯ กทม.แนะ

ส่วนในทางปฏิบัติ ชัชชาติย้ำว่า ในการแยกขยะ ห้ามไปสร้างงานเพิ่มให้ ‘พี่เก็บ’ และ ‘พี่กวาด’ (พนักงานเก็บขนมูลฝอย และพนักงานกวาด)

“ผมพยายามบอกทีมงานว่าเจ้าหน้าที่เก็บขยะ เขาอยู่หน้างานก็เหนื่อยอยู่แล้ว ห้ามไปสร้างงานให้เขาเลย ถ้าแยกขยะ ต้องมีภาชนะให้เขา ลดงานเขา ทีมงานเรา ผมคิดว่า Expert ด้านแยกขยะที่สุดแล้ว งานกาชาดก็แยกได้เป็นตัน”

ล่าสุด เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา กทม.ยังเชิญผู้เชี่ยวชาญจากเมืองฟุกุโอกะ ตัวท็อปด้านการจัดการขยะ บินตรงจากญี่ปุ่นมาช่วยเทรนเจ้าหน้าที่ไทย ตั้งแต่ข้าราชการ กทม.ระดับชำนาญการ ไปจนถึงฝ่ายปฏิบัติงานจากทุกสำนักงานเขต

อย่างไรก็ตาม คำสำคัญที่ต้องขีดเส้นใต้ คือ ‘จิตสำนึก’ ที่ต้องสร้าง

“จิตสำนึก เป็นคำที่สำคัญมาก มีภาษาอังกฤษคำหนึ่งว่า Social Contrack อาจแปลว่า พันธสัญญาของสังคม เราไม่ได้อยู่ด้วยกันด้วยกฎหมายอย่างเดียว แต่มีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อกัน ทั้ง กทม.กับประชาชน และประชาชนกับ กทม.ด้วย ถ้าเราทำหน้าที่ให้เต็มที่ กทม.เก็บขยะให้ดีที่สุด ขณะเดียวกันประชาชนก็ไม่ทิ้งเรี่ยราด ไม่ขับขี่มอเตอร์ไซค์บนทางเท้า เราเองต้องจับคนที่ขี่ ประชาชนเองก็เลี่ยงไม่ขี่ ถ้าปลูกฝังตั้งแต่ในโรงเรียนเชื่อว่าจะมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นเยอะ”

ครั้นถามว่าจากการทำงาน ทำงาน ทำงาน มุ่งหน้าสู่เป้าหมาย ‘กรุงเทพฯ เมืองน่าอยู่’ หากเปรียบเป็นการวิ่งมาราธอน วันนี้ใกล้ถึงเส้นชัยหรือยัง?

ผู้ว่าฯ ชัชชาติตอบทันทีว่า “ไม่มี ไม่เส้นชัย”

ก่อนอธิบายต่อไปว่า การทำ ‘เมือง’ ไม่ใช่ผลงานเป็นชิ้นๆ แต่มันคือ ‘กระบวนการ’

“ถ้าเราไปคิดว่าเป็นโปรดักส์ชิ้นๆ มันไม่มีทางหรอก เพราะพอแยกขยะเสร็จ มันก็ต้องมีเรื่องอื่นเข้ามาอีก ผมว่ายิ่งกว่าวิ่งมาราธอน วิ่งตลอดชีวิต มันเหมือนหัวใจของเรา มันต้องเต้นไปตลอด จนเราตาย เพราะฉะนั้น มันไม่มีจุดสิ้นสุด เพราะเป็นกระบวนการที่ต้องพัฒนาต่อ ต้องมีเป้าหมายต่อไปเรื่อยๆ หัวใจที่จะอยู่รอดต่อไปคืออะไร ก็ต้องสนุกกับมัน ให้ทีมงานของเรามีความสุขกับการทำงาน”

แน่นอนว่า อุดมคตินั้น ใช่ แต่คงไม่มีงานไหนที่แม้เป็นสมาชิกชมรมคนรักงาน จะถูกใจไปทุกมิติ ไม่เว้นแม้แต่ ชัชชาติ ที่ชาวกรุงช่วยจัดหมวดหมู่ให้อยู่ในข่ายไอดอลด้าน ‘ไอเลิฟมายจ๊อบ’ เพราะเมื่อกระซิบถามว่า มีเรื่องที่ ‘แพ้เสียงในหัว’ บ้างไหม? หรือจะเป็นอะไรๆ ที่ไม่ค่อยตรงกับ ‘แพชชั่น’ ส่วนตัว

ได้คำตอบในภาพกว้าง ก่อนยกตัวอย่างเคส ‘หาบเร่แผงลอย’

“ถามว่า ทำไมบางทีคนเราไม่มีความสุขกับการทำงาน เพราะชีวิตมี 2 มุมมอง ได้แก่ ไลฟ์วิว คือ ความเชื่อ ความรู้สึกส่วนตัว กับเวิร์กวิว คือ หน้าที่การงาน เมื่อไหร่ก็ตามที่ 2 อย่างนี้มันขัดแย้งกัน เราจะไม่ค่อยมีความสุข

ผมเป็นผู้ว่าฯ ไลฟ์วิว คือ อยากให้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น…นิดหนึ่งก็ยังดี อยากให้คนมีความสุข อยากให้น้ำไม่ท่วม แต่พอเวิร์กวิวที่ต้องไปเอาแม่ค้าออกจากถนน เพราะขัดแย้งกับความเป็นระเบียบของเมือง มันทำให้เขามีความทุกข์ แต่ในใจเราอยากเห็นความสุข มันก็ไม่ค่อยตรงกับแพชชั่น พอไลฟ์วิว กับเวิร์กวิวมันขัดแย้งกันแล้ว เลยพยายามหาทางว่า มีที่อื่นให้เขาไปไหม จะช่วยเขาได้อย่างไร ดูให้หลากหลายมิติมากขึ้น อย่างสีลม เราเคลียร์โดยคุยว่าไปอยู่ในซอยเล็กได้ไหม ไปศาลาแดง ซอย 1 ได้ไหม หรือสารสิน สมัยก่อนมี 17 ราย โอ้โห! เลอะเทอะมาก เราก็ทำเป็น Hawker Center ส่วนนานา แต่ก่อนมี 20 กว่าราย เราก็ไปขอทางด่วน ให้เขาไปอยู่ด้านใน” ชัชชาติเล่า

แม้เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ได้ฉายาว่าแข็งแกร่งที่สุดในปฐพี ทว่า ถ้อยคำเหล่านี้ฉายภาพความลึกซึ้ง อ่อนไหว ในแพชชั่นที่อยากเห็นความสุขในแววตาและรอยยิ้มของผู้คนอย่างแท้จริง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คำสารภาพของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (3) เป็นผู้ว่าฯ กทม. มีไม่กี่โครงการหรอก ที่ทำให้นอนหลับ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...