โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อิหร่าน: ทำไมยอมหักไม่ยอมงอ

The Momentum

อัพเดต 06 พ.ค. เวลา 17.31 น. • เผยแพร่ 06 พ.ค. เวลา 10.55 น. • THE MOMENTUM

ในปี 2015 เฮนรี คิสซินเจอร์ (Henry Kissinger) ได้พบกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงผู้หนึ่งของอิหร่านในที่ประชุมสหประชาชาติ คิสซินเจอร์ผู้เป็นประจักษ์พยานคนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในสหภาพโซเวียตและจีนหลังสงครามเย็นสิ้นสุดลง ตั้งคำถามต่อคู่สนทนาชาวอิหร่านว่า เมื่อไรอิหร่านจะละทิ้งอุดมการณ์ปฏิวัติ และหันมายึดหลักปฏิบัตินิยมเพื่อผลสัมฤทธิ์ (Pragmatism) และเลิกเป็นปฏิปักษ์กับสหรัฐอเมริกา แทนที่จะตอบ คู่สนทนาชาวอิหร่านถามกลับว่า แล้วเมื่อไรสหรัฐฯ จะรู้จักล้า มีเหตุผล และเปลี่ยนนโยบายการต่างประเทศในตะวันออกกลาง เขาเน้นย้ำด้วยว่า สิ่งที่อิหร่านมุ่งหมาย ไม่ใช่วิสัยทัศน์ทางศาสนา แต่เป็นยุทธศาสตร์ใหญ่ที่แสวงหาความมั่นคงของชาติ

การพูดคุยดังกล่าวบันทึกอยู่ในหนังสือชื่อ Iran’s Grand Strategy: A Political Historyเขียนโดย วะลี นัสร์ (Vali Nasr) ศาสตราจารย์ด้านการต่างประเทศและตะวันออกกลางศึกษา ประจำบัณฑิตวิทยาลัยด้านการต่างประเทศระดับสูง มหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ เขาชี้ว่า ทั้งคู่กำลังถกกันโดยอิงแนวคิดของ อิมมานูเอล คานต์ (Immanuel Kant) ที่ว่า เมื่อคู่กรณีกรำศึกและผลาญทรัพยากรจนต่างฝ่ายต่างล้าและบอบช้ำ ในที่สุดพวกเขาจะหันหาสันติภาพ

หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ในเดือนพฤษภาคม 2025 ก่อนหน้าสงคราม 12 วันระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน ผู้ที่เขากล่าวถึงในหนังสือหลายคนเสียชีวิตในสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านครั้งล่าสุด รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่กล่าวถึงข้างต้น นั่นคือ อาลี ลารีจานี (Ali Larijani) อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยเตหะราน ผู้แปลงานของอิมมานูเอล คานต์ เป็นภาษาเปอร์เซีย

แม้ว่า Iran’s Grand Strategy: A Political History จะพูดถึงยุทธศาสตร์ชาติของอิหร่านเป็นหลัก แต่สภาพการณ์ทั้งภายในและภายนอกของอิหร่าน ที่เป็นเหตุและปัจจัยต่อยุทธศาสตร์ดังกล่าว ให้ภาพที่คมชัดของภูมิรัฐศาสตร์อันเข้มข้นซับซ้อน และมีผู้เล่นมากหน้าหลายตาอย่างยิ่งของภูมิภาคเอเชียตะวันตก

ความแปลกแยกและโดดเดี่ยวฝังรากลึกอยู่ในประวัติศาสตร์ของอิหร่านมานับตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 เพราะชาวอิหร่านเป็นคนเปอร์เซีย ผู้นับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ ซึ่งอาศัยอยู่ในวงล้อมของชาวอาหรับและเติร์ก ผู้นับถือศาสนาอิสลามนิกายซุนนี ในขณะเดียวกัน จักรวรรดินิยมก็ให้บทเรียนที่เจ็บปวดแก่อิหร่านมานับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 เมื่ออิหร่านถูกขนาบด้วยจักรวรรดิรัสเซียทางเหนือและจักรวรรดิบริติชทางตะวันออก และต่างก็ใช้อิหร่านเป็นรัฐกันชน สงครามอันเลวร้ายกับรัสเซียในปี 1804 และ 1828 ยังส่งผลให้อิหร่านสูญเสียดินแดนไปถึง 10%

ในช่วงก้าวสู่ศตวรรษที่ 20 เกิดการรวมตัวกันของพ่อค้า ปัญญาชน และนักการศาสนา เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้มีการปกครองประเทศด้วยระบอบรัฐสภาและมีการร่างรัฐธรรมนูญ กษัตริย์ราชวงศ์กาจาร์ในเวลานั้นต้องจำยอม อิหร่านจึงมีรัฐธรรมนูญฉบับแรกในปี 1906 แต่การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวที่เรียกกันว่า การปฏิวัติเรียกร้องรัฐธรรมนูญ (The Constitutional Revolution) ไม่ได้ดำเนินไปโดยราบรื่น

ในปี 1908 กษัตริย์ราชวงศ์กาจาร์ โดยการหนุนหลังของจักรวรรดิรัสเซียและบริติช เข้ายึดอำนาจ ยกเลิกรัฐธรรมนูญ และสั่งให้ทุบอาคารรัฐสภาทิ้ง อย่างไรก็ตาม คณะผู้สนับสนุนรัฐธรรมนูญยึดอำนาจกลับคืนมาได้อีกครั้ง และบังคับให้กษัตริย์องค์เดิมสละบัลลังก์ เพื่อให้บุตรของเขาคือ อาหมัด ชาห์ กาจาร์ (Ahmad Shah Qajar) ขึ้นเป็นประมุขและปกครองประเทศในระบอบรัฐสภา

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 เปิดฉากขึ้น รัฐบาลอังกฤษเข้าซื้อหุ้น 51% ของบริษัทขุดเจาะน้ำมันสัญชาติอังกฤษ ชื่อ แองโกล-เปอร์เซียน ซึ่งขุดพบแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ในอิหร่าน และพยายามบีบบังคับให้อิหร่านลงนามในความตกลงแองโกล-เปอร์เซีย ปี 1919 และมีสิทธิสภาพแบบรัฐในอารักขา แต่รัฐสภาอิหร่านในเวลานั้นปฏิเสธ

เสถียรภาพทางการเมืองที่เปราะบางในเวลานั้น เปิดช่องให้นายทหาร ชื่อ เรซา ข่าน (Reza Khan) นำกองกำลังเข้าทำรัฐประหารยึดอำนาจ และสถาปนาตนขึ้นเป็นชาห์ (กษัตริย์ของอิหร่าน) กล่าวได้ว่า เรซา ชาห์ คือผู้นำที่รวมแผ่นดินอิหร่านให้เป็นปึกแผ่น สร้างกองทัพที่เข้มแข็งเพื่อปกป้องอธิปไตยของอิหร่านจากรัสเซียและอังกฤษ สถาปนาสถาบันพื้นฐานอันจำเป็นแก่การเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ และปกครองแบบฆราวาสนิยม (Secularism) แต่ในไม่ช้า การใช้อำนาจของเขาก็มีลักษณะเบ็ดเสร็จขึ้นเรื่อยๆ

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อิหร่านประกาศตนเป็นกลาง แต่เมื่อกองทัพนาซีรุกคืบสู่ตะวันออก กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรคือ รัสเซียและอังกฤษ ยกพลเข้าอิหร่าน เพื่อยึดแหล่งน้ำมันไม่ให้ตกเป็นของเยอรมนี พร้อมกับบีบบังคับให้เรซา ชาห์ลี้ภัยออกนอกประเทศ และสถาปนาบุตรของเขาคือ โมฮัมหมัด เรซา (Mohammad Reza) ขึ้นเป็นกษัตริย์ และสืบต่อราชวงศ์ปาห์ลาวีแทน

เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ฝ่ายสัมพันธมิตรตกลงที่จะถอนทหารออกจากอิหร่านภายใน 6 เดือน อังกฤษทำตามสัญญา แต่โซเวียตกลับนิ่งเฉย จนกระทั่งอิหร่านต้องร้องเรียนต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่เพิ่งก่อตั้งขึ้น และถือเป็นสมาชิกประเทศแรกที่ใช้เวทีสหประชาชาติในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างประเทศ แม้ว่าสหประชาชาติไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ ต่อข้อร้องเรียนครั้งนั้น แต่โซเวียตก็ยอมถอนทหารออกไปในที่สุด

การถูกยึดครองโดยกองกำลังชาติมหาอำนาจในช่วงสงคราม ส่งผลให้เกิดกระแสชาตินิยม ประเด็นถกเถียงสำคัญในเวลานั้นคือ สัมปทานขุดเจาะน้ำมันที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งบริษัทต่างชาติ โดยเฉพาะอังกฤษถือกรรมสิทธิ์ รัฐสภาของอิหร่านจึงมีมติให้โอนกิจการด้านน้ำมันทั้งหมดกลับมาเป็นของรัฐ สมาชิกสภาผู้เป็นหัวหอกในเรื่องนี้คือ โมฮัมหมัด โมสซาเดก (Mohammad Mosaddegh) ต่อมาเมื่อได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี โมสซาเดกยังผลักดันการฟื้นฟูประเทศผ่านการปฏิรูปที่ดิน การเพิ่มอัตราภาษี และนโยบายด้านต่างประเทศแบบไม่ตะวันตก-ไม่ตะวันออก อังกฤษที่สูญเสียผลประโยชน์ในธุรกิจน้ำมันจึงประกาศคว่ำบาตรอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม การก่อหวอดของกลุ่มผู้มีอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ สภาพเศรษฐกิจตกต่ำจากการคว่ำบาตร และความวุ่นวายในรัฐสภา ทำให้ทหารกลุ่มหนึ่งทำรัฐประหาร ยึดอำนาจจากโมสซาเดก

“ทั้งรัฐบาลสหรัฐฯ และอังกฤษ ต้องการให้โมสซาเดกพ้นจากอำนาจ และวางแผนสร้างสถานการณ์ในเตหะราน โดยใช้เงินไปเพียง 6 หมื่นดอลลาร์สหรัฐฯ” ศาสตราจารย์นัสร์ ขยายภาพประวัติศาสตร์ตอนนั้น

“แต่ก็มีหลักฐานชัดเจนชี้ว่า แผนรัฐประหารของ CIA และ MI6 ล้มเหลว ความพยายามครั้งที่สองในอีกไม่กี่วันต่อมานำโดย นายพล ฟัซลอลเลาะห์ ซาเฮดี (Fazlollah Zahedi) และคนในกองทัพต่างหากที่ทำได้สำเร็จ”

หลังรัฐประหารในปี 1953 อำนาจทั้งหมดกลับมารวมศูนย์อยู่ที่ชาห์ ปาห์ลาวี ชาห์เดินหน้าพัฒนาประเทศสู่ความทันสมัยในด้านต่างๆ และลงนามเปิดทางให้บริษัทต่างชาติเข้ามามีกรรมสิทธิ์ในกิจการน้ำมันของอิหร่านได้ 50% ในด้านการต่างประเทศตลอดช่วงสงครามเย็น ชาห์หันหาพันธมิตรค่ายเสรีนิยม และผลักดันให้อิหร่านขึ้นมามีบทบาทในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ทว่านานวันเข้า การปกครองของเขาก็มีลักษณะอัตตาธิปไตยขึ้นเรื่อยๆ ความเหลื่อมล้ำในสังคมอิหร่านเพิ่มพูน และผู้คนไม่พอใจอิทธิพลและการแทรกแซงทางการเมืองจากชาติตะวันตก ในความเห็นของผู้เขียน หากโมสซาเดกล้มเหลวเพราะกำหนดยุทธวิธีสร้างชาติผิดพลาด ชาห์ก็ผิดพลาดที่ไม่ฟังเสียงประชาชน

ในที่สุดเสียงจากการเดินขบวนต่อต้านและนัดหยุดงานอย่างต่อเนื่องจากปลายปี 1978 ก็ทำให้ชาห์ ปาห์ลาวีลี้ภัยออกนอกประเทศ ในวันที่ 16 มกราคม 1979 นำไปสู่การก่อตั้งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ภายใต้การนำของ อยาตอลเลาะห์ โคไมนี (Ayatollah Khomeini)

การปฏิวัติครั้งนั้น เป็นการ ‘แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง’ ระหว่างกลุ่มเคลื่อนไหวที่มีอุดมการณ์แตกต่างกันอย่างยิ่ง นับจากกลุ่มเคลื่อนไหวด้วยอุดมการณ์ศาสนา ปัญญาชนสายกลาง ฝ่ายเสรีนิยม ฝ่ายซ้าย และชนชั้นกลางรุ่นใหม่ ในการประชุมแกนนำของกลุ่มเคลื่อนไหวในช่วงปลายปี 1978 ที่กรุงปารีส เพื่อวางหลักการของรัฐบาลแห่งชาติในอนาคต ทุกฝ่ายเห็นพ้องกันว่าจะต้องเป็นประชาธิปไตยและเป็นรัฐอิสลาม โดยโคไมนีเขียนหลักการข้อที่ 3 เพิ่มต่อท้ายว่า ‘อิสรภาพ’ (Independence)

หลังการปฏิวัติ เมื่อนักข่าวชาวปากีสถานถามว่า “อิหร่านได้อะไรจากการปฏิวัติ” โคไมนีตอบสั้นๆ ว่า “ต่อแต่นี้ การตัดสินใจทุกอย่างจะมีขึ้นในเตหะราน” ผู้เขียนขยายความหลักการอิสรภาพในใจของโคไมนี ซึ่งต่อมาจะต่อยอดกลายเป็นแนวคิดเรื่องอักษะแห่งการต่อต้าน (Axis of Resistance)

วิกฤตการณ์ตัวประกันที่ตามมาในช่วงปลายปี 1979 ถือเป็นตัวแปรสำคัญต่อการเมืองภายในอิหร่านและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผู้เขียนย้อนเล่าในรายละเอียดว่า ทันทีที่ฝ่ายปฏิวัติได้รับชัยชนะ กลุ่มเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายก็บุกเข้ายึดสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเตหะราน เพื่อประท้วงขับไล่นักการทูตและบริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ หัวหน้าฝ่ายปฏิวัติในเวลานั้นได้เข้าห้ามปราม แต่การประท้วงระอุขึ้น เมื่อสหรัฐฯ ให้ที่ลี้ภัยแก่ชาห์ ปาห์ลาวี ซึ่งกลุ่มนักศึกษาทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายศาสนาเรียกร้องให้ส่งตัวกลับมาขึ้นศาลในอิหร่าน

ต่อมาในวันที่ 1 พฤศจิกายน 1979 นายกฯ รัฐบาลชั่วคราวของอิหร่าน ซึ่งเป็นฝ่ายเสรีนิยม ได้เข้าพบที่ปรึกษาของประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) เป็นการลับ ในการประชุมระหว่างประเทศที่กรุงแอลเจียร์ ข่าวที่รั่วไหลออกมา ทำให้กลุ่มนักศึกษาหัวรุนแรงกลุ่มหนึ่งบุกสถานทูตสหรัฐฯ และจับนักการทูตเป็นตัวประกัน 52 คน

การจับตัวประกันเพื่อตอบโต้ที่สหรัฐฯ ‘จับอิหร่านเป็นตัวประกัน’ ด้วยการสนับสนุนรัฐประหารในปี 1953 และเป็นคำเตือนมิให้สหรัฐฯ แทรกแซงการเมืองภายในของอิหร่านอีกในอนาคต ยืดเยื้อต่อไปด้วยปัจจัยหลายประการเป็นเวลาถึง 444 วัน

วิกฤตการณ์ตัวประกัน ทำให้อิหร่านถูกประชาคมโลกคว่ำบาตร ขณะเดียวกันก็เกิดการแตกคอกันในกลุ่มปฏิวัติ ระหว่างฝ่ายเสรีนิยมกับฝ่ายซ้าย ในที่สุดโคไมนี ซึ่งเป็นแกนนำฝ่ายศาสนา ก็จะดึงอุดมการณ์ปฏิวัติให้อยู่เหนือทั้งสองฝ่าย เพราะเขามองว่าฝ่ายเสรีนิยมจะกลายเป็นม้าโทรจันของชาติตะวันตก และฝ่ายซ้ายเป็นม้าโทรจันของสหภาพโซเวียต

แต่ยังไม่ทันที่วิกฤตการณ์ตัวประกันจะคลี่คลาย หรืออิหร่านได้มีโอกาสก่อร่างสร้างชาติตามอุดมการณ์ปฏิวัติ กองทัพอิรักภายใต้การนำของ ซัดดัม ฮุสเซน (Saddam Hussein) ก็บุกเข้ายึดดินแดนทางตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่าน นำไปสู่สงครามอิรัก-อิหร่านที่เหี้ยมโหดและยืดเยื้อนาน 8 ปี สงครามครั้งนั้นเป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่อิหร่านได้เห็นท่าทีสองมาตรฐานของมหาอำนาจตะวันตก นับจากการอุดหนุนอาวุธยุทโธปกรณ์แก่อิรัก การนิ่งเฉยเมื่อกองทัพอิรักใช้อาวุธเคมี และการเรียกร้องให้มีการยุติยิงเพื่อเจรจา เมื่ออิหร่านกำลังเป็นฝ่ายได้เปรียบ เป็นต้น

ขณะอ่านหนังสือเล่มนี้ บ่อยครั้งเราจะมีความรู้สึกเดจาวูว่า สภาพการณ์นี้เคยเกิดขึ้นแล้ว เช่นว่า เมื่อใดผู้นำสายปฏิรูปของอิหร่านได้รับเลือกตั้งให้ขึ้นมาเป็นผู้นำ และมีท่าทีผ่อนปรนพร้อมจะเจรจา ชาติตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐฯ ก็จะซ้ำเติมอิหร่านด้วยการคว่ำบาตรขั้นสูงสุด โดยคาดหวังว่า ความบอบช้ำทางเศรษฐกิจจะทำให้ชาวอิหร่านลุกฮือขึ้นมาล้มล้างระบอบที่มีโคไมนี หรืออาลี คาเมเนอี เป็นผู้นำสูงสุด ท้ายที่สุด ท่าทีเช่นนั้นก็จะพิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าให้ผู้นำสายแข็งของอิหร่านอ้างได้ว่า ตนกล่าวไว้ถูกต้องแล้ว สหรัฐฯ ไม่เคยจริงใจ และการประนีประนอมไร้ประโยชน์

ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ สถานการณ์หลังเหตุการณ์ 9/11 อิหร่านซึ่งไม่เห็นด้วยกับการก่อการร้ายของกลุ่มอัลกออิดะฮ์ ให้ข่าวกรอง ชี้เป้า และแม้แต่เปิดน่านฟ้าให้กองทัพสหรัฐฯ เข้าโจมตีฐานที่มั่นของตาลีบันที่อัลกออิดะฮ์ใช้หลบซ่อน แต่ครั้นปฏิบัติการลุล่วง รัฐบาลประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช (George W. Bush) ก็ยังคงขึ้นบัญชีอิหร่านไว้ในฝั่งอักษะแห่งความชั่วร้าย (Axis of Evil) สำหรับนายทหารอิหร่านผู้ช่วยเหลือด้านการข่าวในปฏิบัติการครั้งนั้นคือ กอสเซม โซเลมานี (Qassem Soleimani) ก็ถูกสังหารกลางสนามบินในกรุงแบกแดด ตามคำสั่งของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ในปี 2020

ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ความเป็นเปอร์เซียและชีอะห์ ทำให้อิหร่านแปลกแยกและโดดเดี่ยวจากเพื่อนบ้าน เราจึงเห็นได้ว่า ในแง่ความมั่นคงของชาติแล้ว ผู้นำอิหร่านจำเป็นต้องใช้เครื่องมือการป้องปราม (Deterrence) ทุกรูปแบบ นับจากการสร้างอักษะแห่งการต่อต้านในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในเลบานอน เวสต์แบงก์ ซีเรีย เยเมน ไปจนถึงอัฟกานิสถาน (อิหร่านเรียกสิ่งนี้ว่า ยุทธศาสตร์เชิงรุก แต่ชาติตะวันตกเรียกว่า สงครามตัวแทน) การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ การพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตอาวุธ การทูต การค้า จนถึงการเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศบริกส์ (BRICS)

ในอีกด้านหนึ่ง Iran’s Grand Strategy: A Political Historyก็ให้ข้อมูลและวิพากษ์ความเป็นไปในประเทศอิหร่านไว้อย่างแหลมคม นับจากการกำจัดและปราบปรามผู้เห็นต่างหลังการปฏิวัติ 1978 อย่างเหี้ยมโหด การใช้ทหารเด็กในช่วงสงครามอิรัก-อิหร่าน คอร์รัปชันในหมู่ผู้นำทหาร การหาประโยชน์ของกลุ่มอำนาจเก่าจากตลาดมืด ที่เกิดขึ้นเพราะการคว่ำบาตรโดยชาติตะวันตก ไปจนถึงการตั้งคำถามต่อการสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธในซีเรียว่า เป็นตัวแปรทำให้สงครามกลางเมืองลุกลามและนองเลือดอย่างที่เห็นหรือไม่

ท้ายที่สุด หนังสือเล่มนี้ยังตั้งคำถามว่า ในนามการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ ชาวอิหร่านอย่างน้อยสองรุ่นต้องบอบช้ำและแลกมาด้วยอะไร เสรีภาพและความมั่นคงของชาติ ไม่สามารถเดินหน้าไปด้วยกันได้จริงหรือ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...