โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กองทุนน้ำมันนอร์เวย์เสนอลดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ 2.6 ล้านล้านบาท ย้ายไปตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อบ้านหนุนหลัง และถือหนี้ญี่ปุ่นมากขึ้น

THE STANDARD

อัพเดต 38 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 38 นาทีที่แล้ว • thestandard.co
กองทุนน้ำมันนอร์เวย์เสนอลดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ 2.6 ล้านล้านบาท ย้ายไปตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อบ้านหนุนหลัง และถือหนี้ญี่ปุ่นมากขึ้น

Norges Bank Investment Management (NBIM) ผู้บริหารกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของนอร์เวย์ซึ่งใหญ่ที่สุดในโลกด้วยมูลค่า 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 75.72 ล้านล้านบาท) เสนอให้ลดสัดส่วนพันธบัตรรัฐบาลในพอร์ตลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบมากที่สุด

ประเด็นสำคัญ

  • สัดส่วนใหม่ที่เสนอ และเหตุผลเบื้องหลัง
  • จังหวะที่ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ กำลังถูกกดดัน
  • ข้อเสนอที่ยังไม่จบ และต้องผ่านอีกหลายด่าน

ข้อเสนอดังกล่าวอยู่ในจดหมายที่ส่งถึงกระทรวงการคลังนอร์เวย์และเผยแพร่เมื่อสัปดาห์นี้ ซึ่งแนะนำให้ลดน้ำหนักพันธบัตรรัฐบาลในดัชนีอ้างอิงตราสารหนี้จาก 70% เหลือ 50% เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มผลตอบแทน

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะหมายถึงการลดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่กองทุนถืออยู่ราว 2.15 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.08 ล้านล้านบาท) ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ลงเกือบ 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.63 ล้านล้านบาท) ตามการคำนวณของ Reuters

ขณะที่การคำนวณของ Bloomberg ประเมินว่าการถือพันธบัตรสหรัฐฯ จะลดลงราว 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.47 ล้านล้านบาท) ส่วนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอาจเพิ่มขึ้นราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.58 แสนล้านบาท)

ความสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่ขนาดของกองทุน ซึ่งเข้าไปถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกเฉลี่ยบริษัทละ 1.5% ทำให้การตัดสินใจเรื่องพอร์ตลงทุนสามารถส่งอิทธิพลต่อกระแสเงินในตลาดวงกว้างได้

สัดส่วนใหม่ที่เสนอ และเหตุผลเบื้องหลัง

รายละเอียดของข้อเสนอระบุว่าน้ำหนักพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในดัชนีตราสารหนี้จะลดจาก 34.1% เหลือ 21.9% ขณะที่สัดส่วนพันธบัตรของกลุ่มยูโรโซนจะลดลงในระดับที่น้อยกว่า จาก 16.8% เหลือ 14.1%

ในทางกลับกัน สัดส่วนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นจะเพิ่มขึ้นจาก 4.6% เป็น 7.4% ส่วนสัดส่วนของอังกฤษจะคงเดิมที่ 4.2% ซึ่งกองทุนระบุว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้ดัชนีสอดคล้องกับน้ำหนักของตลาดโดยรวมมากขึ้น

ที่ต้องเข้าใจให้ถูกคือสิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่การถอนตัวออกจากตลาดสหรัฐฯ เพราะโฆษกของ NBIM ระบุว่าสัดส่วนสินทรัพย์ที่อยู่ในสกุลเงินดอลลาร์โดยรวมจะยังคงอยู่ที่ราว 50% เท่าเดิม

สิ่งที่เปลี่ยนคือส่วนผสมภายในตลาดดอลลาร์ นั่นคือถือหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ น้อยลง แล้วไปถือตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์และหน่วยงานรัฐของสหรัฐฯ มากขึ้นแทน

โดยสัดส่วนตราสารหนี้สหรัฐฯ ที่ไม่ใช่พันธบัตรรัฐบาลจะเพิ่มขึ้นจาก 16.2% เป็น 27.6% ทำให้น้ำหนักรวมของสกุลเงินดอลลาร์ในดัชนีตราสารหนี้ลดลงเพียงเล็กน้อย จาก 52.9% เหลือ 52.5%

อีดา วอลเดน บาเช ผู้ว่าการธนาคารกลางนอร์เวย์ และ นิโคไล ตังเงน ซีอีโอของ NBIM ระบุในจดหมายว่าสัดส่วนพันธบัตรรัฐบาลที่ 50% เพียงพอต่อความต้องการสภาพคล่อง รวมถึงในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวน

ทั้งสองยังอธิบายว่ากองทุนจะได้ผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่สูงขึ้นจากการกระจายไปยังสินทรัพย์ที่เสี่ยงกว่า อย่างตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยหนุนหลัง ซึ่งพวกเขามองว่าเหมาะกับสถานะนักลงทุนระยะยาว

เหตุผลที่ยกมาคือตราสารประเภทดังกล่าวมักเคลื่อนไหวสวนทางกับหุ้นในช่วงวิกฤต จึงช่วยลดความผันผวนเพิ่มเติมได้ในลักษณะที่ใกล้เคียงกับพันธบัตรรัฐบาลมากกว่าหุ้นกู้เอกชน

อีกข้อเสนอที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนวิธีถ่วงน้ำหนักพันธบัตรรัฐบาล จากเดิมที่อิงกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) มาเป็นการอิงกับมูลค่าตลาดแทน โดยให้เหตุผลว่าปัจจุบันหนี้ภาครัฐที่สูงกลายเป็นลักษณะทั่วไปของประเทศพัฒนาแล้ว ไม่ใช่ลักษณะเฉพาะของบางประเทศอีกต่อไป

จังหวะที่ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ กำลังถูกกดดัน

ข้อเสนอนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่อ่อนไหวสำหรับตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ เพราะต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี จากความกังวลของนักลงทุนต่อทิศทางการคลังและภาระหนี้ที่หนักขึ้นเรื่อยๆ ของสหรัฐฯ

โมฮาเหม็ด เอล-เอเรียน นักเศรษฐศาสตร์ ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่ากลุ่มที่เคยเป็นผู้ซื้อและผู้ถือพันธบัตรสหรัฐฯ รายประจำที่พึ่งพาได้ กำลังเผชิญแรงกดดัน โดยยกตัวอย่างญี่ปุ่น, จีน และกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ

เมื่อถูกถามถึงข้อเสนอของ NBIM โดยเฉพาะ เขาระบุว่าขนาดของการลดนั้นไม่ได้ใหญ่มาก แต่สัญญาณที่ว่าผู้ถือและผู้ซื้อรายเดิมเริ่มพึ่งพาได้น้อยลงต่างหากที่สำคัญอย่างยิ่ง

ในมุมของนักวิเคราะห์อีกด้าน เคนเนธ ครอมป์ตัน หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยของ National Australia Bank มองว่า NBIM ไม่ได้กำลังตัดสินเรื่องความยั่งยืนทางการคลังของสหรัฐฯ โดยตรง

เขาอธิบายว่ากองทุนกำลังโต้แย้งว่าตัวเองถือพันธบัตรรัฐบาลมากพอสำหรับความต้องการสภาพคล่องอยู่แล้ว และนักลงทุนที่มองระยะยาวควรเก็บเกี่ยวผลตอบแทนส่วนเพิ่มจากตราสารหนี้ที่หลากหลายกว่านี้

ข้อเสนอที่ยังไม่จบ และต้องผ่านอีกหลายด่าน

สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นคือทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงข้อเสนอ และไม่มีอะไรรับประกันว่ากองทุนจะได้รับอนุญาตให้ดำเนินการตามนั้น

กระบวนการที่รออยู่คือ NBIM จะรอคำตอบจากกระทรวงการคลัง ก่อนที่ข้อเสนอจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของคำแนะนำที่ยื่นต่อกระทรวงในเดือนมกราคม จากนั้นจะถูกหารือในกระบวนการจัดทำสมุดปกขาวประจำปีของกองทุนในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า

หลังจากนั้นกระทรวงจึงจะเสนอคำแนะนำขั้นสุดท้ายต่อรัฐสภา ซึ่งจะจัดการพิจารณาต่อไป โดยโฆษกของ NBIM ระบุว่าหากมีการปรับลดพอร์ตตราสารหนี้จริง ก็ไม่น่าจะเริ่มดำเนินการได้จนกว่าจะเข้าสู่ปี 2027 ไปแล้วหลายเดือน

กองทุนยังย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆ จะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อจำกัดผลกระทบต่อตลาดและต้นทุนการทำธุรกรรม

ด้าน เอลเลน ไรทัน เลขานุการแห่งรัฐ ระบุผ่านอีเมลว่ารัฐบาลจะพิจารณาข้อเสนอปรับกลยุทธ์การลงทุนทั้งหมดในสมุดปกขาวที่จะเสนอต่อรัฐสภาในฤดูใบไม้ผลิ หลังกระทรวงการคลังทบทวนคำแนะนำอย่างละเอียดแล้ว

เธอยังชี้ว่าคณะผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับมอบหมายให้ทบทวนกลยุทธ์การลงทุนของกองทุน มีกำหนดเสนอรายงานในเดือนมกราคมปีหน้าด้วย

คารีน ธอร์เบิร์น ศาสตราจารย์จาก Norwegian School of Economics ซึ่งเคยร่วมเป็นกรรมการหลายชุดที่เกี่ยวข้องกับกลยุทธ์การลงทุนของกองทุน มองว่านี่เป็นก้าวที่ถูกทาง

อย่างไรก็ตาม เธอเห็นว่านี่เป็นทางเลือกที่ดีเป็นอันดับสอง เพราะคิดว่าการปรับสัดส่วนพอร์ตโดยรวมด้วยการเพิ่มหุ้นและลดตราสารหนี้น่าจะดีกว่า

สำหรับสถานะปัจจุบันของกองทุนนั้น ข้อมูลของ Bloomberg ระบุว่า ณ วันที่ 30 มิถุนายน กองทุนมีสินทรัพย์ตราสารหนี้มากกว่า 6.15 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 20.25 ล้านล้านบาท) ซึ่งราว 59.5% ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล และหากรวมตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลด้วยจะอยู่ที่ 69%

ทั้งนี้ กองทุนซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อนำรายได้จากน้ำมันและก๊าซของนอร์เวย์ไปลงทุน เพิ่งทำผลตอบแทนสูงเป็นประวัติการณ์ในครึ่งปีแรกที่ 1.89 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.22 ล้านล้านบาท) ซึ่งตังเงน ซีอีโอของกองทุน ระบุเมื่อเดือนสิงหาคมว่านี่คือระดับที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แล้ว

เขายังออกมาเตือนคนนอร์เวย์บ่อยครั้งขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาว่ากองทุนจะต้องเจอกับภาวะตกต่ำในสักวันหนึ่ง โดยผลทดสอบภาวะวิกฤตล่าสุดของ NBIM พบว่าหากเกิดการปรับฐานของสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ AI มูลค่ากองทุนอาจหายไปถึง 7.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 24.36 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็น 35%

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.92 บาท ณ วันที่ 6 กันยายน 2569

ภาพ :Volodymyr TVERDOKHLIB / Shutterstock

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...