โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"ผู้ว่าฯ ชัชชาติ" ออกกฎใหม่ เก็บมือถือเด็ก กทม. 437 โรงเรียน ห้ามใช้ในเวลาเรียน

สยามรัฐ

อัพเดต 14 มี.ค. เวลา 06.25 น. • เผยแพร่ 14 มี.ค. เวลา 05.19 น.

">

วันที่ 13 มี.ค. 69 ที่โรงเรียนมัธยมวัดสุทธาราม เขตคลองสาน กทม. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. แถลงมาตรการเชิงรุกในการควบคุมและกำกับการใช้อุปกรณ์ดิจิทัล (โทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์) ภายในโรงเรียนสังกัด กทม. ภายใต้โครงการ Phone Off, Learning On โฟกัสการเรียนรู้ ฝากมือถือไว้กับครู เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ และป้องกันผลกระทบด้านสุขภาพและพฤติกรรมจากการใช้งานหน้าจอเกินความจำเป็น

นายชัชชาติ กล่าวว่า เทคโนโลยีดิจิทัล เข้ามามีบทบาทสำคัญในการจัดการศึกษา แต่ที่ผ่านมาเกิดปัญหาเด็กสมาธิสั้น สายตาสั้น ไม่ค่อยคุยกัน ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับครูหรือเพื่อน นอกจากนี้ยังสุขภาวะที่อ้วนขึ้น เนื่องจากไม่ได้ออกกำลังกายเพราะมัวแต่ก้มหน้าใช้โทรศัพท์มือถือ สมาร์ตโฟน และอุปกรณ์ดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ไม่มีทักษะการใช้ชีวิตประจำวันในสังคมร่วมกันกับผู้อื่น เพราะใช้ชีวิตอยู่แต่ในโลกเสมือนจริงเพียงอย่างเดียว

นายชัชชาติ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยใน 14 ประเทศ ตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงอุดมศึกษา พบว่าโทรศัพท์มือถือทำให้นักเรียนเสียสมาธิจากการเรียนเพียงแค่มีโทรศัพท์อยู่ใกล้ตัวและมีการแจ้งเตือน สามารถทำให้นักเรียนเสียสมาธิจากงานที่กำลังทำ และเมื่อถูกรบกวนจากโทรศัพท์ อาจใช้เวลาถึง 20 นาที กว่านักเรียนจะกลับมามีสมาธิกับการเรียนได้อีกครั้ง ทำให้ในประเทศเบลเยียม สเปน และสหราชอาณาจักร นำสมาร์ตโฟนออกจากโรงเรียน ซึ่งพบผลลัพธ์การเรียนดีขึ้น

ดังนั้น กทม.จึงกำหนดมาตรการควบคุมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัล เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับโรงเรียนในสังกัด ภายใต้หลักการสำคัญ 3 ประการ ดังนี้

1.การเรียนรู้อย่างมีจุดมุ่งหมาย โดยสนับสนุนให้ใช้อุปกรณ์ดิจิทัล เป็นเครื่องมือการเรียนรู้ ภายใต้การดูแลของครูผู้สอนในคาบเรียนที่เหมาะสม แทนการใช้งานเพื่อความบันเทิงอย่างไร้ทิศทาง

2.สุขภาวะและพัฒนาการทางสังคม โดยกำหนดเขตปลอดดิจิทัล (Digtal-Free Zone) ในบางช่วงเวลา เช่น พักเที่ยง หรือพื้นที่ส่วนรวม เพื่อกระตุ้นให้เด็กนักเรียนมีการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ออกกำลังกาย และพักสายตาจากหน้าจอ

3.ความปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยการสร้างระบบเฝ้าระวังเพื่อป้องกันปัญหาการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (Cyberbullying) และการเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมในสถานศึกษา

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจะครอบคลุมถึงแนวปฏิบัติเรื่องการจัดเก็บอุปกรณ์ในตอนเช้า การกำหนดช่วงเวลาขอใช้ เพื่อติดต่อสื่อสารเท่าที่จำเป็นหรือนำไปใช้ในกิจกรรมการเรียนรู้

อย่างไรก็ตาม กทม. ทดลองใช้มาตรการดังกล่าวใน 10 โรงเรียนที่มีการจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษา และตั้งแต่ประถมศึกษาถึงมัธยมปลาย ได้แก่ มัธยมประชานิเวศน์ มัธยมบ้านบางกะปิ มัธยมนาคนาวาอุปถัมภ์ มัธยมวัดสุทธาราม มัธยมทิทย์เสรีอนุวรม มัธยมปุรณาวาส ระดับประถม-มัธยมแก่นทองอุปถัมภ์, วัดพระยาสุเรนทร์, วิชูทิศ, นาหลวง โดยเน้นความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ครู และผู้ปกครอง ซึ่งผลการทดลองเบื้องต้น ผู้ปกครองมีความพึงพอใจสูง เพราะนักเรียนตั้งใจเรียนขึ้น ลดภาระการดูแลการบ้าน และลดค่าใช้จ่ายด้านอุปกรณ์เสริม/ค่าบริการเช่า ส่วนครูผู้สอน พึงพอใจสูงเช่นกัน เพราะนักเรียนมีสมาธิและผลการเรียนดีขึ้น โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ช่วงปลายปี 68 ที่ผ่านมา

ขณะที่นักเรียนส่วนใหญ่ปฏิบัติตามได้ดี ขอใช้มือถือในช่วงพักบ้าง ไม่กังวลเรื่องสูญหายหรือชำรุดเพราะเก็บในที่ปลอดภัย มีปฏิสัมพันธ์กับครูและเพื่อน ใช้เวลาพักทำกิจกรรมกัน เช่น สนทนา เข้าห้องสมุด และกิจกรรมอื่น ๆ ขณะนี้ กทม.เปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องผ่านแบบสำรวจ เพื่อนำไปปรับปรุงมาตรการให้สอดคล้องกับบริบทแต่ละโรงเรียน ก่อนประกาศใช้กับโรงเรียนในสังกัดกทม. ทั้ง 437 แห่ง อย่างเป็นทางการในภาคเรียนที่ 1/2569 ซึ่งจะเปิดภาคเรียนในวันที่ 18 พ.ค. 69

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...