โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

EEC 2.7 ล้านคน พลิกเกมค้าปลีก เปิดศึกชิงกำลังซื้อ 3 จังหวัด

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ฉายภาพ EEC ฐานกำลังซื้อใหม่ 2.7 ล้านคน จากแรงงานถึงผู้บริหารรายได้สูง ดันตลาดค้าปลีก “2 ขั้ว” ต้องตอบโจทย์ทั้งพรีเมียมและแมส ชี้เกมต่อไปไม่ใช่แค่รายใหญ่ขยายสาขา แต่ต้องลาก SME-ธุรกิจท้องถิ่นขึ้นขบวน ผ่าน Local Content, O2O และ MICE เชื่อมชลบุรี-ระยอง-ฉะเชิงเทรา กระจายเม็ดเงินลงทุนลงสู่ชุมชน

2.7 ล้านคน ปลุกค้าปลีก EEC

การเติบโตของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC กำลังเปิดอีกภาพหนึ่งที่อาจมีความสำคัญไม่แพ้การลงทุนภาคอุตสาหกรรม นั่นคือการเกิดขึ้นของ “ตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่” ที่มีทั้งจำนวนประชากร กำลังซื้อ และพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่หลากหลาย

นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เผยมุมมองในงานสัมมนา “EEC NEVER STOP THE NEXT CHAPTER : EEC ก้าวต่อไป” ว่า ปัจจุบัน EEC มีแรงงานและผู้ที่เข้ามาทำงานในพื้นที่ประมาณ 2.7 ล้านคน ตั้งแต่แรงงานภาคอุตสาหกรรม ผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ ไปจนถึงบุคลากรรายได้สูง ตัวเลขดังกล่าวจึงไม่ได้สะท้อนเพียง “กำลังแรงงาน” แต่กำลังกลายเป็นฐานกำลังซื้อใหม่ของภาคตะวันออก

ยิ่งเมื่อพื้นที่มีทั้งฐานอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การลงทุนใหม่ และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายประเทศเข้ามา ตลาดค้าปลีกจึงกำลังเปลี่ยนจากตลาดที่พึ่งพานักท่องเที่ยวเป็นหลัก ไปสู่ตลาดที่มีผู้บริโภคหลายกลุ่มอยู่ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ค้าปลีก EEC แบ่ง 2 ขั้ว ‘พรีเมียม-แมส’

โจทย์สำคัญของตลาด 2.7 ล้านคน คือไม่ได้มีพฤติกรรมการใช้จ่ายแบบเดียวกันด้านหนึ่งคือกลุ่มผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ และบุคลากรรายได้สูง ซึ่งมองหาสินค้าคุณภาพ สินค้าพรีเมียม และประสบการณ์ในการจับจ่าย อีกด้านคือแรงงานภาคอุตสาหกรรมและแรงงานบริการ ซึ่งให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า หรือ Value รวมถึงความสะดวกและการเข้าถึงสินค้า ตลาด EEC จึงเป็นตลาด “สองขั้ว” ที่ผู้ประกอบการค้าปลีกไม่สามารถใช้โมเดลเดียวครอบคลุมทุกพื้นที่ได้

ทำเลและรูปแบบร้านต้องถูกออกแบบให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต เช่น ร้านสะดวกซื้อใกล้นิคมอุตสาหกรรมอาจต้องรองรับแรงงานกะกลางคืนและเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง ขณะที่พื้นที่ที่มีผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ และชาวต่างชาติหนาแน่นอาจต้องการค้าปลีกที่มีสินค้าและบริการระดับพรีเมียมมากขึ้น จึงเป็นโจทย์ “ค้าปลีกแบบรู้จักผู้บริโภค” มากกว่าการเร่งขยายจำนวนสาขา

รายใหญ่ต้องไม่โตลำพัง ดึง SME เข้าห่วงโซ่ลงทุน

ท่ามกลางการลงทุนขนาดใหญ่ที่กำลังไหลเข้าสู่ EEC สมาคมผู้ค้าปลีกไทยมองว่า ผลประโยชน์จากการขยายตัวของพื้นที่ไม่ควรตกอยู่กับผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงกลุ่มเดียวหัวใจสำคัญคือการเชื่อมโยงธุรกิจรายใหญ่กับ SME และผู้ประกอบการท้องถิ่นผ่านแนวคิด Local Content

“ค้าปลีกไม่ได้หมายถึงค้าปลีกรายใหญ่รายเดียว สิ่งสำคัญของประเทศคือ SME ต้องค้าขายได้ การลงทุนที่เกิดขึ้นใน EEC อยากให้ใส่ Local Content เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนด้วย เพื่อให้รายย่อยและ SME ได้เจริญเติบโต”

แนวคิดนี้ทำให้บทบาทของค้าปลีกขยับจาก “คนขายสินค้า” ไปสู่ “แพลตฟอร์มสร้างผู้ประกอบการ” ผู้ประกอบการค้าปลีกรายกลางและ Modern Trade สามารถทำหน้าที่คัดสรรสินค้า พัฒนามาตรฐาน และนำสินค้า SME เข้าสู่ช่องทางจำหน่ายขนาดใหญ่เมื่อผู้ประกอบการท้องถิ่นขายสินค้าได้มากขึ้น รายได้ก็หมุนกลับเข้าสู่พื้นที่ และท้ายที่สุดกลายเป็นกำลังซื้อที่กลับมาหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจ EEC อีกทอดหนึ่ง

เปิดเกม O2O สู้แพลตฟอร์มต่างชาติ

อีกสนามการแข่งขันที่ค้าปลีก EEC ไม่ควรมองข้าม คือการผสานโลกออนไลน์และออฟไลน์ หรือ O2O (Online to Offline) นายณัฐมองว่า จุดแข็งของผู้ประกอบการไทยคือการมี “หน้าร้าน” และเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคในพื้นที่ ขณะที่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจากต่างประเทศมีข้อได้เปรียบด้านเทคโนโลยีและขนาดตลาด

เชื่อมสองโลกสร้างโอกาส

ผู้บริโภคอาจเห็นสินค้าบนออนไลน์แล้วไปซื้อที่ร้าน หรือเดินเข้าไปสัมผัสสินค้าจริงก่อนตัดสินใจสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการรายใหญ่ยังมีฐานข้อมูลจาก Loyalty Program ซึ่งสามารถนำมาวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อนำเสนอสินค้า โปรโมชั่น และบริการให้ตรงกลุ่มมากขึ้น ในสมรภูมิที่การแข่งขันไม่ได้อยู่แค่ระหว่าง “ร้านกับร้าน” แต่เป็นการแข่งขันระหว่างระบบนิเวศค้าปลีก การมีข้อมูลลูกค้าและหน้าร้านจึงอาจกลายเป็นแต้มต่อสำคัญของผู้ประกอบการไทย

ดัน MICE เปลี่ยน ‘คนมางาน’ เป็น ‘คนใช้เงิน’

อีกเครื่องยนต์ที่สมาคมผู้ค้าปลีกไทยมองเห็นคือธุรกิจ MICE ซึ่งไม่ควรถูกจำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่จัดประชุมหรือจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง โจทย์คือการเชื่อม ชลบุรี-ระยอง-ฉะเชิงเทรา ให้กลายเป็นระบบเศรษฐกิจเดียวกัน

เมื่อมีผู้เข้าร่วมประชุมและนักเดินทางธุรกิจเข้ามาในพื้นที่ ภาคค้าปลีก ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว และธุรกิจบริการสามารถจับมือกันออกแบบแพ็กเกจหรือโปรโมชั่น เพื่อจูงใจให้ผู้เข้าร่วมงานเดินทางต่อไปยังพื้นที่อื่น เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียง “เพิ่มจำนวนคน” แต่คือการเพิ่ม Stay และ Spendingจากเดิมที่นักเดินทางเข้ามาเพื่อประชุมแล้วเดินทางกลับ ก็อาจเปลี่ยนเป็นการพักต่อ เที่ยวต่อ รับประทานอาหาร ซื้อสินค้า และกระจายรายได้ไปยังธุรกิจท้องถิ่น

เปิดพื้นที่ห้างให้ SME

การกระจายผลประโยชน์ยังสามารถทำได้ผ่านพื้นที่ค้าปลีกขนาดใหญ่ โดยให้นักลงทุนและผู้ประกอบการรายใหญ่เปิดพื้นที่สำหรับ SME และธุรกิจท้องถิ่นเข้ามาทดลองตลาด โมเดลที่เป็นไปได้อาจไม่จำเป็นต้องใช้การเช่าพื้นที่ระยะยาวเสมอไป แต่สามารถใช้การแบ่งรายได้ หรือเปิดพื้นที่ทดลองขาย เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายขึ้นหากสินค้าท้องถิ่นสามารถเข้าไปอยู่ในห้างและศูนย์การค้าขนาดใหญ่ได้ ก็เท่ากับเปิดประตูให้เข้าถึงทั้งนักท่องเที่ยว คนทำงาน และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่เข้ามาใน EEC

“เราไม่อยากให้รายใหญ่ที่มีร้านอยู่ทั่วประเทศได้ประโยชน์เพียงเจ้าเดียว แต่อยากสนับสนุนให้ชุมชนและคนที่อยู่ในพื้นที่ได้ประโยชน์จากการมีนักท่องเที่ยว มีคนมาลงทุน มีผู้คนมาทำงาน หรือมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามา สิ่งเหล่านี้ต้องลงไปสู่ชุมชนจริงๆ”

รถไฟ EEC ต้องเกิดก่อน ความเร็วเป็นเรื่องรอง

อย่างไรก็ตาม การจะทำให้ EEC กลายเป็นตลาดเดียวกันได้จริง โครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทางยังเป็นตัวแปรสำคัญ นายณัฐมองว่า สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องการเห็นคือระบบรถไฟเชื่อมพื้นที่ EEC เกิดขึ้นก่อน เพราะการเชื่อมต่อระหว่างเมืองมีผลโดยตรงต่อจำนวนผู้เดินทาง นักท่องเที่ยว และการขยายตัวของธุรกิจโดยเฉพาะพื้นที่อู่ตะเภา ซึ่งยังมีข้อจำกัดจากความไม่ต่อเนื่องของเที่ยวบินและกิจกรรมทางธุรกิจบางประเภท

หากรถไฟความเร็วสูงยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันใกล้ ทางเลือกหนึ่งคือการพิจารณาระราะในมุมธุรกิจ “ระบบที่ใช้งานได้วันนี้” อาจมีค่ามากกว่าบบรถไฟที่มีความเร็วรองลงมา เพื่อให้โครงข่ายเกิดขึ้นและใช้งานได้จริงก่อนเพราะในมุมธุรกิจ “ระบบที่ใช้งานได้วันนี้” อาจมีค่ามากกว่า “ระบบที่ดีที่สุดแต่ยังไม่เกิด”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...