โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“สุวัจน์” เปิดงาน “MONEY EXPO 2026 KORAT” ชี้ AI-เศรษฐกิจสีเขียว ทางรอดไทยก้าวข้ามวิกฤต

การเงินธนาคาร

อัพเดต 07 ส.ค. เวลา 15.26 น. • เผยแพร่ 07 ส.ค. เวลา 08.26 น.

สุวัจน์ ลิปตพัลลภ เปิดงาน MONEY EXPO 2026 KORAT ชี้ 4 ปัญหาเศรษฐกิจไทย เสนอปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ หนุน ใช้ AI ช่วย SME เดินหน้าเศรษฐกิจสีเขียว เป็นทางรอดไทยก้าวข้ามวิกฤต

7 ส.ค. 2569 - นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงานมหกรรมการเงินโคราช ครั้งที่ 20 MONEY EXPO 2026 KORAT จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-9 สิงหาคม 2569 ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ ชั้น 3 เดอะมอลล์ โคราช จังหวัดนครราชสีมา ภายใต้แนวคิด “AI WEALTH CREATION ขับเคลื่อนความมั่งคั่งด้วยพลังเอไอ” ว่า MONEY EXPO 2026 KORAT มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเงิน รวมถึงเป็นช่องทางสำคัญในการนำสินเชื่อมาสู่ผู้ประกอบการ

สำหรับแนวคิดหลักของงานปีนี้ คือ AI Wealth Creation สร้างความมั่งคั่งด้วยพลัง AI ซึ่งปัจจุบัน AI ได้เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจ เปลี่ยนวิถีชีวิตของประชาชนทุกคน จนมีการนิยามว่าเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 5 หรือ หรือ ยุค 5.0 ทั้งนี้การปฏิวัติอุตสาหกรรมในแต่ละยุคสะท้อนให้เห็นว่า ระยะเวลาการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีสั้นลงเรื่อยๆ

โดยยุค 1.0 ใช้ระยะเวลายาวนานถึง 80 ปี เป็นการค้นพบพลังงานไอน้ำ พลังงานน้ำ และถ่านหิน ซึ่งก่อให้เกิดนวัตกรรมสำคัญคือ โรงงานทอผ้าและรถไฟ ยุค 2.0 ระยะเวลา 44 ปี เป็นยุคของพลังงานไฟฟ้า เครื่องยนต์สันดาบ และระบบการผลิตแบบสายพาน (Mass Production) นำไปสู่การเกิดรถยนต์และเครื่องบิน ยุค 3.0 ระยะเวลา 40 ปี เริ่มต้นการใช้คอมพิวเตอร์ ระบบอัตโนมัติ และการพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ ยุค 4.0 ระยะเวลา 15 ปี ยุคของ Internet of Things (IoT) Big Data และ Cloud Computing และยุค 5.0 (ปัจจุบัน) คือยุคของ AI ที่เน้นการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และเครื่องจักร โดยมีการคาดการณ์ว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้า หากมีการนำ Quantum Computer มาใช้ จะกลายเป็นฮาร์ดแวร์สำคัญที่เร่งประสิทธิภาพของ AI จนก้าวข้ามจาก AI เฉพาะทางในปัจจุบัน ไปสู่ AGI (Artificial General Intelligence)

“วันนี้โลกาภิวัฒน์หายไปแล้วแต่เกิดการแบ่งขั้วอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์ประกอบกับการจับคู่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ทรัพยากรที่มีคุณค่าที่ถูกช่วงชิงมากที่สุดในตอนนี้กลายเป็นพลังงานกับ AI”

นายสุวัจน์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ไทยเป็นประเทศที่เล็กเกินไปที่จะควบคุมปัจจัยภายนอกได้ ดังนั้นจึงต้องวางนโยบายเพื่อให้อยู่กับความผันผวนต่างๆ ได้โดยไม่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและเศรษฐกิจในประเทศ อย่างไรก็ตามเมื่อหันมามองเศรษฐกิจภายในประเทศแล้วกลับพบปัญหาในหลายด้าน ได้แก่

1. วิกฤตหนี้สิน โดยปัจจุบันหนี้สาธารณะพุ่งสูงถึง 67-68% ของ GDP ใกล้เพดาน 70% ขณะที่หนี้ครัวเรือนสูงถึง 86% ของ GDP ทำให้ขีดความสามารถในการกู้ยืมและกำลังซื้อถดถอย

2. สังคมสูงวัย โดยประชากรไทยกว่า 20% เป็นผู้สูงอายุ ทำให้กำลังการผลิตของประเทศหายไป และงบประมาณต้องถูกนำไปใช้ด้านสวัสดิการสูงขึ้น

3. งบประมาณที่ติดหล่ม งบประมาณแผ่นดินที่ 3.78 ล้านล้านบาท ตั้งเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเพียง 0.2% ขณะที่มีงบประมาณเพียง 20% เท่านั้นที่ถูกนำไปใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้าง GDP ในอนาคต ซึ่งตัวเลขนี้ชนเพดานตามที่ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังกำหนดไว้แล้ว ซึ่งงบประมาณกว่า 74% ถูกใช้ไปกับรายจ่ายประจำ เช่น เงินเดือนข้าราชการ ค่าจ้าง ค่ารักษาพยาบาล และสวัสดิการต่างๆ

4. นโยบายการเงินการคลังมีจำกัด โดยดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันอยู่ในระดับที่ต่ำมากจนเกือบ ทำให้ไม่สามารถลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากกว่านี้ เนื่องจากหากลดดอกเบี้ยลงไปอีกจะทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างไทยกับต่างประเทศกว้างขึ้น ส่งผลให้เงินทุนไหลออก เงินบาทอ่อนค่า และกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องเหลือช่องว่าง (Space) ไว้บ้างเพื่อรองรับความไม่แน่นอนในอนาคต

นายสุวัจน์ กล่าวว่า ทางออกเดียวของประเทศไทยคือการช่วยเหลือตัวเองด้วยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ โดยนำจุดแข็งของไทยมาผนวกกับเทคโนโลยี AI โดย

1. เดินหน้าสู่เศรษฐกิจสีเขียวและความยั่งยืน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ไทยมีความเข้มแข็ง เช่น เกษตร อาหาร วัฒนธรรม การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมสุขภาพ (Wellness)

2. การประคอง SME โดยปัจจุบันสินเชื่อส่วนใหญ่ไปอยู่ที่ธุรกิจใหญ่ ส่วน SME ได้สินเชื่อเพียง 20% เท่านั้น ดังนั้นจึงต้องใช้ AI เข้ามาช่วยสถาบันการเงินวิเคราะห์สินเชื่อให้แม่นยำขึ้น โดยดูจากพฤติกรรมจริง เช่น การจ่ายค่าน้ำ-ค่าไฟ สภาพคล่องในบัญชี เพื่อให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุน

3. ใช้โอกาสจากโครงสร้างพื้นฐาน โดยการเชื่อมโยงรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน จากกรุงเทพฯ ไปถึงหนองคาย จะเปลี่ยนให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือกลายเป็นเมืองอินเตอรที่เชื่อมต่อกับจีนได้โดยตรง

“หากเราปรับตัวได้ทันท่วงทีและจริงจังประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามวิกฤตนี้ไปได้ผมเชื่อว่าประเทศไทยอยู่ได้”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...