โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

“เอกนิติ” ชี้วิกฤตพลังงานลากยาว 1-2 ปี ไม่ลดภาษีอุ้มน้ำมัน

INN News

อัพเดต 10 เมษายน 2569 เวลา 15.55 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • INN News

“เอกนิติ” ชี้วิกฤตพลังงานลากยาว 1-2 ปี ยันรัฐมีแผนรับมือครบวงจร ไม่ลดภาษีอุ้มน้ำมัน เตรียมเคาะช่วยกลุ่มเปราะบาง 11 เม.ย. นี้

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลุกขึ้นชี้แจงนโยบายรัฐบาล โดยยืนยันว่ารัฐบาลได้เตรียมแผนรับมือวิกฤตเศรษฐกิจและพลังงาน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ซึ่งวิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตระดับโลกที่มีความซับซ้อนและอาจยืดเยื้อ โดยเฉพาะผลกระทบด้านพลังงานจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างช่องแคบฮอร์มูซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสำคัญของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ อาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนและราคาพลังงานที่ผันผวน รวมถึงกระทบต่อราคาสินค้าและเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งนี้ ยอมรับว่า ราคาน้ำมันมีแนวโน้มจะไม่ลดลงในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหายจากความขัดแย้งทางทหาร ทำให้ต้องเตรียมมาตรการรองรับทั้งระบบ

สำหรับมาตรการระยะสั้น รัฐบาลจะเร่งดูแลค่าครองชีพของประชาชน โดยเน้นการช่วยเหลือแบบ “ตรงจุด” ไปยังกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจริง ไม่จำกัดเฉพาะผู้ใช้รถยนต์ แต่ครอบคลุมถึงกลุ่มเปราะบาง เกษตรกร และภาคประมง โดยเตรียมนำมาตรการเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 11 เม.ย. นี้

นายเอกนิติ ชี้แจงว่า รัฐบาลยังคงใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือหลักในการพยุงราคา ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบของไทยเมื่อเทียบกับหลายประเทศ ขณะที่การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันไม่ใช่แนวทางที่เลือกใช้ เนื่องจากภาษีดังกล่าวเป็นแหล่งงบประมาณสำคัญในการดูแลระบบสาธารณสุข ทั้งโรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ และค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเราต้องใช้ทรัพยากรอย่างจำกัดให้คุ้มค่าที่สุด และดูแลประชาชนให้ตรงกลุ่ม หากช่วยผิดจุด อาจนำไปสู่วิกฤตซ้อนวิกฤตได้

นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมด้านการเงินการคลัง เพื่อรองรับสถานการณ์หากวิกฤตยืดเยื้อ โดยย้ำบทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ

ส่วนในระยะยาว นายเอกนิติ ระบุว่า วิกฤตครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะด้านความมั่นคงทางพลังงาน อาหาร และยา ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นฐานการผลิตสำคัญ และสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้

พร้อมกันนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าส่งเสริมพลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน ควบคู่กับการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเศรษฐกิจสุขภาพ โดยเปิดทางให้ภาคเอกชนและนักลงทุนต่างชาติเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ผ่านการ “ปลดล็อก” กฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อเร่งการลงทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยี

นายเอกนิติ ยังระบุว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปจะต้องอาศัยการลงทุนของภาคเอกชนเป็นหลัก หลังพบว่าภาครัฐและเอกชนมีอัตราการเติบโตที่สามารถช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ในช่วงที่ผ่านมา

ช่วงท้าย นายเอกนิติแสดงความเชื่อมั่นว่า แม้วิกฤตครั้งนี้จะมีความรุนแรง แต่หากมีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ทั้งการช่วยเหลือระยะสั้นและการปฏิรูปเชิงโครงสร้างในระยะยาว ประเทศไทยจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้ และกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเราต้องไม่เพียงช่วยให้ประชาชนอยู่รอด แต่ต้องทำให้เขาเติบโตได้หลังวิกฤต ทั้งรายได้ที่เพิ่มขึ้น ธุรกิจที่แข็งแรงขึ้น และขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศที่ดีขึ้น ตนเชื่อว่าเราจะผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...