โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เทคโนโลยีจีนไปไว แต่คนจีนกำลังตามไม่ทัน

Reporter Journey

อัพเดต 06 ก.ย เวลา 10.29 น. • เผยแพร่ 06 ก.ย เวลา 03.29 น. • Reporter Journey

เทคโนโลยีจีนไปไว แต่คนจีนกำลังตามไม่ทัน

#EDITORIAL สังคมจีนกำลังเผชิญกับปัญหาที่คนส่วนใหญ่กำลังตามเทคโนโลยีที่เร่งตัวเร็วเกินไปไม่ทัน ความไฮเทคเกินความจำเป็นกลายเป็นเพียงการอวดนวัตกรรมของรัฐบาลและบริษัทเทค แต่สร้างปัญหาสังคมให้ผู้คนถูกบีบให้วิ่งตาม แม้แต่คนหนุ่มสาวยังเหนื่อยต่อการถูกบังคับให้รีบปรับตัวจนลืมว่าเป็นมนุษย์

ภาพจำของจีนในสายตาคนทั่วโลกคือประเทศที่ก้าวล้ำที่สุดแห่งหนึ่งด้านเทคโนโลยี ตั้งแต่การจ่ายเงินผ่าน QR code ที่แทบไม่มีใครพกเงินสดอีกต่อไป ไปจนถึงระบบขนส่งอัจฉริยะ ปัญญาประดิษฐ์ และแอปพลิเคชันที่ผูกโยงชีวิตประจำวันแทบทุกด้าน แต่เบื้องหลังภาพความล้ำสมัยนี้ กลับมีเสียงสะท้อนจากคนจีนจำนวนไม่น้อยว่า ความเร็วของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้แซงหน้าความสามารถของมนุษย์ในการปรับตัวไปแล้ว และกลายเป็นภาระมากกว่าความสะดวกสบายอย่างที่ควรจะเป็น

จีนเปลี่ยนผ่านจากสังคมที่ใช้เงินสดเป็นหลักไปสู่สังคมไร้เงินสดในเวลาไม่ถึงสองทศวรรษ ปัจจุบันอัตราการใช้งานระบบชำระเงินผ่านมือถืออยู่ที่ราว 86% ของประชากร ผ่านสองแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่คือ Alipay ของ Alibaba และ WeChat Pay ของ Tencent ซึ่งสร้างระบบนิเวศการชำระเงินที่สะดวกและไร้รอยต่อที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือผู้ใช้ต้องอยู่ในระบบนิเวศดิจิทัลของจีนและมีบัญชีธนาคารในประเทศที่ผูกกับแอปเหล่านี้เท่านั้น

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เงินสดที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจีนปัจจุบันเหลือเพียง 3.7% ของปริมาณเงินทั้งหมดเท่านั้น ร้านค้าจำนวนมากปฏิเสธไม่รับเงินสดโดยตรง แม้กฎหมายจีนจะกำหนดให้เงินหยวนเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายและร้านค้าต้องรับเงินสดก็ตาม ผลที่ตามมาคือผู้สูงอายุจำนวนมากที่ไม่คุ้นเคยกับสมาร์ทโฟนถูกกีดกันออกจากระบบเศรษฐกิจในชีวิตประจำวันโดยไม่ตั้งใจ บางรายต้องขอให้คนแปลกหน้าช่วยซื้อของจากตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติแทนตนเอง เพราะไม่สามารถสแกน QR code ได้ด้วยตัวเอง

ปัญหานี้รุนแรงจนธนาคารกลางจีน (PBOC) ต้องออกมาตรการปรับหน่วยงานและร้านค้าที่ปฏิเสธรับเงินสดตั้งแต่ปี 2021 และในเดือนธันวาคม 2025 ธนาคารกลางร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลด้านเศรษฐกิจและการเงินได้ออกกฎใหม่อีกครั้ง สั่งให้หน่วยงานรัฐ สถาบันสาธารณะ และภาคธุรกิจต้องรับเงินหยวนสดโดยไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้ที่เลือกจ่ายด้วยธนบัตรหรือเหรียญ โดยระบุชัดเจนว่ากฎดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาข้อร้องเรียนจากทั้งผู้สูงอายุที่ไม่คุ้นเคยกับสมาร์ทโฟนและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ประสบปัญหากับระบบ QR code ของจีน ทางการจีนเองก็ยอมรับว่าการพึ่งพาเทคโนโลยีมือถือมากเกินไปได้สร้างอุปสรรคให้กับคนบางกลุ่มในสังคม

แม้จะมีการออกกฎบังคับซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่าการบังคับใช้ยังไม่เข้มงวดพอ เพราะร้านค้าส่วนใหญ่ไม่มีแรงจูงใจที่จะเปลี่ยนกลับไปรับเงินสดในเมื่อระบบดิจิทัลกลายเป็นค่าเริ่มต้นของสังคมไปแล้ว

ผู้สูงวัยกลายเป็นคนชายขอบของสังคมดิจิทัล

นักวิชาการด้านสังคมศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "grey digital divide" หรือช่องว่างดิจิทัลระหว่างวัย ซึ่งกลายเป็นประเด็นเร่งด่วนเป็นพิเศษสำหรับจีน เนื่องจากประเทศกำลังเผชิญกับสังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วไปพร้อมกับการเร่งความเร็วของดิจิทัลไลเซชัน ข้อมูล ณ สิ้นปี 2023 ระบุว่าประชากรจีนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมีจำนวนถึง 296.97 ล้านคน หรือคิดเป็น 21.1% ของประชากรทั้งหมด และคาดการณ์ว่าภายในปี 2040 ตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 402 ล้านคน หรือราว 28% ของประชากรทั้งประเทศ

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Sociology เมื่อปี 2024 โดยนักวิจัย Haili Li และ Genia Kostka ชี้ให้เห็นว่าผู้สูงอายุจีนเผชิญอุปสรรคหลายชั้นในการเรียนรู้และใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะการเข้าถึงทักษะ และการเข้าถึงการใช้งานที่เป็นอุปสรรคสำคัญที่สุด ทัศนคติของผู้สูงอายุต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลมีความหลากหลาย บางคนมองในแง่บวก แต่จำนวนไม่น้อยรู้สึกถูกทิ้งไว้ข้างหลังและมีความกังวลหลายด้าน โดยเครือข่ายทางสังคมและครอบครัวมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดผลกระทบของช่องว่างนี้

แม้รัฐบาลจีนจะตระหนักถึงปัญหานี้และออกแผนปฏิบัติการระดับชาติตั้งแต่ปี 2020 เพื่อแก้ไขความยากลำบากของผู้สูงอายุในการใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ ครอบคลุมบริการ 7 ด้านที่ใช้บ่อยในชีวิตประจำวัน เช่น การเดินทาง การรักษาพยาบาล การจับจ่ายใช้สอย และธุรกรรมราชการ แต่สภาพความเป็นจริงในหลายพื้นที่ยังคงสะท้อนว่าการปรับตัวของโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมตามไม่ทันความเร็วของเทคโนโลยีที่พัฒนาไปข้างหน้า

内卷 (เน่ยจ่วน) เมื่อ "ความก้าวหน้า" ไม่ได้แปลว่า "ชีวิตที่ดีขึ้น"

นอกเหนือจากผู้สูงอายุ ปัญหาการวิ่งตามเทคโนโลยีไม่ทันยังลามไปถึงคนหนุ่มสาวและวัยทำงานในรูปแบบที่ต่างออกไป ผ่านคำศัพท์จีนยอดนิยมอย่าง "内卷" (เน่ยจ่วน) หรือ "involution" ซึ่งเดิมเป็นศัพท์ทางมานุษยวิทยาที่นักวิชาการชาวอเมริกัน Clifford Geertz ใช้อธิบายปรากฏการณ์ที่ชาวนาชวาทำงานหนักขึ้นเรื่อยๆ บนที่ดินผืนเดิม แต่กลับไม่ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

คนจีนรุ่นใหม่นำคำนี้กลับมาใช้อธิบายชีวิตยุคดิจิทัล นั่นคือการแข่งขันที่ไม่มีวันสิ้นสุด ทำงานหนักขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับไม่ได้ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เปรียบเหมือนการวิ่งบนลู่วิ่งที่หมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ แต่ผู้วิ่งยังคงอยู่ที่เดิม คำนี้ได้รับความนิยมอย่างมากบนโลกออนไลน์ตั้งแต่ปี 2020 ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 และสะท้อนความเหนื่อยล้าของทั้งนักเรียน คนทำงาน และพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องแบกรับความคาดหวังทางสังคมที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา

รายงานวิจัยเมื่อเดือนสิงหาคม 2025 ระบุว่าพนักงานในบริษัทจีนทำงานเฉลี่ยสูงถึง 48.7 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และในปี 2024 มีพนักงานในเขตเมืองถึง 60% ที่รายงานว่ามีระดับความเครียดสูง ปรากฏการณ์นี้เชื่อมโยงโดยตรงกับวัฒนธรรมการทำงานแบบ "996" ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจีน คือทำงานตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม 6 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งพนักงานเทคยุคใหม่มองว่าตนเองไม่ได้กำลังไต่บันไดความก้าวหน้า แต่กำลังวิ่งอยู่บนลู่วิ่งที่ไม่มีวันไปถึงไหน

ความกดดันนี้รุนแรงจนรัฐบาลจีนเองต้องเข้ามาแทรกแซง โดยในการประชุม Central Economic Work Conference เมื่อเดือนธันวาคม 2025 ทางการได้เพิ่มความเข้มงวดในการปราบปรามวัฒนธรรมการทำงานล่วงเวลาแบบ "เน่ยจ่วน" และในเดือนกุมภาพันธ์ต่อมา หน่วยงานกำกับดูแลตลาดได้เรียกร้องให้บริษัทใหญ่อย่าง Alibaba ลดชั่วโมงทำงานล่วงเวลาที่มากเกินไป ขณะที่นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง ก็ได้ย้ำในการประชุมสองสภาว่าการทำงานหนักเกินไปกำลังบั่นทอนการบริโภคภายในประเทศ

ปรากฏการณ์คู่ขนานที่เกิดขึ้นพร้อมกันคือกระแส "躺平" (ทั่งผิง) หรือ "การนอนราบ" ซึ่งเป็นการปฏิเสธอย่างมีสติของคนหนุ่มสาวจำนวนหนึ่งที่เลือกจะถอยออกจากการแข่งขันที่ไม่มีวันจบสิ้นนี้ แทนที่จะไล่ตามมาตรฐานความสำเร็จที่สังคมดิจิทัลตั้งไว้

เทคโนโลยีเพื่อใคร คำถามที่จีนกำลังเผชิญ

สิ่งที่น่าสนใจคือ ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการที่จีนขาดความตระหนักหรือไม่พยายามแก้ไข ตรงกันข้าม รัฐบาลจีนออกนโยบายและมาตรการจำนวนมากเพื่อบรรเทาผลกระทบ ทั้งการบังคับให้รับเงินสด การพัฒนาแอปพลิเคชันที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ และการจำกัดวัฒนธรรมทำงานล่วงเวลา แต่สิ่งที่สะท้อนออกมาคือความย้อนแย้งเชิงโครงสร้าง กล่าวคือ ความเร็วของการพัฒนาเทคโนโลยีในจีนถูกขับเคลื่อนด้วยแรงผลักดันทางเศรษฐกิจและการแข่งขันระดับโลกที่รุนแรง จนทำให้มาตรการเชิงนโยบายที่ออกมาแก้ไขปัญหามักจะตามหลังปัญหาที่เกิดขึ้นจริงอยู่เสมอ

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Public Administration and Policy เมื่อปี 2025 ตั้งข้อสังเกตว่า ภายใต้บริบทคู่ขนานระหว่างโครงสร้างประชากรสูงวัยและแผนการพัฒนา "จีนดิจิทัล" ในระดับชาติ มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องทบทวนนโยบายดิจิทัลของประเทศเพื่อลดช่องว่างที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ และค้นหาบทเรียนที่ประเทศอื่นสามารถนำไปปรับใช้ได้ ซึ่งสะท้อนว่าแม้แต่ในสายตานักวิชาการจีนเอง ก็ยอมรับว่าการพัฒนาเทคโนโลยีที่รวดเร็วเกินไปโดยไม่คำนึงถึงจังหวะการปรับตัวของมนุษย์ ได้สร้างต้นทุนทางสังคมที่จับต้องได้จริง

ท้ายที่สุดแล้ว กรณีของจีนอาจเป็นภาพสะท้อนสำคัญของคำถามร่วมยุคสมัยที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญเช่นกัน นั่นคือ เมื่อเทคโนโลยีกลายเป็นเงื่อนไขบังคับของการดำรงชีวิตประจำวัน ไม่ใช่ทางเลือก คำถามที่สำคัญไม่ใช่แค่ "เราพัฒนาเทคโนโลยีได้เร็วแค่ไหน" แต่คือ "เราออกแบบเทคโนโลยีเพื่อมนุษย์ทุกคนหรือไม่" และสังคมได้ทิ้งใครไว้ข้างหลังบ้างระหว่างการวิ่งไล่ตามความก้าวหน้านั้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...