โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชี้ AI ไม่ลดภาระพนักงาน ดันอีเมลพุ่ง 2 เท่า เวลาทำงานแบบโฟกัสลด 9%

SpringNews

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

เหล่าผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเทคโนโลยีต่างพากันยกย่อง AI ว่า จะเปลี่ยนพนักงานให้กลายเป็น “ซูเปอร์ฮิวแมน” (Superhumans) ที่การทำงานกลายเป็นเรื่องทางเลือก และมนุษย์จะมีเวลาไปสร้างสรรค์นวัตกรรมเปลี่ยนโลกมากขึ้น แต่จนถึงตอนนี้ สิ่งตรงข้ามกำลังเกิดขึ้นกับพนักงานส่วนใหญ่

CREDIT : REUTERS

ในความเป็นจริง AI กำลังเพิ่มภาระให้กับพนักงานส่วนใหญ่ เนื่องจากเครื่องมือเหล่านี้เพิ่มเวลาให้กับงานที่ซ้ำซากจำเจ และลดเวลาที่ต้องใช้สมาธิในการทำงานลง

ตัวเลขที่น่าตกใจ

รายงานล่าสุดของ ActivTrak ที่วิเคราะห์ผู้ใช้ 10,584 คน ในช่วง 180 วันก่อนและหลังการนำ AI มาใช้ พบว่า นับตั้งแต่มีการนำ AI มาใช้ในกระบวนการทำงาน เวลาที่ใช้ในทุกความรับผิดชอบของงาน พุ่งสูงขึ้นตั้งแต่ 27% ไปจนถึง 346%

เวลาที่ใช้ไปกับการทำงานซ้ำซากจำเจ เช่น การตอบอีเมล เพิ่มขึ้น 104% ในขณะที่การแชทและการส่งข้อความใช้เวลาเพิ่มขึ้น 145% และการใช้เครื่องมือบริหารจัดการธุรกิจเพิ่มขึ้น 94%

รายงานยังระบุด้วยว่า ไม่มีหมวดหมู่กิจกรรมใดเลยที่การใช้ AI จะช่วยประหยัดเวลาให้กับผู้ใช้ได้จริง พร้อมเสริมว่า ข้อมูลนั้นชัดเจนว่า AI ไม่ได้ลดภาระงาน แต่ในทางกลับกัน ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญ กำลังทำงานหลายอย่างพร้อมกันมากขึ้น และใช้เวลาน้อยลงในการจดจ่อกับปัญหาที่ซับซ้อน

สมมติฐานที่แพร่หลายเกี่ยวกับ AI และการทำงานในยุคปัจจุบันคือ ทั้ง 2 อย่างทำให้วันทำงานเบาลง สั้นลง และจัดการได้ง่ายขึ้น โดย AI จัดการงานที่ซ้ำซากจำเจ เครื่องมือการทำงานร่วมกันช่วยลดความขัดแย้ง และพนักงานทำงานได้มากขึ้นด้วยความพยายามที่น้อยลง

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ แต่ไม่ใช่สิ่งที่ข้อมูลเชิงพฤติกรรมแสดงให้เห็น

เพื่อให้พนักงานสามารถจัดสรรเวลาสำหรับงานประจำที่ใช้เวลานานเหล่านี้ในแต่ละวัน พนักงานต้องเสียสละเวลาในการคิดวิเคราะห์เชิงลึกไป แม้ว่าบรรดาซีอีโอจะสัญญาว่า AI จะช่วยเพิ่มเวลาดังกล่าวก็ตาม

CREDIT : REUTERS

รายงานระบุว่า ระยะเวลาการทำงานโดยไม่ถูกรบกวนโดยเฉลี่ยลดลง 9% และชั่วโมงการทำงานแบบใช้สมาธิจดจ่อลดลงอีก 2% ถือเป็นแนวโน้มขาลง 3 ปีติดต่อกัน โดยสัดส่วนของเวลาที่ใช้จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำอย่างสูงสุดลดลงเหลือ 60% ในปี 2025

คำทำนายที่สวยหรูของเหล่าซีอีโอ

ในขณะที่บรรดาพนักงานกำลังหัวหมุน เหล่าผู้นำโลกไอทีกลับยังคงเผยแพร่ภาพฝันอันแสนหวานเกี่ยวกับอนาคตของโลก

“เดมิส ฮัสซาบิส” (Demis Hassabis) ซีอีโอของ Google DeepMind คาดการณ์ว่าผู้คนอยู่ห่างจากยุคทองแห่งความเจริญรุ่งเรืองเพียง 4 ปีเท่านั้น ซึ่งเทคโนโลยีจะช่วยให้มนุษย์ขึ้นไปตั้งอาณานิคมในกาแล็กซี และทำให้ผู้คนมีพลัง "เหนือมนุษย์" ในบทบาทของตัวเอง

CREDIT : REUTERS

ด้าน “อีลอน มัสก์” ผู้ก่อตั้ง xAI เชื่อว่างานแบบดั้งเดิมจะกลายเป็นเรื่องสมัครใจอย่างสมบูรณ์ในอีก 10 – 15 ปีข้างหน้า ด้วยเครื่องมือใหม่ ๆ โดยเปรียบงานกับงานอดิเรก และหาก AI พัฒนาดีขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเงินตราก็อาจจะไม่สำคัญอีกต่อไป

ผู้นำบริษัทเทคโนโลยีหลายคนคาดการณ์ว่า ประสิทธิภาพของ AI จะเพิ่มขึ้นอย่างมากจนทำให้สัปดาห์การทำงานสั้นลงทั่วทั้งองค์กร รวมถึง “อีริค หยวน” (Eric Yuan) ซีอีโอของ Zoom คาดการณ์ว่า AI จะช่วยลดภาระงาน ทำให้พนักงานสามารถมาเข้าออฟฟิศเพียง 3 – 4 วันต่อสัปดาห์เท่านั้น ซึ่งจะทำให้ทุกคนมีเวลาว่างมากขึ้น

วิกฤตสมองล้าจาก AI และภาวะหมดไฟ

แม้จะมีพนักงานบางคนโชคดีที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยเครื่องมือ AI แต่ผลที่อาจกำลังตามมา คือ ความเหนื่อยล้าจนหมดไฟ

CREDIT : REUTERS

ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขต เบิร์กลีย์ที่ตีพิมพ์ในปี 2026 ระบุว่า เมื่อพนักงานใช้ประโยชน์จากประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น พวกเขากลับต้องรับภาระงานเพิ่มขึ้นในตารางเวลาเดิม ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดภาวะหมดไฟได้

นอกจากนี้ เมื่อต้องรับภาระงานที่หลากหลายมากขึ้น พนักงานจึงมักใช้เวลาที่ปกติใช้สำหรับการพักเบรกไปกับการนั่งเขียนคำสั่ง AI มากขึ้น ทำให้ไม่มีเวลาพักผ่อนชาร์จพลังสมอง

อาการสมองล้าจาก AI เริ่มปรากฏขึ้นในสถานที่ทำงานที่เน้นด้านเทคโนโลยีเช่นกัน

ผลการศึกษาจาก Boston Consulting Group ในปี 2026 พบว่า

พนักงานกำลังจมกองข้อมูลจากการใช้งานเครื่องมือ AI อย่างหนักหน่วง และทำให้ความเหนื่อยล้าทางจิตใจแย่ลง โดยข้อมูลยังแสดงให้เห็นว่าจำนวนเครื่องมือ AI ไม่ได้เชื่อมโยงกับประสิทธิภาพการทำงานที่เพิ่มขึ้นเสมอไป ผู้ที่ใช้เครื่องมือ AI ราว 3 อย่างหรือน้อยกว่านั้นจะรู้สึกว่าประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น ในขณะที่ผู้ใช้ AI ถึง 4 อย่างหรือมากกว่านั้นจะรู้สึกว่าประสิทธิภาพลดลงอย่างมาก

CREDIT : REUTERS

ในขณะที่ผู้บริหารมองเห็นตัวเลขประสิทธิภาพที่พุ่งสูงขึ้น แต่พนักงานระดับปฏิบัติการกำลังเผชิญกับ ความเร็วเกินพิกัด และรู้สึกว่าต้องตัดสินใจมากเกินไป ทำงานเร็วเกินไป จนก้าวข้ามขีดความสามารถทางสติปัญญาที่จะรับได้ไหว

ที่มา : Fortune

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...