‘เสรีพิศุทธ์’ เหน็บครม.เด็กฝึกงาน แถม 1 ใน 3 ถูกดีเอสไอชี้มูลเอี่ยวคดีฮั้วสว.
เมื่อวันที่ 9 เม.ย.ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ซึ่งมีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 162
พ.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวช หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวว่า ตนขอแสดงความยินดีกับคณะรัฐมนตรี (ครม.)ชุดใหม่ แต่รู้สึกจะมีบรรดาลูกเทพและเด็กฝึกงานมากไปหน่อย อีกทั้ง ในครม.ชุดนี้ ยังมีบุคคลที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ชี้มูลความผิดเรื่องฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) 12 คน หรือ 1 ใน 3 ของ ครม. ประชาชนลองนึกภาพดูเลยว่า ผลการทำงานของครม.นี้จะออกมาในรูปแบบใด ซึ่งตัวอย่างก็ออกมาให้เห็นแล้วเรื่องน้ำมัน เดี๋ยวทำงานไปสักพักจะเข้าใจว่าเป็นอย่างไร
พ.ต.อ.เสรีพิสุทธ์ กล่าวถึงนโยบายรัฐบาลเรื่องการสร้างความมั่นคง ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เพื่อให้ปลอดภัยจากอาชญากรรมรูปแบบต่างๆ ว่าจะบังคับใช้กฎหมายกับคนทำผิด ผู้มีอิทธิพล ปราบการพนันผิดกฎหมาย ขจัดยาเสพติด การตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งตนเรียกว่านี่เป็นงานที่เด็กๆ ทำกัน ไม่ใช่งานที่รัฐบาลทำ แต่รัฐบาลควรทำงานนโยบายมากกว่านี้ในการพัฒนาคน พัฒนาองค์กรให้พร้อมทำงานได้
พ.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า อย่างระบบกระบวนการยุติธรรม ประกอบด้วย ตำรวจ อัยการ ศาล โดยตำรวจเป็นต้นทางกระบวนการยุติธรรม เป็นคนจับ คนทำสำนวนส่งอัยการ มีความเห็นฟ้อง แล้วศาลเป็นผู้ตัดสิน แต่ที่ผ่านมารัฐจะไปทุ่มเทในการพัฒนาองค์กรตุลาการ องค์กรอัยการ มีสวัสดิการต่างๆ อย่างเต็มที่ แต่ไม่ได้เหลียวแลตำรวจเลย จึงเห็นว่ารัฐบาลควรหันมาพัฒนาตำรวจให้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันกว่าจะได้ตำรวจ 1 นาย ต้องเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร 2 ปี เรียนนายร้อยตำรวจ 1 ปี จบได้ยศร้อยตำรวจตรี ถ้าไม่พอก็จะรับคนจบนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์มาเรียนต่อ 6 เดือน ก็รับยศเท่ากัน ทั้งนี้ตนมองว่า ไม่ว่าจะจบจากที่ไหนก็เหมือนกัน อยู่ที่คน ที่ประสบการณ์ ดังนั้นรัฐอาจต้องตัดสินใจว่า จะเสียงบประมาณ 6 ปี ให้คนเรียนนายร้อยตำรวจ กับการรับคนจบมหาวิทยาลัมาอบรมเพียง 6 เดือน อย่างไหนประหยัดกว่า ก็ควรเลือกอันนั้นคือรับจากมหาวิทยาลัยเข้ามา อาจจะอบรม 2 ปี ให้วุฒิปริญญาโท ก็จะได้ข้าราชการตำรวจที่มีความรู้ ความสามารถทำงานให้ประชาชนมากกว่านี้ ย้ำว่าถ้างานป้องกันทำได้ดี ก็สามารถลดจำนวนอัยการ ผู้พิพากษาได้
พ.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวต่อว่า เมื่อยศเท่ากันแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อคือ รัฐธรรมนูญมาตรา 258 ง ด้านกระวนการยุติธรรม ข้อ 2 ปรับปรุงระบบการสอบสวนคดีอาญาให้มีการตรวจสอบ ถ่วงดุลระหว่างตำรวจ และพนักงานอัยการ อย่างเหมาะสม ดังนั้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ควรกำหนดจำนวนพนักงานสอบสวนให้พอกับปริมาณงาน รวมถึงปรับสวัสดิการ เงินเดือนพนักงานสอบสวนให้เทียบเท่าพนักงานอัยการ
“ทั้งหมดที่กล่าวมานี้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของนายกฯ ทั้งสิ้น ไม่รู้ว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล จะรู้หน้าที่นี้ไหม แต่ผมคิดว่าท่านไม่รู้ เพราะทำงานการเมือง ก็ว่าแต่เรื่องการเมือง รัฐธรรมนูญท่านก็ไม่ได้อ่าน กฎหมายตำรวจท่านก็ไม่ได้อ่าน ส่วนตำรวจก็อ่านแต่กฎหมายตำรวจ รัฐธรรมนูญท่านก็ไม่ได้อ่าน มันเลยไม่ได้มีการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญกัน” พ.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าว
พ.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวต่อว่า เมื่อครม.จะบริหารประเทศแล้ว ครม. ข้าราชการ ประชาชนต้องทำงานร่วมกัน ตนก็ขอฝากอุดมการณ์ในการทำงาน 6 ข้อคือ 1.ขยัน 2.ประหยัด 3.ซื่อสัตย์ 4.เสียสละ 5.พึ่งตัวเอง และ 6.ร่วมมือกัน การที่ประชาชนอยู่ดีมีสุขคือเป้าหมายของรัฐบาล ดังนั้นต้องแก้ที่ต้นเหตุพัฒนาคน ให้มี 6 ข้อดังกล่าว หากทำได้บ้านเมืองจะสงบเรียบร้อย ท่านก็จะสามารถพูดได้ว่า “รวยแล้ว รวยอีก รวยไม่รู้เรื่อง รวยไม่ไหวแล้ว พอแล้ว” อะไรต่างๆ เหล่านี้จะได้เป็นของจริงสักที.