โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

เล่นใหญ่! แปลงโฉมลุค ‘ตั้ม จอมพลัง’ ขอช่วยสมาคมคนตาบอด-ถูกแย่งโควตาหวย

เดลินิวส์

อัพเดต 5 กันยายน 2569 เวลา 19.23 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
“ทนายตั้ม” สลัดลุค ขึ้นท้ายกระบะ สวมชุดเกราะ ใส่แว่นกันแดด เหน็บการ์ดดูแลความปลอดภัย ไม่สน “กัน จอมพลัง” คำติติงกล่าวหาหาแสง ยืนยัน ขอช่วยผู้พิการและสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ได้รับความยุติธรรม หลังพยายามติดตามทวงถามความคืบหน้า

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 5 ก.ย. ที่ สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ซอยบุญอยู่ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรืออดีตทนายตั้ม ได้แปลงโฉมแต่งกายเลียนแบบคล้าย นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือเป็นที่รู้จักในนาม "กัน จอมพลัง" โดยมีการติดหนวดปลอม สวมเสื้อเกราะ สวมเสื้อทับในและกางเกงขายาวสีดำทั้งตัว ประกอบกับใส่แว่นตากันแดดสีดำ และท่าทางประกอบอากัปกิริยาเฉกเช่น "กัน จอมพลัง" เวลาลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน โดยวันนี้นายษิทรา ยังได้เดินทางมาด้วยการยืนที่ท้ายรถกระบะ พร้อมบอดี้การ์ดประกบซ้าย-ขวา หน้า-หลัง และโบกมือทักทายสื่อมวลชน ก่อนเปิดเผยกับสื่อมวลชนที่ปักหลักติดตามทำข่าว ว่า "สื่ออย่าเพิ่งถ่าย ขอผมไลฟ์สดเสร็จก่อน แล้วเดี๋ยวเข้าไปช่วยเคสครับ ตอนนี้ผมมาถึงแล้ว หากใครที่เข้ามาดูแล้ว กดใจส่งมาเลยนะครับ อากาศร้อนนะครับ" พร้อมทำท่านำเอากระดาษทิชชูซับเหงื่อ และลงจากรถกระบะ ก่อนพูดว่า "วันนี้ผมมาช่วยคนพิการตาบอด เรื่องนายกัน จอมพลัง เราอย่าไปใส่ใจ วันนี้เรามาทำความดีกันดีกว่า" ก่อนจะเดินเข้าบริเวณด้านในอาคารสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย

โดย นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรืออดีตทนายตั้ม เปิดเผยว่า จากที่วานนี้ (4 ก.ย. 69) ตนได้ไปที่กระทรวงมหาดไทย ซึ่งตอนแรกตนกะมาช่วยเหลือเงียบ ๆ ไม่ได้นัดหมายจะพาสื่อมวลชนมา แต่พอแจ้งภารกิจสื่อก็สนใจอยากช่วยผู้พิการคนตาบอดในเรื่องโควตาหวย จึงได้พาสื่อมา อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่อยากช่วยให้มีการแก้ไข คือ กรณีของสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬาคนตาบอดแห่งประเทศไทย ฯลฯ จริง ๆ แล้วจะต้องได้รับโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลมาขาย แต่ด้วยความที่พวกเขาพิการ ไม่สามารถประกอบอาชีพเหมือนเราปกติได้ แต่กลับมีคนที่มีอิทธิพลมีเส้นสายกลับเอาโควตาสลากกินแบ่งของผู้พิการไปใช้สร้างรายได้จนฐานะร่ำรวย ตนจึงอยากให้สื่อได้ฟังความรู้สึกของพวกเขาบ้าง

นายษิทรา เผยอีกว่า เรื่องโควตาสลากมันมีผลประโยชน์มหาศาล ไม่รู้ถึงใครบ้าง แต่ตนก็ไม่อยากให้คนที่แข็งแรงสมบูรณ์ไปแย่งโควตาสลากกินแบ่งของผู้พิการตาบอด หรือแขนขาขาด ในเมื่อคุณทำมาหากินได้ อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ตนจะไปติดตามที่ดีเอสไอว่าสืบสวนไปถึงไหน และจะได้ขยายดูในเรื่องของเส้นทางการเงิน และจะไปติดตามที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วยว่าคนที่ควรได้รับสลากกินแบ่ง ก็ควรได้รับตามสิทธิ เพราะโควตามันไปที่นักการเมือง อินฟลูเอนเซอร์ ทำให้พวกเขาร่ำรวยจากการแย่งโควตาผู้พิการตรงนี้ ส่วนกรณีที่มีคนบอกว่าการที่ตนออกมาตรงนี้คือการหาเเสงนั้น ตนอยากบอกว่าแล้วแต่จะมอง จะหาว่าหาแสงก็ได้ แต่เอาแบบนี้ดีกว่า "ผมถาม FC เลย จะให้ผมทำไหม หรือไม่ให้ทำ หรือจะให้หยุดพักไปเลย ไม่ให้ทำไหม จะให้ทำต่อไหม โหวตมาเลย เรื่องช่วยคนตาบอด จะให้ผมทำไหม จริง ๆ ผมก็ไม่ได้อยากไปยุ่งอะไรกับเขามากมายหรอก ผมก็อยากทำความดีของผม ไม่อยากไปทะเลาะอะไร ไม่มีเอามาเป็นเครื่องมือการเมือง เราทำกันมาก่อนหน้านี้แล้ว"

นายษิทรา ยังพูดถึงมูลนิธิใหญ่ชื่อดัง กรณีมีการซื้อเสื้อเกราะโดยใช้เงินบริจาคของมูลนิธิพร้อมกับประเด็นที่อีกฝ่ายออกมาไลฟ์สดว่าได้มีการยื่นงบให้ตรวจสอบแล้วนั้น ตนมองว่าเป็นการตอบไม่ตรงประเด็น เพราะการยื่นงบไม่ได้เป็นการพิสูจน์ว่าการใช้จ่ายเงินบริจาคถูกต้องจริงหรือไม่ อีกทั้งเมื่อมีคนเข้าไปสอบถามหรือคอมเมนต์กลับถูกบล็อก นอกจากนี้ ตนขอนำหลักฐานราคาเสื้อเกราะระดับ 4 (Level 4) มาแสดงต่อสื่อมวลชน โดยมูลนิธิเคยอ้างว่าซื้อมาได้ในราคาถูกเพียง 6,000 บาท (จากราคาเต็ม 20,000 บาท) แต่ความจริงราคา 6,000 บาทนั้น เป็นราคาซื้อเพียงแผ่นป้องกันด้านหน้าแผ่นเดียว ไม่ใช่ทั้งชุด ขณะที่ร้านค้าทั่วไปจำหน่ายเกราะระดับ 4 แบบครบชุดทั้งหน้า-หลัง อยู่ที่ราคาเพียง 6,990 บาทเท่านั้น ซึ่งถ้าหากซื้อทั้งหน้าหลัง ก็จะต้องราคามากกว่า 6,990 บาท อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีสายข่าวและแหล่งข่าวส่งข้อมูลเรื่องการตั้งบริษัทนอมินี โดยให้พรรคพวกตนเองเปิดบริษัทมารับงานของมูลนิธิเพื่อกินส่วนต่างจากเงินบริจาค โดยตนจะต้องพูดคุยกับแหล่งข่าวอีก 2 คนในวันนี้ด้วย ซึ่งถ้าหากทั้ง 2 คนกล้าที่ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ เราก็จะสามารถรวบรวมหลักฐานเพื่อเตรียมเข้ายื่นเรื่องต่อดีเอสไอในข้อหาฟอกเงินในสัปดาห์หน้าได้

ทั้งนี้ ก่อนที่จะจบการแถลงข่าว นายษิทรา ได้ฝากไปถึง FC ว่า “ผมไม่ได้มาหาแสง แต่ตัวของผมก็มีลูก ผมอยากให้ลูกของผมวันหนึ่งได้เห็น” พร้อมทำท่าสะอื้น และมีน้ำตาคลอเบ้า และพูดต่อว่า “ได้เห็นในสิ่งที่ผมทำว่าสิ่งที่ผมทำมันมีประโยชน์นะ มันมีคนได้ประโยชน์กับประเทศชาติ วันหนึ่งลูกของผมโตขึ้นเขาจะเห็นเอง จะเห็นเองว่าสิ่งที่ป๊าทำมันเกิดผลประโยชน์กับคนที่เราให้ความช่วยเหลือจริง ๆ สักวันจะเห็นกันเอง แค่นี้แหละครับ” ทั้งนี้ ระหว่างการสัมภาษณ์ นายษิทรา ได้นำกระดาษทิชชูออกมาซับหน้าอยู่เป็นระยะ ๆ อีกด้วย

ส่วนตัวแทนผู้พิการทางสายตา ที่เดินทางมารับเอาเล่มสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า ปกติแล้วตนจะเดินทางมารับเล่มสลากกินแบ่งทุกวันที่ 5 และวันที่ 20 ของเดือน ซึ่งแต่ละคนก็ได้โควตาแตกต่างกันไป แต่เฉลี่ยอยู่ที่ 3-5 เล่ม ซึ่งในการมารับเอาเล่มสลากกินแบ่งรัฐบาล ผู้มารับจะต้องแสดงบัตรสมาคม แต่ก็ยอมรับว่าเป็นจำนวนเล่มที่น้อยมากเมื่อเทียบกับสิทธิที่ควรจะได้รับ

ขณะที่ นายศุภชัย สงพินิจ อดีตนักกีฬากรีฑาทีมชาติไทย (ผู้พิการทางสายตา) ระบุว่า พี่ทนายตั้มเป็นคนแรกที่เปิดเผยเรื่องนี้ ตนอยากบอกว่าตนเดือดร้อน ทั้งที่เราเป็นนักกีฬาผู้พิการของสมาคมจริง แต่สมาคมฯ ได้รับโควตา ในขณะที่ตนเป็นนักกีฬาของสมาคมฯ กลับไม่ได้รับการจัดสรรโควตา แต่โควตาพวกนี้กลับไปอยู่ในมือของนักการเมืองและผู้มีอิทธิพลแทน รวมถึงอินฟลูเอนเซอร์ด้วย ตนเลยลำบาก เพราะเราก็อยากมีอาชีพ แต่ตอนนี้เหมือนสิทธิเราหายไป อย่างไรก็ดี หลักฐานที่เป็นรูปธรรม มันคือเอกสารที่ตนเคยไปยื่นที่ดีเอสไอกับกระทรวงยุติธรรมก่อนหน้านี้ แต่ในการต่อสู้ที่ผ่านมา ก็ไม่ได้รับทราบความคืบหน้าเลย

ซึ่งดีเอสไอได้มีการสืบสวนสอบสวนจนมีหนังสือไปถึงการกีฬาแห่งประเทศไทย และสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่เรื่องก็ไม่มีความคืบหน้า แม้มีข้อมูลจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้ระบุว่า ได้จัดสรรสลากกินแบ่งให้ใครบ้าง จึงอยากรู้ว่าแต่ละแห่งได้รับจัดสรรสลากกินแบ่งรัฐบาลไปจำนวนเยอะมาก แต่ผู้พิการจริง ๆ ของสมาคมฯ กลับถูกเบียดบังสลากกินแบ่งรัฐบาล ไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งนี้ ในบรรดารายชื่อองค์กรที่ได้รับการจัดสรรโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลล้วนมีความเกี่ยวพันกับนักการเมือง และสลากกินแบ่งเหล่านี้ก็เป็นเหมือนท่อน้ำเลี้ยงของนักการเมือง ตนจึงอยากให้เรื่องนี้ได้รับความยุติธรรม และกำจัดนักการเมืองเลวที่เบียดเบียนโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลของผู้พิการ ขนาดศาลากลางจังหวัดบางแห่งก็ยังได้สลากกินแบ่งรัฐบาล ตนมองว่าไม่ถูกต้อง

นายศุภชัย กล่าวอีกว่า ตนทราบว่าดีเอสไอได้มีหนังสือแจ้งไปยังสมาคมกีฬาคนตาบอดแห่งประเทศไทย ว่า สมาคมกีฬาคนตาบอดแห่งประเทศไทย ได้รับสลากกินแบ่งจริง แต่ไม่ได้จัดสรรให้กับนักกีฬา ทำให้พบข้อมูลจาก สส. ว่ามันมีการจัดสรรให้คนปกติไปสมอ้างรับสลากกินแบ่งรัฐบาลแทน และข้อสำคัญอย่างยิ่ง คือ คนที่ติดต่อขายสลากกินแบ่งให้นักการเมือง มีเงินไหลเข้าบัญชีเดือนละ 20 ล้านบาท ปีหนึ่งเฉลี่ย 200 ล้านบาท เรามีหลักฐานเส้นทางการเงินทั้งหมดในเรื่องนี้ ตนจึงอัดอั้นตันใจที่เราไม่ได้รับความยุติธรรมเลย เพราะคนพิการตาบอดได้รับสลากกินแบ่งรัฐบาลกันคนละ 2-3 เล่ม แต่ทางนู้นเอาไปเป็นหมื่นเป็นพันเล่ม

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า ตนอยู่กับสลากกินแบ่งรัฐบาลมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 ประท้วงที่สนามหลวง จากนั้นอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ได้รับคนพิการไปจัดทำโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล ตนอยู่ตรงนี้มา 52 ปีแล้ว ดังนั้น เดิมทีนักการเมืองและหน่วยงานราชการถือโควตา แต่หลัง ๆ หน่วยงานราชการไม่ได้ถือโควตาแล้ว กลายเป็นนักการเมืองไปเอามาขายแทน ไปบังคับเอาจากสลากกินแบ่งรัฐบาล และขายส่งกับยี่ปั๊ว จนยี่ปั๊วมาขายส่งทุกวันนี้ ถ้าไม่มียี่ปั๊วเป็นคนกลาง ตนก็ไม่อยากโทษยี่ปั๊วหรอก เพราะเขาเป็นคนกลางมีซื้อเข้าขายออก แต่เป็นนักการเมืองนี่แหละที่มาเบียดเบียนเอาไป

ทั้งนี้ มีรายงานเพิ่มเติมว่า ผลสรุปการตรวจสอบสืบสวนของดีเอสไอ โดยกองกิจการอำนวยความยุติธรรม ระบุว่า มีความผิดปกติ และได้ส่งหนังสือแจ้งไปยังการกีฬาแห่งประเทศไทยรับทราบแล้ว ซึ่งการกีฬาแห่งประเทศไทยก็ได้มีการแก้ไขชื่อของคนที่ไม่ใช่ผู้พิการในการรับจัดสรรโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่อย่างไรก็ตาม แม้การกีฬาแห่งประเทศไทยได้มีการแก้ไขรายชื่อแล้ว แต่โควตาเล่มสลากกินแบ่งรัฐบาลก็ยังคงไม่ถึงผู้พิการดังเดิม.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...