ศบก. เตือนสถานการณ์ตะวันออกกลางยังตึงเครียด เร่งออกจากพื้นที่เสี่ยงเร็วที่สุด
The Bangkok Insight
อัพเดต 14 มี.ค. เวลา 07.07 น. • เผยแพร่ 14 มี.ค. เวลา 07.07 น. • The Bangkok Insightศบก. รายงานสถานการณ์ตะวันออกกลางยังตึงเครียด อาเซียนเรียกร้องยุติความรุนแรง เร่งช่วยเหลือคนไทยต่อเนื่อง ยอดอพยพกลับประเทศแล้ว 591 คน
ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงความคืบหน้าสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางและการให้ความช่วยเหลือคนไทย โดยนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษก กระทรวงการต่างประเทศ แถลงสถานการณ์และความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือคนไทย ขณะที่นายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน รายงานความคืบหน้าการช่วยเหลือแรงงานไทยและลูกเรือไทยที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในพื้นที่
นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ เปิดเผยว่า พัฒนาการของสถานการณ์โดยรวมในภูมิภาคตะวันออกกลางขณะนี้มีแนวโน้มขยายวงออกไปนอกเหนือเป้าหมายทางทหาร โดยอิหร่านได้ยกระดับการโจมตีไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การเดินเรือ และระบบไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลในหลายประเทศในภูมิภาค ขณะที่กองทัพอิสราเอลและกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ยังคงแลกเปลี่ยนการโจมตีกันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนอิสราเอล–เลบานอน และในกรุงเบรุต นอกจากนี้ สถานการณ์การสู้รบในอิรักยังทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน กระทรวงการต่างประเทศจึงขอให้คนไทยที่อยู่ในภูมิภาคพิจารณาออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด และติดตามข่าวสารรวมทั้งคำแนะนำจากช่องทางทางการของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบพื้นที่ พร้อมทั้งลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่อยู่และช่องทางติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบ เพื่อให้สามารถติดต่อและให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที
ในด้านกรอบความร่วมมืออาเซียน เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 เวลา 13.00 น. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษว่าด้วยสถานการณ์ในตะวันออกกลาง (Special ASEAN Foreign Ministers’ Meeting on the Situation in the Middle East) ซึ่งจัดขึ้นตามข้อเสนอของไทย โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนเป็นประธานการประชุม ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความตึงเครียด และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการใช้ความรุนแรงและกลับเข้าสู่แนวทางทางการทูตโดยเร็ว พร้อมทั้งย้ำความสำคัญของการยึดมั่นในหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเสรีภาพในการบินและการเดินเรือ
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงผลกระทบที่มีต่อภูมิภาคอาเซียนในหลายมิติ โดยเฉพาะผลกระทบต่อเส้นทางการขนส่งสินค้าและห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงาน ซึ่งอาจนำไปสู่วิกฤตด้านเศรษฐกิจและพลังงาน ทั้งนี้ ไทยได้เสนอให้กระชับความร่วมมือด้านกงสุลผ่านเครือข่ายของสถานเอกอัครราชทูตในพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤตร่วมกัน และยกระดับความร่วมมือภายใต้ความตกลงว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียมของอาเซียนให้สามารถใช้งานได้จริงและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนและพลังงานทางเลือก
สำหรับความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทยจากเหตุการณ์เรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทยประสบเหตุบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ลูกเรือไทยจำนวน 20 คนที่ได้รับการช่วยเหลือแล้วนั้น บริษัทเจ้าของเรือจะนำลูกเรือเดินทางโดยรถยนต์ออกจากเมืองคาซับ ประเทศโอมาน ไปยังสนามบินนานาชาติมัสกัต เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย
โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต ได้ออกหนังสือเดินทางฉุกเฉินและส่งมอบให้ลูกเรือทั้ง 20 คนเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากเส้นทางดังกล่าวต้องเดินทางผ่านสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก่อนกลับเข้าสู่โอมาน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี และสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศเจ้าบ้านเพื่อเร่งรัดการออกวีซ่าให้กับลูกเรือทั้ง 20 คน โดยล่าสุดลูกเรือทั้งหมดได้รับวีซ่าเข้าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แล้ว และทางการโอมานได้ยืนยันความพร้อมในการอำนวยความสะดวกในการผ่านแดนเพื่อขึ้นเครื่องบินที่กรุงมัสกัต ซึ่งในชั้นนี้ คาดว่าลูกเรือจะสามารถเดินทางถึงประเทศไทยในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 16 มีนาคม 2569 ในส่วนของการเร่งค้นหาและช่วยเหลือลูกเรืออีก 3 คน กระทรวงการต่างประเทศ กองทัพเรือ และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต ยังคงประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อติดตามความคืบหน้าของปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง
สำหรับสถานการณ์ของคนไทยในประเทศอื่น ๆ เมื่อเช้าวันนี้ คนไทยกลุ่มสุดท้ายที่เดินทางออกจากอิหร่านจำนวน 7 คน ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ ปัจจุบันสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ซึ่งได้ย้ายที่ทำการชั่วคราวไปยังศูนย์ปฏิบัติการชั่วคราว ณ เมืองวาน ประเทศตุรกี ได้อพยพคนไทยที่ประสงค์เดินทางออกจากอิหร่านได้ครบทั้งหมดแล้ว อย่างไรก็ตาม สถานเอกอัครราชทูตยังคงติดต่อและประสานงานอย่างใกล้ชิดกับคนไทยในอิหร่านที่ยังไม่ประสงค์เดินทางกลับประเทศไทย และพร้อมอำนวยความสะดวกหากมีผู้ประสงค์เดินทางกลับเพิ่มเติม ในส่วนของสถานการณ์ในอิสราเอล เนื่องจากสถานการณ์การโจมตีระหว่างอิสราเอล อิหร่าน และกลุ่มฮิซบุลลอฮ์มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้ออกประกาศเตือนคนไทย
ในพื้นที่ภาคเหนือของอิสราเอลให้เตรียมเข้าที่หลบภัยภายใน 1 นาทีหากได้ยินเสียงไซเรน และขอให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังบริเวณชายแดนตอนเหนือของประเทศ โดยภาพรวมสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ของไทยในพื้นที่ยังคงอำนวยความสะดวก ดูแล ให้คำแนะนำ และประสานงานกับสายการบิน รวมทั้งจัดหาสิ่งของจำเป็นในการยังชีพให้แก่คนไทยที่ประสงค์เดินทางกลับประเทศในพื้นที่ที่ยังสามารถทำการบินได้ รวมถึงช่วยประสานงานกับหน่วยงานในประเทศที่ยังคงปิดน่านฟ้าเพื่อขออนุญาตเดินทางผ่านแดน เพื่อให้คนไทยสามารถเดินทางไปยังประเทศข้างเคียงเพื่อเดินทางกลับประเทศไทย หรือเดินทางไปยังประเทศที่สามเพื่อเดินทางกลับทางอากาศต่อได้ ทั้งนี้ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ มีคนไทยที่ติดค้างและได้รับความช่วยเหลือให้ออกจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางและเดินทางกลับประเทศไทยแล้วรวมทั้งสิ้น 591 คน
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ‘พิพัฒน์’ อัปเดตสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง ยัน ศบก. จัดมาตรการรองรับรอบด้าน
- ‘ศบก.’ เผย กต. ประท้วงความรุนแรง เหตุยิงเรือสินค้าไทย
- ศบก. แจงสถานการณ์ตะวันออกกลางยังรุนแรง อพยพคนไทยกลับบ้านแล้ว 381 คน
ติดตามเราได้ที่