โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“เอกนิติ” ยัน พ.ร.ก.กู้เงิน ไม่ตีเช็คเปล่า กู้ตามใช้จริง คุมหนี้ โปร่งใส

The Better

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE BETTER
“เอกนิติ” ยัน พ.ร.ก.กู้เงินพลังงานจำเป็นต่อความมั่นคงเศรษฐกิจ ย้ำรัฐบาลไม่ตีเช็คเปล่า กู้ตามใช้จริง คุมหนี้ โปร่งใส วินัยคลังยังแข็งแรง

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างการพิจารณาพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ว่า รัฐบาลเสนอ พ.ร.ก.ฉบับนี้ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และพร้อมเปิดให้ตรวจสอบทุกขั้นตอน

นายเอกนิติ กล่าวว่า ก่อนเข้าสู่เหตุผลความจำเป็น รัฐบาลเห็นว่าทุกฝ่ายต้องเคารพคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะศาลได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิเข้าให้ความเห็นและมีคำวินิจฉัยแล้ว การหยิบเฉพาะความเห็นฝ่ายคัดค้านมาอภิปรายอาจไม่ครบถ้วนและไม่เป็นธรรมนัก อย่างไรก็ดี รัฐบาลเคารพความเห็นต่าง เพราะการอภิปรายควรนำไปสู่การทำให้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็งขึ้น

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 ที่ออกมายืนยันสิ่งที่รัฐบาลประเมินไว้ตั้งแต่ตอนออก พ.ร.ก. เศรษฐกิจชะลอลง เงินเฟ้อสูงขึ้น ดุลบัญชีเดินสะพัดจากที่เคยเกินดุลกลับขาดดุลเกือบ 600,000 ล้านบาทในไตรมาสเดียว จากผลของราคาน้ำมันและพลังงานนำเข้าที่เพิ่มขึ้นหลังวิกฤตตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ตาม วิกฤตครั้งนี้ไม่เหมือนอดีตที่เริ่มจากจีดีพีติดลบ แต่เริ่มจากราคาพลังงาน ค่าครองชีพ และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น น้ำมันแพงขึ้น 60-70% เงินเฟ้อจากติดลบขยับขึ้นเกือบ 3% ดัชนีราคาผู้ผลิตเพิ่มเกือบ 10% ก่อนลามไปสู่กำลังซื้อประชาชน โดยการบริโภคภาคเอกชนไตรมาส 2 ชะลอเหลือ 1.9% จาก 3.3%

“ถ้าปล่อยให้ต้นทุนสูงขึ้นเรื่อย ๆ ธุรกิจอาจต้องลดคนงานหรือปิดกิจการ นี่คือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่เรื่องตัวเลขในกระดาษเท่านั้น แต่เป็นเรื่องค่าครองชีพและปากท้องประชาชน” นายเอกนิติกล่าว

นายเอกนิติ กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก. มี 2 ด้าน ด้านแรกคือช่วยประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ผ่านมาตรการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งออกแบบให้รัฐช่วย 60% ประชาชนร่วมจ่าย 40% เพื่อลดค่าครองชีพโดยตรง ไม่ใช่เพียงกระตุ้นตัวเลขเศรษฐกิจระยะสั้น และรัฐบาลยังใช้มาตรการนี้ต่อยอดให้ประชาชนมีรายได้ระยะยาว โดยเตรียมใช้ AI นกกระซิบ ช่วยพ่อค้าแม่ค้า วิเคราะห์การขาย ฝึกขายออนไลน์ และขยายตลาดจากหน้าร้านหรือชุมชนไปสู่ช่องทางดิจิทัล ซึ่งจากการทดลองพบว่าผู้ประกอบการรายเล็กที่ใช้เครื่องมือเหล่านี้มีรายได้เพิ่มขึ้น

วัตถุประสงค์ที่ 2 คือเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและพลังงานนำเข้า ไปสู่พลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก และนวัตกรรม ทั้งในภาครัฐ เอกชน ชุมชน และประชาชน เพื่อลดความเปราะบางของประเทศเมื่อเกิดวิกฤตราคาน้ำมันโลกซ้ำอีก

นายเอกนิติ กล่าวว่า หลักคิดของ พ.ร.ก.มี 3 ชั้น คือประคองประชาชนและเศรษฐกิจวันนี้ เปลี่ยนวิกฤตเป็นจังหวะเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน และดึงการลงทุนเอกชนเข้าสู่พลังงานสะอาด โดยดำเนินควบคู่กับการปลดล็อก Direct PPA, Third Party Access และการลงทุน Smart Grid เพื่อเร่งระบบพลังงานใหม่

รัฐบาลต้องการให้ประโยชน์ตกถึงประชาชน ไม่ใช่เฉพาะผู้ลงทุนรายใหญ่ เช่น การสนับสนุนโซลาร์ภาคประชาชน เพื่อเปลี่ยนหลังคาบ้านให้เป็นแหล่งรายได้ ลดค่าไฟ และเปิดทางให้ประชาชนขายไฟคืนเข้าระบบได้

รมว.คลัง กล่าวว่า สำหรับข้อกังวลเรื่องการใช้เงิน นายเอกนิติยืนยันว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่ใช่การตีเช็คเปล่า ไม่ใช่การกู้เงินมากองไว้ แต่จะกู้ตามความจำเป็นและตามการใช้จ่ายจริงเท่านั้น พร้อมออกระเบียบกระทรวงการคลังเป็นเกณฑ์กลางในการคัดกรองโครงการให้เข้มงวด โปร่งใส และตรวจสอบได้

ทุกโครงการต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ มีความพร้อม คุ้มค่า และเปิดเผยต่อประชาชน หากไม่คุ้มค่าจะถูกตัดออก โดยมีคณะกรรมการกลั่นกรองทั้งจากส่วนราชการและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก รวมถึงระบบติดตามประเมินผล รายงานต่อคณะรัฐมนตรี และเผยแพร่ให้สาธารณชนรับทราบ

รัฐบาลให้ความสำคัญกับวินัยการเงินการคลังและระดับหนี้สาธารณะ มีแบบจำลองคำนวณผลกระทบต่อหนี้อย่างต่อเนื่อง บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือยังให้ความเชื่อมั่นต่อไทย โดยสนใจว่าเงินกู้จะนำไปลงทุนเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างไร มากกว่ากังวลว่าหนี้จะชนเพดาน

นายเอกนิติกล่าว ในตอนท้ายว่า ประเทศไทยยังอยู่ท่ามกลางวิกฤตพลังงานจากสงครามที่ไม่รู้จะสิ้นสุดเมื่อใด รัฐบาลจึงต้องมีเครื่องมือรับมือ ใช้เงินอย่างคุ้มค่า โปร่งใส และทำให้เมื่อวิกฤตผ่านไป ประเทศไทยต้องยืนได้แข็งแรงกว่าเดิม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...