โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

เกษตรกร ชูป้ายร้องทุกข์ ต้นทุนทะยาน-ราคาทรุด มะพร้าว 7 บาท เหลือกำไร 4 บาท

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 16 เม.ย. เวลา 23.45 น. • เผยแพร่ 17 เม.ย. เวลา 04.21 น.

พงษ์ศักดิ์ บุตรรักษ์ แกนนำเกษตรกรชาวสวนมะพร้าว อ.บางสะพาน จ. ประจวบคีรีขันธ์ เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ราคามะพร้าว ร่วงลงจากต่อเนื่อง ชาวสวนมะพร้าวไปไม่ไหวแล้ว จึงชวนกลุ่มเกษตรกรได้รวมตัวกันแสดงจุดยืนผ่านป้ายข้อความขนาดใหญ่ สะท้อนความเดือดร้อนจากสถานการณ์ต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 50% ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายในการทำสวน

ข้อความบนป้ายระบุชัดว่า “ราคามะพร้าว 7 บาท หักค่าสอย 2 บาท หักค่าเก็บ 1 บาท เหลือ 4 บาท” ซึ่งสะท้อนรายได้สุทธิของเกษตรกรที่ลดลงอย่างมาก ขณะที่ต้นทุนอื่นๆ โดยเฉพาะน้ำมัน ยังคงปรับตัวสูงต่อเนื่อง จนเกิดคำถามเชิงสัญลักษณ์ว่า “แล้วกูจะกินอะไร?”

พงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันราคาผลผลิตไม่ได้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง ทำให้เกษตรกรจำนวนมากเริ่มประสบภาวะขาดทุนสะสม บางรายต้องลดการดูแลสวน หรือชะลอการเก็บเกี่ยวเพื่อลดค่าใช้จ่าย ส่งผลต่อปริมาณและคุณภาพผลผลิตในระยะยาว

“น้ำมันแพงขึ้นทุกอย่าง แต่ราคามะพร้าวยังเท่าเดิม รายได้ที่เหลือแทบไม่พอเลี้ยงครอบครัว”

ทั้งนี้ กลุ่มเกษตรกรเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามาดูแลโครงสร้างต้นทุน โดยเฉพาะราคาพลังงาน การขนส่ง และกลไกการกำหนดราคาผลผลิต เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และช่วยประคับประคองอาชีพเกษตรกรรมซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ แล้วหากปัญหาดังกล่าวไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ อาจนำไปสู่การลดลงของพื้นที่เพาะปลูก และกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรในภาพรวม

ขณะเดียวกันยังเผชิญปัญหาซ้ำซ้อนจากการระบาดของ “หนอนหัวดำ” ที่ยังไม่คลี่คลาย นายพงศ์ศักดิ์ ระบุว่า การนำเข้ามะพร้าวควรมีมาตรการควบคุมที่รัดกุมมากกว่านี้ โดยเฉพาะในช่วงที่งบประมาณแก้ไขปัญหาหนอนหัวดำมีจำกัดหรือหมดลงแล้ว ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อเกษตรกรในพื้นที่ปลูกสำคัญ เช่น จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และพื้นที่เนินดินแดง ที่ยังพบการระบาดต่อเนื่อง ในด้านการจัดการศัตรูพืช พบว่ามาตรการของภาครัฐยังไม่ตรงจุด โดยเน้นงบประมาณไปที่การเพาะเลี้ยงแตนเบียน

ขณะที่ในทางปฏิบัติ เกษตรกรเห็นว่าควรมีวิธีจัดการแบบผสมผสานและเข้มข้นมากกว่านี้ อีกทั้งยังมีปัญหาพื้นที่สวนมะพร้าวของนายทุนที่ถูกปล่อยรกร้างเพื่อเก็งกำไร กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์หนอนหัวดำและทำให้การระบาดวนกลับมาอย่างต่อเนื่อง

ประเด็นที่น่ากังวลเพิ่มเติมคือ การนำเข้ามะพร้าวและการกระเทาะเปลือกนอกโรงงาน ซึ่งมีการทิ้ง “เปลือกอ่อน” โดยไม่มีระบบควบคุม อาจกลายเป็นแหล่งสะสมและแพร่ระบาดของหนอนหัวดำในวงกว้าง โดยเกษตรกรเตรียมรวบรวมหลักฐานพื้นที่เสี่ยงเพื่อยื่นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ
ทั้งนี้ เกษตรกรเสนอให้ภาครัฐปรับกระบวนการตัดสินใจ โดยควรเปิดเวทีหารือร่วมกับเกษตรกรก่อนอนุมัติการนำเข้า เพื่อประเมินปริมาณผลผลิตที่ขาดแคลนและกำหนดช่วงเวลานำเข้าอย่างเหมาะสม รวมถึงเพิ่มสัดส่วนตัวแทนเกษตรกรในคณะกรรมการพืชน้ำมัน เพื่อให้เสียงของผู้ผลิตได้รับการสะท้อนอย่างแท้จริง

“หากยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจน ทั้งการควบคุมการนำเข้าและการจัดการหนอนหัวดำอย่างจริงจัง จะกระทบต่อความอยู่รอดของเกษตรกรสวนมะพร้าวในระยะยาว หากยังไม่ได้รับการแก้ไข ก็อาจจะรวมพลเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ มาช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด โดยถอดบทเรียนไม่ให้ซ้ำรอยน้ำมะพร้าวหอม" นายพงษ์ศักดิ์ กล่าาย้ำในตอนท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...