โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สถิติโกงออนไลน์ สัปดาห์เดียวเสียหาย 373 ล้าน เปิด 4 เคสใหญ่สูญหลักล้าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 28 เม.ย. เวลา 10.25 น. • เผยแพร่ 28 เม.ย. เวลา 10.23 น.

ACSC เผยตัวเลขคดีโกงออนไลน์ สัปดาห์เดียวรับแจ้งกว่า 6,500 คดี ความเสียหายรวมกว่า 373 ล้านบาท ชี้ “หลอกลงทุน” แม้คดีไม่มากแต่สร้างความเสียหายสูงสุด พร้อมยก 4 เคสใหญ่สูญเงินหลักล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 19-25 เม.ย. 69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 6,502 คดี มูลค่าความเสียหาย 373,663,908 บาท ซึ่งคดีที่รับแจ้งรอบนี้เพิ่มขึ้นจากห้วงวันที่ 12 เม.ย.-18 เม.ย.69 จำนวน 1,505 คดี และพบว่ามูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้น 104,742,918 บาท

ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่าภาพรวมจำนวนคดีและมูลค่าความเสียหาย เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่แล้วทั้ง 2 แบบ คิดเป็น 30 กว่าเปอร์เซ็นต์

สำหรับการรับแจ้งความ อันดับ 1 ครองแชมป์ต่อเนื่องยังคงเป็น การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ สะท้อนให้เห็นว่ารูปแบบอาชญากรรมในช่วงนี้ยังคงเป็นแบบกระจายตัว ไม่ใช่การเกิดคดีใหญ่เพียงคดีใหญ่เพียงคดีเดียวแล้วมูลค่าพุ่งสูงโดดเด่น ขณะที่อันดับ 2 เป็นเรื่องการหลอกลวงด้านการจ้างงาน ที่รอบนี้มีสัดส่วนคดีเพิ่มขึ้น และเป็นหมวดที่มีมูลค่าความเสียหายสูงเป็นอันดับต้น ๆ

แต่ที่น่ากังวลที่สุดพบว่า การหลอกลวงด้านการเงินและการลงทุน แม้จำนวนคดีจะน้อย แต่สร้างความเสียหายมหาศาล ถือว่าเป็นกลุ่มที่ “เหยื่อรายน้อยแต่เจ็บหนัก”

ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังพบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย และยังคงเป็นกลุ่มอายุ 21-30 ปี ที่มักตกเป็นเหยื่อมากที่สุด โดยจำนวนผู้เสียหายสูงสุด อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ ก็พบว่า อยู่ในกลุ่มอายุ 21-30 ปี เช่นกัน

ขณะที่อันดับ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ กลับพบ 2 กลุ่มอายุที่มักตกเป็นเหยื่อในสัดส่วนที่เท่ากัน คือกลุ่มอายุ 21-30 ปี และ 31-40 ปี และอันดับ 3 คดีอาชญากรรทางเทคโนโลยีลักษณะอื่นๆ คือกลุ่มอายุ 31-40 ปี

ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอเตือนภัยประชาชนอีกครั้ง โดยเฉพาะสำหรับการลงทุน โดยสามารถป้องกันความเสี่ยงในการลงทุนทุกชนิดได้ ด้วยการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ ดังนี้

1.ตรวจสอบข้อมูลก่อนลงทุนผ่านแอป SEC Check First ของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยให้สังเกตผลการค้นหา ดังต่อไปนี้

– ต้องพบชื่อบริษัทในระบบอย่างชัดเจน
– ระบุสถานะว่า “ได้รับอนุญาต” หรือ “ยังประกอบธุรกิจได้ตามปกติ”
– มีเลขที่ใบอนุญาต ระบุประเภทใบอนุญาตชัดเจน
– มีรายละเอียดที่อยู่สำนักงาน และข้อมูลติดต่อที่ตรวจสอบได้
– รายชื่อผู้แนะนำการลงทุน/ผู้บริหาร ปรากฏในระบบอย่างถูกต้อง

2.ตรวจสอบบัญชีก่อนโอนเงินทุกครั้ง

– ชื่อบัญชีที่รับโอนเงินต้องตรงกับชื่อบริษัทที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น หากระบุให้โอนเงินลงทุนไปยังบัญชีบุคคลธรรมดา นั่นคือมิจฉาชีพ 100 % เช่นเดียวกัน หากมีการเปลี่ยนบัญชีนิติบุคคลรับฝากเงินลงทุนบ่อยครั้ง รวมถึงเปลี่ยนบัญชีนิติบุคคลในการโอนเงินหรือผลกำไรคืนมาให้เรื่อยๆ นั่นก็คือมิจฉาชีพ 100% เช่นกัน

– หากพบความผิดปกติ ควรหยุดโอนเงินทันทีและรีบตรวจสอบกับบริษัทที่ถูกกล่าวอ้างผ่านทางช่องทางหลัก

3.ระวังแอปพลิเคชันปลอม

– มิจฉาชีพสามารถสร้างแอปพลิเคชันปลอม เลียนแบบชื่อ โลโก้ และรูปแบบแอปฯทางการ แล้วนำไปเผยแพร่ใน Store ได้ ดังนั้น การดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจาก App Store หรือ Google Play อาจไม่ปลอดภัยเสมอไป

ที่สำคัญ ขอให้ประชาชนใช้ความรอบคอบในการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง ตรวจสอบข้อมูลผ่านแอป

SEC Check First ให้ครบถ้วนก่อนโอนเงิน และอย่าหลงเชื่อข้อเสนอผลตอบแทนสูงผิดปกติหรือการเร่งรัดให้ตัดสินใจ เพราะการตรวจสอบเพียงไม่กี่นาที อาจช่วยป้องกันความเสียหายทางการเงินจำนวนมากได้

ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC ที่ประสานงานร่วมกันกับกลุ่มธนาคารต่างๆ จนมีผลปฏิบัติการต่างๆ และสามารถจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จำนวน 10 เคส ผู้ต้องหาจำนวน 14 ราย จำนวนนี้มีชาวไทย 10 ราย ชาวต่างชาติ 4 ราย (สัญชาติเมียนมา 3 รายและรัสเซีย 1 ราย) พร้อมตรวจยึดเงินสดได้กว่า 2 ล้านบาท

ขณะเดียวกันได้ประสานตำรวจพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที ได้ทั้งหมด 10เคส สามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมด จำนวน 34 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 4.5 ล้านบาท

สำหรับเคสการช่วยเหลือที่น่าสนใจและมีมูลค่าความเสียหายสูง ได้แก่

เคสที่ 1 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ตลิ่งชัน เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นหญิงวัย 60 ปี ซึ่งอยู่ในภาวะซึมเศร้าอย่างหนัก หลังถูกมิจฉาชีพหลอกลวงซ้ำซาก โดยเหตุการณ์เริ่มตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 ผู้เสียหายได้พูดคุยกับผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ก่อนถูกดึงเข้ากลุ่มไลน์ชื่อ “She by Shi Official”

จากนั้นถูกสมาชิกในกลุ่มไลน์ชื่อ “Mc Krittika” และ “ผจก.รัฐศาสตร์” ใช้กลอุบายชักชวนลงทุนเกี่ยวกับธุรกิจผ้า ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินออกไปหลายครั้ง รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 5 ล้านบาท ล่าสุดผู้เสียหายยังได้โอนเงินออกไปเพิ่มอีก 500,000 บาท เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเร่งลงพื้นที่เข้าตรวจสอบ พร้อมอธิบายให้ผู้เสียหายรู้ตัวว่ากำลังตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ให้หยุดโอนเงินทันที พร้อมแนะนำให้ผู้เสียหายรวบรวมพยานหลักฐานเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เคสที่ 2 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศปอส.ภ.จว.เชียงใหม่ เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นชายรายหนึ่งในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ หลังพบการทำธุกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ โดยจากการตรวจสอบพบว่าผู้เสียหายกำลังถูกมิจฉาชีพในรูปแบบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สวมรอยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลอกลวงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน จนหลงเชื่อส่งมอบเงินสดจำนวน 1.6 ล้านบาท ให้บุคคลนิรนามที่หน้าบ้านพัก เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และยังถูกหว่านล้อมให้โอนเงิน พร้อมฝากเงินสดเพิ่มเติมอีกหลายครั้ง รวมมูลค่าความเสียหายสูงถึง 2.2 ล้านบาท

โดยขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าพบผู้เสียหายยังคงไม่ทราบว่าตนเองตกเป็นเหยื่อ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้อธิบายกลโกงของมิจฉาชีพให้ผู้เสียหายทราบ ว่านั่นคือตำรวจปลอม ให้หยุดโอนเงินทันที ก่อนจะแนะนำให้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเข้าแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เคสที่ 3 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.เพชรเกษม และ สภ.บางศรีเมือง เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นหญิงวัย 69 ปี หลังตรวจพบธุรกรรมการเงินผิดปกติจากการถูกมิจฉาชีพหลอกโอนเงินมัดจำที่ดิน มูลค่าความเสียหายรวม 1.8 ล้านบาท และกำลังจะโอนเพิ่มอีกกว่า 6 ล้านบาท ไปยังบัญชีม้าในลักษณะหลอกลงทุน

โดยจากการลงพื้นที่สืบสวนพบว่า ผู้เสียหายได้ย้ายที่พักอาศัยไปอยู่ที่ อ.เมือง จ.นนทบุรี เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงได้รีบโทรศัพท์ประสานแจ้งเตือนให้ระงับการโอนเงินทันที พร้อมแนะนำให้ผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.บางศรีเมือง โดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งประสานงานเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เร่งดำเนินการขยายผลและติดตามตัวคนร้ายมาดำเนิคดีตามกฎหมายต่อไป

เคสที่ 4 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กระตีบ จ.นครปฐม เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นหญิงวัย 55 ปี หลังถูกมิจฉาชีพในคราบพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์หลอกลวง โดยเริ่มจากการประกาศขายนมผงผ่านทางเฟซบุ๊ก ซึ่งเมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินสั่งซื้อไปแล้ว กลับถูกคนร้ายใช้อุบายล่อลวงต่อว่าได้รับสิทธิพิเศษ แต่มีเงื่อนไขให้ช่วยโปรโมตส่งเสริมการขายผ่านแอปพลิเคชันไลน์ พร้อมหว่านล้อมให้เลือกแคมเปญลงทุนและโอนเงินเพิ่มเพื่อทำกิจกรรมตามขั้นตอน

ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปรวมทั้งสิ้นกว่า 1.5 ล้านบาท เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวผู้เสียหายเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.กระตีบ เพื่อสอบปากคำและรวบรวมพยานหลักฐาน เร่งติดตามตัวขบวนการมิจฉาชีพมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สถิติโกงออนไลน์ สัปดาห์เดียวเสียหาย 373 ล้าน เปิด 4 เคสใหญ่สูญหลักล้าน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...