โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“โทนบางแค” เปิดหน้าท้าชน “บิ๊กเต่า” มีนัยใบสั่ง?

INN News

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • INN News

เรื่องราวของ เซียนพระคนดัง เปิดศึกกับ บิ๊กตำรวจ อย่างกรณีของ นายโทนทอง สุขแก่น หรือ ฉายาในวงการพระเครื่อง คือ “โทน บางแค” อายุ 43 ปี เซียนพระเครื่อง ที่เปิดหน้าชน ร้องเรียนพล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว หรือ บิ๊กเต่า รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยอ้างว่า ถูกบิ๊กเต่า กดดันให้ยกเลิกสัญญารับสภาพหนี้เดิม และให้ทำสัญญาฉบับใหม่ที่มีเงื่อนไขเสียเปรียบ โดยเรียกให้ไปเจรจาถึงห้องทำงาน ชั้น 27 อาคารกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งเป็นห้องทำงานของ บิ๊กเต่า

ซึ่ง โดยในวันดังกล่าว มีเจ้าหนี้ คือ มาดามเก่ง พร้อมทนายความ และอัยการอยู่ในห้องด้วย เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในวันที่ 17 เมษายน การร้องเรียนดังกล่าวทําให้สังคมพุ่งเป้าไปที่พลตํารวจตรีจรูญเกียรติว่าเป็น ใช้อํานาจหน้าที่ในการทวงหนี้โดยมิชอบหรือไม่

และนายโทน บางแค ยังเดินหน้าต่อด้วยการแจ้งความดําเนินคดี กับพลตํารวจตรีจรูญเกียรติ มาดามเก่ง และบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวม 5 คน ที่ สน.พหลโยธิน พร้อมยอมรับว่าเป็นหนี้มาดามเก่งจริงประมาณ 100 ล้านบาท เกิดจากการหมุนเงินในธุรกิจพระเครื่องที่บางครั้งต้องรอการขาย แต่ที่ผ่านมาได้ทยอยชำระหนี้มาโดยตลอด มีการค้ำประกันด้วยทรัพย์สินและจ่ายเช็คล่วงหน้าไปถึงปี 2570 แล้วจึงขอปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าตนฉ้อโกงหรือเบี้ยวหนี้ เพราะหากทำผิดจริงคงถูกฟ้องร้องไปนานแล้ว พร้อมย้ำว่าการออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่มีใบสั่งจากใครแน่นอน และพร้อมจะไปสาบานที่วัดพระแก้วหรือวัดไหนก็ได้

ทางด้านบิ๊กเต่า แถลงข่าวโต้กลับโทนบางแค แบบหนังคนละม้วน พร้อมไล่ไทม์ไลน์ว่า จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2568 เมื่อผู้เสียหายเข้าร้องเรียนว่าถูกกลุ่มบุคคล 7 คน ร่วมกันฉ้อโกงซื้อขายพระเครื่องมูลค่าความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท ก่อนสืบสวนต่อเนื่องจนพบผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเป็น 9 คน และมี “โทน บางแค” เป็นหนึ่งในนั้น รวมมูลค่าความเสียหายพุ่งเกิน 2,000 ล้านบาท

โดยพฤติการณ์เป็นการหลอกขายพระราคาสูง ก่อนใช้เช็คเด้งชำระเงิน และนำพระไปจำนำ สร้างความเสียหายซ้ำซ้อนในลักษณะ “ซื้อของด้วยกระดาษเปล่า” พร้อมระบุว่าก่อนหน้านี้นายโทน พยายามที่จะขอเข้าพบตนเอง 2 ครั้ง เพราะรู้ว่าตัวเองจะถูกดำเนินคดี แต่ตนเอง ก็ปฏิเสธ เพราะอยากให้ไปเคลียร์กับเจ้าหนี้เอง

ส่วนการพบกันที่ห้องทำงานชั้น 27 ยืนยันว่า “โทน บางแค” เป็นฝ่ายประสาน ผ่านป๋อง สุพรรณ เซียนพระ ชื่อดัง เพื่อขอเข้าพบเอง เพื่อเจรจาหาทางออก แต่การนำทรัพย์สินมาชดใช้ยังไม่เป็นธรรมกับผู้เสียหายพร้อมยืนยันว่าการเจรจาดังกล่าวตนเองไม่ได้มีการข่มขู่หรือพูดจาไม่ดีและไม่ได้เป็นแก๊งทวงหนี้ตามที่ถูกพาดพิง พร้อมตั้งข้อสงสัยว่า การที่ออกมาร้องเรียนตนเองในช่วงใกล้วาระการแต่งตั้ง มีนัยอะไรหรือไม่

“มาดามเก่ง” เปิดหน้า โต้กลับ โทนบางแค เช่นเดียวกัน พร้อมระบุว่า จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์กับนายโทน เกิดขึ้น เมื่อ ปี 2565 ตนต้องการขายรถเบนท์ลี่ย์ 35 ล้านบาท แต่มีคนกลางที่เป็นเซียนพระแนะนำให้รู้จักกับนายโทน โดยอ้างว่านายโทน มีความรู้เรื่องการตีราคารถหรู จึงได้เริ่มการติดต่อนายโทน เป็นครั้งแรก ก่อนที่จะมีการดีลซื้อขายด้วยการจ่ายเช็ค 10 ใบ ใบละ 3.5 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขว่าหลังจากทำสัญญา อีก 10 เดือนถึงจะมีการจ่ายเงิน เมื่อถึงเวลาที่กำหนด ปรากฏว่าเช็คดังกล่าวมีบางใบเด้ง ตนก็ยังคิดว่านายโทน เป็นคนดี

หลังจากนั้นก็ยังมีการซื้อขายของแบรนด์เนมเรื่อยมา กระทั่งในปีเดียวกัน นายโทนมาขอยืมเงิน 100 ล้านบาท อ้างว่าจะนำไปต่อยอดธุรกิจผลิตกล้องส่องพระ มีการนำตึกมาค้ำประกัน ที่อ้างว่า ตึกนี้มีมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท แต่เมื่อนำไปประเมินภายหลังกลับพบว่าได้มูลค่าเพียง 60 ล้านบาท ซึ่งการทำธุรกรรมมีสัญญาจดจำนองอย่างชัดเจน

และยังมีการซื้อขายของในลักษณะต่างกรรมต่างวาระ ยืนยันว่า ไม่เคยให้เงินโดยเสน่หา แต่พบว่าเช็คก็เด้งอยู่ตลอด จนมารวมยอดแบ่งเป็นเงิน 2 ก้อน คือ 120 ล้านบาท และ 180 ล้านบาท แต่นายโทนก็ได้นำพระพุทธรูป จำนวน 152 องค์ ที่อ้างว่าหากเก็บไว้เก็งกำไร มีมูลค่า 400-500 ล้านบาท ทำให้ตนหลงเชื่อ เนื่องจากตนไม่ได้เป็นเซียนพระ ต่อมาตนขาดสภาพคล่อง จึงนำพระทั้งหมดไปตีราคาและพบว่ามีมูลค่าเพียง 35-40 ล้านบาทเท่านั้น จึงทำให้ตนผิดหวังซ้ำอีกแม้ว่าเงิน 180 ล้านบาท จะมีการทำสัญญาถึงปี 2573 โดยส่งเป็นเช็คงวดละ 5.5 ล้านบาท แต่เมื่อตนนำไปขึ้นเงิน พบว่าไม่สามารถดำเนินการได้ จึงส่งผลให้ตนเครียดจนป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

ในวันที่ 14 มกราคม 2568 ตนได้มอบหมายให้ทีมเข้าแจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่กองบังคับการปราบปราม แต่คดีไม่มีความคืบหน้า เรื่องนี้ทำให้นายโทน รู้ตัวว่าจะเดือดร้อน จึงพยายามหาทางนัดเจรจากับบิ๊กเต่าหลายครั้งโดยประสานผ่าน “ป๋อง สุพรรณ” แต่ก็ไม่สำเร็จ กระทั่งวันที่ 17 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ตนขอยืนยันว่า นายโทน เป็นคนนัดให้ทั้ง 3 ฝ่ายมาเจอกัน และบรรยากาศในวงเจรจาวันดังกล่าวมีทั้งหมด 8 คน ประกอบด้วย ตน บิ๊กเต่า นายโทน ทนายความทั้ง 2 ฝั่ง เลขาของตน และอัยการซึ่งเป็นน้องสาว การเจรจายืนยันว่าไม่มีการข่มขู่ใดๆ พร้อมกับยกมือไหว้ผ่านสื่อ ขอโทษ บิ๊กเต่า ที่ตนเองทําให้เดือดร้อน

ส่วนกรณีที่ถูกนายโทนแจ้งความดําเนินคดีที่สน.พหลโยธิน ทั้งที่ตนเองเป็นเจ้าหนี้ ก็ไม่กังวล แต่ก็รู้สึกเสียใจ ว่าที่ผ่านมาตนเองถูกหลอกมาโดยตลอด

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...